เปิดสูตรลับ “ค่าการกลั่น”โครงสร้างราคาน้ำมัน ไขคำตอบ ทำไมคนไทยจ่ายค่าน้ำมันแพง & ‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม

เปิดสูตรคำนวณ “ค่าการกลั่น” และโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ตั้งแต่หน้าโรงกลั่นถึงหน้าปั๊ม อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ทำไมผู้บริโภคไทยต้องจ่ายแพง พร้อมคำอธิบายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่องในปัจจุบัน หนึ่งในประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอย่างหนักคือ “ค่าการกลั่น” และโครงสร้าง “ราคาหน้าโรงกลั่น” ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และเหตุใดผู้บริโภคไทยจึงต้องแบกรับต้นทุนในระดับสูง ขณะที่โรงกลั่นถูกมองว่าได้รับผลตอบแทนในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ท่ามกลางข้อถกเถียงนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบพบว่า คดีหมายเลขแดงที่ อร.167/2566 ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ได้ยืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ในคดีที่ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ และพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ โดยกล่าวหาว่าโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

คำพิพากษาดังกล่าวได้เปิดรายละเอียดสำคัญของ “สูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น” โดยอ้างอิงมติของ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการประชุมครั้งที่ 39/2554 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ซึ่งกำหนดวิธีการคำนวณราคาแยกตามประเภทน้ำมันไว้อย่างชัดเจน
บริบทปัจจุบันที่ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น จึงทำให้สูตรดังกล่าวถูกหยิบยกกลับมาถกเถียงอีกครั้งว่า ยังสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ และควรมีการทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

ราคาน้ำมันที่ปั๊ม มาจากไหน?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าราคาน้ำมันที่เราจ่ายตอนเติมรถ ประกอบด้วย 3 ชั้นหลักๆ คือ
ชั้นที่ 1 — ราคาหน้าโรงกลั่น คือต้นทุนของน้ำมันที่ผ่านการกลั่นมาแล้ว
ชั้นที่ 2 — ราคาขายส่ง คือราคาหน้าโรงกลั่น บวกภาษีและกองทุนต่างๆ ที่รัฐเก็บ
ชั้นที่ 3 — ราคาขายปลีก คือราคาที่เราจ่ายจริงที่ปั๊ม ซึ่งเพิ่มค่าการตลาดเข้ามาอีก เช่น ค่าขนส่ง ค่าพนักงาน ค่าเช่าที่ดิน และกำไรของผู้ค้าน้ำมัน
สูตรคำนวณ "ราคาหน้าโรงกลั่น" แยกตามน้ำมันแต่ละชนิด

หนึ่งในประเด็นที่สังคมตั้งคำถามมาตลอด คือ ราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น คำนวณมาจากอะไร ทำไมคนไทยจึงจ่ายแพง คำพิพากษาครั้งนี้เปิดเผยสูตรที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 39/2554 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ไว้อย่างละเอียด ดังนี้

เบนซินออกเทน 95 ราคาน้ำมันเบนซิน UPG 95 ตลาดสิงคโปร์ (MOPS) บวกพรีเมียม ได้แก่ ค่าปรับคุณภาพ 1.40 ดอลลาร์/บาร์เรล + ค่าขนส่ง World Scale กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ + ค่าประกันภัย 0.084% ของ C&F + ค่า Loss 0.5% ของ CIF บวกต้นทุนส่วนเพิ่มมาตรฐานยูโร 4 อีก 2.46 ดอลลาร์/บาร์เรล คูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน หารด้วย 158.984

เบนซินออกเทน 91 ใช้สูตรเดียวกับออกเทน 95 แต่ค่าปรับคุณภาพเป็นลบ 0.80 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากคุณภาพต่ำกว่า

น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (สูตรปี 2554) ราคาน้ำมันดีเซล Gasoil ซัลเฟอร์ 0.5% ตลาดสิงคโปร์ (MOPS GO 0.5) บวกพรีเมียม ได้แก่ ค่าปรับคุณภาพ 1.70 ดอลลาร์/บาร์เรล + ค่าขนส่ง + ค่าประกันภัย + ค่า Loss บวกต้นทุนส่วนเพิ่มยูโร 4 อีก 2.46 ดอลลาร์/บาร์เรล คูณอัตราแลกเปลี่ยน ลบด้วย 158.984

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 กบง. ปรับสูตรดีเซลใหม่โดยอ้างอิงราคา Gasoil 500 ppm ตลาดสิงคโปร์ บวกค่าปรับคุณภาพที่ปรับเพิ่มเป็น 2.88 ดอลลาร์/บาร์เรล
กลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล คำนวณแบบผสมระหว่างราคาเบนซินกับราคาเอทานอล ได้แก่
แก๊สโซฮอล 95 = เบนซิน 95 (90%) + เอทานอล (10%) โดยเบนซินบวกค่าผสม 1 ดอลลาร์/บาร์เรล
แก๊สโซฮอล 91 = เบนซิน 91 (90%) + เอทานอล (10%) โดยเบนซินบวกค่าผสม 2 ดอลลาร์/บาร์เรล
แก๊สโซฮอล E20 = เบนซิน 95 (80%) + เอทานอล (20%) โดยเบนซินบวกค่าผสม 1.70 ดอลลาร์/บาร์เรล
แก๊สโซฮอล E85 = เบนซินออกเทน 95 (15%) + เอทานอล (85%)


