อยากมาแชร์ประสบการณ์การเรียกเซอร์วิสเครื่องซักผ้าที่บ้านค่ะ เผื่อใครกำลังเล็งยี่ห้อนี้อยู่ หรือใช้งานอยู่จะได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า
ที่บ้านใช้ Speed Queen ฝาบน ค่ะ ตัดสินใจซื้อในราคา40,000+ เพราะมั่นใจในคุณภาพ อยากจะมีไว้ใช้ยาวๆ
เรื่องความทนทานอันนี้ยอมรับว่าใช้มานานจนลืม
ล่าสุดเครื่องเริ่มมีอาการ "เหวี่ยงแรงผิดปกติ" เวลาทำงาน เลยคิดว่าถึงเวลาต้องตามช่างจากศูนย์มาตรวจเช็คสักหน่อย เพราะตั้งแต่ซื้อมาไม่เคยเรียกใช้บริการเลย
แต่พอได้เห็น "ใบเสนอราคา" และรายละเอียดการประเมินเบื้องต้น บอกเลยว่าท้อค่ะ...
💸 สรุปค่าใช้จ่ายที่ทางศูนย์แจ้งมา:
* ค่าบริการพนักงาน: 1,500 บาท (อันนี้พอเข้าใจได้สำหรับแบรนด์เกรดนี้)
* ค่าเดินทาง: 6,270 บาท!! (รวมVAT)
* ค่าอะไหล่: ยังไม่รวมในนี้ ถ้าไม่มีในสต้อค จำเป็นต้องสั่งเพิ่มและต้องรอนำเข้าประมาณ 90-120วัน (ประมาณ 3-4 เดือน)
* และถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ จะต้องให้ช่างเข้ามาเปลี่ยนให้ ซึ่งจะต้อง “เสียค่าบริการและค่าเดินทางอีกครั้ง”
> ความรู้สึกตอนนั้นคือ... ถ้าจะซ่อมต้องจ่ายเป็นหมื่นแค่ค่าเปิดหน้างานก็เกือบหมื่น แถมต้องรออะไหล่อีกเกือบครึ่งปี แล้วช่วงที่รอ 100 วันนั้น เราจะซักผ้ายังไง?
แต่ก็เข้าใจเขานะคะทุกอย่างก็มีต้นทุนของเขา เราแค่อยากแชร์ในมุมของผู้ใช้บริการ
💡 บทสรุปการตัดสินใจ
สุดท้ายจึงตัดสินใจ "ไม่ซ่อม" ค่ะ และคงไม่ไปต่อกับแบรนด์นี้แล้ว เหตุผลสั้นๆ เลยคือ "ไม่คุ้มค่า"
* ราคาซ่อมรวมค่าอะไหล่น่าจะซื้อเครื่องใหม่ได้เลย: เอาเงินเกือบหมื่นบวกค่าอะไหล่ ไปซื้อเครื่องซักผ้าตามท้องตลาดทั่วไป (ยี่ห้อดังๆ ในห้าง) ได้เครื่องใหม่แกะกล่อง ประกันเริ่มใหม่ แถมหาช่างซ่อมง่ายกว่าเยอะ
* Service ที่เข้าถึงยาก: สำหรับคนใช้งานในบ้านทั่วไป ความสะดวกและรวดเร็วสำคัญมากค่ะ เจอค่าเดินทางและระยะเวลารออะไหล่แบบนี้เข้าไป ขอยอมแพ้จริงๆ
ฝากไว้เป็นข้อมูลค่ะ: ใครจะซื้อเครื่องซักผ้าเกรดอุตสาหกรรมมาใช้ในบ้าน นอกจากดูเรื่องความทนทานแล้ว อย่าลืมเช็คราคา Service และค่าเดินทางในพื้นที่ที่คุณอยู่ด้วยนะคะ ไม่งั้นอาจจะต้องเจอ "ราคาจุกๆ" แบบเรา

[CR] แชร์ประสบการณ์ ลาก่อน Speed Queen... เมื่อค่าซ่อม "โหด" กว่าที่คิด จนต้องขอโบกมือลา
ที่บ้านใช้ Speed Queen ฝาบน ค่ะ ตัดสินใจซื้อในราคา40,000+ เพราะมั่นใจในคุณภาพ อยากจะมีไว้ใช้ยาวๆ
เรื่องความทนทานอันนี้ยอมรับว่าใช้มานานจนลืม
ล่าสุดเครื่องเริ่มมีอาการ "เหวี่ยงแรงผิดปกติ" เวลาทำงาน เลยคิดว่าถึงเวลาต้องตามช่างจากศูนย์มาตรวจเช็คสักหน่อย เพราะตั้งแต่ซื้อมาไม่เคยเรียกใช้บริการเลย
แต่พอได้เห็น "ใบเสนอราคา" และรายละเอียดการประเมินเบื้องต้น บอกเลยว่าท้อค่ะ...