ทำไมต้องอ้างอิงสิงคโปร์ ไม่ใช้ราคาน้ำมันโลก?
ศาลชี้แจงข้อสงสัยของผู้ฟ้องคดีที่อ้างว่าราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยแพงกว่าตลาดโลกว่า ราคาน้ำมันดิบไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับราคาหน้าโรงกลั่นได้โดยตรง เพราะน้ำมันดิบยังไม่มีต้นทุนการกลั่นและค่าปรับปรุงคุณภาพรวมอยู่ด้วย

ส่วนเหตุที่เลือกใช้ตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิง ศาลรับฟังเหตุผลของ กบง. ว่า สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย มีผู้ค้าน้ำมันกว่า 300 รายตั้งอยู่ ราคา MOPS จึงสะท้อนอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงของภูมิภาค ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันในไทยสามารถเลือกซื้อจากโรงกลั่นในประเทศหรือนำเข้าเองได้อยู่แล้ว การตรึงราคาหน้าโรงกลั่นให้เทียบเท่าราคานำเข้า (Import Parity Basis) จึงเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม

ศาลยังระบุด้วยว่า หากใช้สูตรต้นทุนบวกกำไร (Cost Plus) แทน จะทำให้โรงกลั่นแต่ละแห่งซึ่งมีขนาดและประสิทธิภาพต่างกันได้รับความได้เปรียบเสียเปรียบโดยไม่เป็นธรรม และอาจทำให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาและขยายกำลังการผลิตรองรับความต้องการในอนาคต

คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นบทสรุปทางกฎหมายต่อข้อถกเถียงเรื่องความโปร่งใสของโครงสร้างราคาน้ำมันไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายปี แม้ศาลจะชี้ว่ากระบวนการทั้งหมดชอบด้วยกฎหมาย แต่การเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างละเอียดในคำพิพากษาครั้งนี้ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่สาธารณชนสามารถนำไปตรวจสอบต่อได้


‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม ชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้
‘เอกนิติ’ เร่งรื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น สั่งกระทรวงพลังงานตัดต้นทุนแฝง คุมค่าการกลั่น-การตลาด หวังลดราคาปั๊มให้ประชาชน สรุปชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งค่าการกลั่น และค่าการตลาด

เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้

ทั้งนี้ จากการประชุม พบว่า สูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันอาจสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะในส่วนของค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) ที่ถูกนำมาคำนวณรวมในราคาขายส่ง ทั้งที่ในทางปฏิบัติปัจจุบันต้นทุนส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในบางกรณี จึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสั่งการให้ศึกษารายละเอียดของ War Premium หรือส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่พบว่าโรงกลั่นไทยได้ปรับตัวไปจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางแล้ว
คตร. จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงว่าควรจะเป็นเท่าใด ซึ่งจะได้นำมาคำนวณในค่าการกลั่น และรวมถึงการคำนวณค่าการตลาดที่เหมาะสมด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ในช่วงวิกฤตที่ต้นทุนสูงขึ้น คตร. ก็ได้มีการหารือถึงการพิจารณาการนำระบบ Ceiling and Floor (การกำหนดเพดานราคาสูงสุดและต่ำสุด) มาใช้กำกับดูแลค่าการกลั่น เพื่อป้องกันกำไรที่เกินควร (Windfall Profit) และสร้างระบบที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่กระทรวงพลังงานศึกษา  อย่างไรก็ตาม จะต้องได้ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อมากำหนดเพดานต่อไป
“คตร. ตั้งเป้าหมายจะดำเนินการศึกษาและสรุปตัวเลขโครงสร้างราคาทั้งหมดให้เสร็จ และเสนอที่ประชุมครม.นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้ แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน แต่คณะกรรมการเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนจึงต้องการเร่งรัดให้เร็วที่สุด ซึ่งเราต้องการให้ราคาหน้าปั๊มที่เก็บกับประชาชนสะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมที่สุด หากมีส่วนกำไรที่เกินสมควรในช่วงสงคราม ควรจะส่งผ่านกำไรนั้นกลับไปสู่ประชาชน"

ทั้งนี้ คตร. จะมีการประชุมต่อเนื่องอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อสรุปตัวเลขขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป และเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ส่งถึงประชาชน ได้มอบหมายให้ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ให้แถลงรายละเอียดการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้เพียงผู้เดียว

ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของค่าการตลาด (Marketing Margin) นั้น ตัวเลขเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-2 เมษายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้ที่ 2.45 บาทต่อลิตร

สำหรับค่าการกลั่น (Refinery Margin) ที่มีกระแสข่าวว่าสูงถึง 13-14 บาทนั้น เป็นเพียงส่วนต่าง (Spread) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนอื่นๆ โดยค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในช่วงสถานการณ์ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2.40 - 2.45 บาทต่อลิตร


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่