💸 สรุปค่าใช้จ่ายที่ทางศูนย์แจ้งมา:
* ค่าบริการพนักงาน: 1,500 บาท (อันนี้พอเข้าใจได้สำหรับแบรนด์เกรดนี้)
* ค่าเดินทาง: 6,270 บาท!! (รวมVAT)
* ค่าอะไหล่: ยังไม่รวมในนี้ ถ้าไม่มีในสต้อค จำเป็นต้องสั่งเพิ่มและต้องรอนำเข้าประมาณ 90-120วัน (ประมาณ 3-4 เดือน)
* และถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ จะต้องให้ช่างเข้ามาเปลี่ยนให้ ซึ่งจะต้อง “เสียค่าบริการและค่าเดินทางอีกครั้ง”
> ความรู้สึกตอนนั้นคือ... ถ้าจะซ่อมต้องจ่ายเป็นหมื่นแค่ค่าเปิดหน้างานก็เกือบหมื่น แถมต้องรออะไหล่อีกเกือบครึ่งปี แล้วช่วงที่รอ 100 วันนั้น เราจะซักผ้ายังไง?
แต่ก็เข้าใจเขานะคะทุกอย่างก็มีต้นทุนของเขา เราแค่อยากแชร์ในมุมของผู้ใช้บริการ
💡 บทสรุปการตัดสินใจ
สุดท้ายจึงตัดสินใจ "ไม่ซ่อม" ค่ะ และคงไม่ไปต่อกับแบรนด์นี้แล้ว เหตุผลสั้นๆ เลยคือ "ไม่คุ้มค่า"
* ราคาซ่อมรวมค่าอะไหล่น่าจะซื้อเครื่องใหม่ได้เลย: เอาเงินเกือบหมื่นบวกค่าอะไหล่ ไปซื้อเครื่องซักผ้าตามท้องตลาดทั่วไป (ยี่ห้อดังๆ ในห้าง) ได้เครื่องใหม่แกะกล่อง ประกันเริ่มใหม่ แถมหาช่างซ่อมง่ายกว่าเยอะ
* Service ที่เข้าถึงยาก: สำหรับคนใช้งานในบ้านทั่วไป ความสะดวกและรวดเร็วสำคัญมากค่ะ เจอค่าเดินทางและระยะเวลารออะไหล่แบบนี้เข้าไป ขอยอมแพ้จริงๆ
ฝากไว้เป็นข้อมูลค่ะ: ใครจะซื้อเครื่องซักผ้าเกรดอุตสาหกรรมมาใช้ในบ้าน นอกจากดูเรื่องความทนทานแล้ว อย่าลืมเช็คราคา Service และค่าเดินทางในพื้นที่ที่คุณอยู่ด้วยนะคะ ไม่งั้นอาจจะต้องเจอ "ราคาจุกๆ" แบบเรา
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้