นายกฯ ป้อง “พิพัฒน์" เผยเจ้าตัวขอลาออก แต่ไม่อนุมัติ การันตีไม่เอื้อธุรกิจครอบครัว

กระทู้คำถาม




วันนี้ (30 มี.ค. 2569) เวลา 15.52 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยยื่นใบลาออก จากผู้อำนวยการ ศบก. ว่า ท่านทำงานหนักมา และยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆทั้งสิ้น ซึ่งท่านเคยเขียนใบลาออกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ตนเป็นคนไม่อนุมัติให้นายพิพัฒน์ออก เพราะเป็นคนทำงานที่รู้กลไก และเราต้องใช้ ประสบการณ์ของบุคคลเหล่านี้ ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้ผู้สื่อข่าว ประชาชนรวมถึงนักวิชาการ และคอมเม้นต์เตเตอร์ รวมไปถึงผู้คนที่เป็นคณะรัฐมนตรี นั่งทำงานกันขนาดนี้ เป็นใครก็ไม่กล้าคิดถึงประโยชน์ของตนเอง หากสมมุตินายพิพัฒน์ เพียงแค่คิดว่า มีนโยบายแบบนี้จะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ตนก็จับได้จึง ตนก็จะทราบ ขอรับรองว่า ไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น เพราะนี่ตนไม่มีในเรื่องผลประโยชน์ และ เรายังใช้ความเห็นใช้ประสบการณ์ของนายพิพัฒน์ ให้แนวทาง ซึ่งหลายแนวทางก็ปฏิบัติออกมาได้ผลกับสถานการณ์

สำหรับการให้บริการเติมน้ำมันในปั๊ม เกือบเข้าสู่ขั้นปกติแล้ว ถ้าบางคนจะไปถ่ายรูปจากปั๊มใดปั๊มหนึ่ง และบอกว่าปั๊มนี้ยังปิดอยู่ ตรงนี้ตนก็ต้องบอกว่าดูภาพรวม ซึ่ง ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ 76 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ต้องรายงานเข้ามาทุกเช้า เพราะตนบอกแล้วว่า ถ้าทุกจังหวัดบริหารสถานการณ์น้ำมันได้ การที่จะสัญจรไปมาช่วงสงกรานต์ก็จะไม่มีปัญหา ถือเป็น KPI เป็นสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องใส่ใจเต็มที่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่ามั่นใจในตัวของนายพิพัฒน์ จึงให้มาทำหน้าที่ตรงนี้โดยไม่กังวลใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งกรรมการ ศบก. เป็นชุดเฉพาะกิจ และอีกเหตุผลหนึ่งจริงๆ คือตนตั้งใจจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน ศบก. ตั้งแต่แรก แต่ต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอยู่ในคณะกรรมการด้วย ซึ่งนายพิพัฒน์เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง โดยนายเอกนิติบอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ แต่ขอชื่อของนายพิพัฒน์เป็นประธาน ซึ่งในการขับเคลื่อนของคณะกรรมการจริงๆ ตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการ แต่ก็ยังมาร่วมประชุมด้วยทุกบ่าย เพราะเราทำงานกันเป็นทีมเวิร์ค ส่วนตำแหน่งเอาไว้ให้กำกับดูแลงานในสังกัดของแต่ละคน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ออกมาวิจารณ์กรณีการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน ถือผิดมารยาทพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านเป็นพรรคร่วม และตอนนี้ท่านก็ไม่ได้เป็น สส.แล้ว ท่านคงพูดในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งท่านอาจจะอยากให้ความเห็น ส่วนรัฐบาลจะปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะตัดสินใจ แต่เราก็รับฟังไม่ใช่ไม่รับฟังความเห็นอะไรที่ส่งมา เราก็รับฟังหมด

ส่วนจะให้ประชาชนคลายกังวลได้หรือไม่ ว่าสถานการณ์น้ำมันจะเริ่มคลี่คลายแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เริ่มคลี่คลายตามลำดับ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาสู่สภาวะเป็นปกติวันนี้หรือเมื่อวานซะเมื่อไหร่ แต่ดีขึ้นมาเรื่อยๆ มีการรายงานเข้ามาตลอด เครือข่ายและมีการใช้เครือข่ายของบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศ โดยเขามีเครือข่ายในการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามา ทุกฝ่ายยังให้คำยืนยันว่า ยังไม่มีความผิดปกติใดๆ ในการนำเข้าน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีการปฏิบัติ ปตท.นำร่องไปแล้ว คือการสั่งน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา และนำส่วนนี้ส่งต่อไปยัง สปป.ลาว ซึ่งจะยิ่งทำให้เราสามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ โดยก่อนหน้านี้ ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องส่งไป สปป.ลาว รัฐบาลก็ให้เหตุผลแล้วว่าเหตุใดจึงต้องส่งไป พร้อมกับรับฟังที่พี่น้องประชาชน ที่อยากจะให้เพิ่มความมั่นใจ ทาง ปตท. ก็มีช่องทางที่จะนำเข้าน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปเข้ามา และปันไปยัง สปป.ลาว และได้ราคาที่ตกลงกับ สปป.ลาว ยิ่งเป็นสิ่งที่น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นไปอีก ปริมาณน้ำมันที่ฉีดเข้าไปในระบบก็มีมากขึ้น ถ้าใช้ไม่หมดก็สำรองเอาไว้ ซึ่งการสำรองน้ำมันก็มีตามกฎหมายอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ากรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารจัดการน้ำมันจะทำให้เสียสมาธิในการทำงานหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ ตนไม่รู้สึกเสียสมาธิ แต่ที่ไม่ค่อยได้พูดเล่นชวนหัวกับผู้สื่อข่าวในช่วงนี้ เพราะตนเข้าใจว่าประชาชนมีความกังวล และมีความห่วงใยในสถานการณ์ ตนจึงต้องใส่ใจให้มากขึ้น เพราะมีหน้าที่ที่จะทำให้ ความกังวลของประชาชนลดลงน้อยที่สุด

“จะบอกว่าอย่าห่วงใยเลย ก็พูดเต็มปากไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าคู่กรณีที่รบกันอยู่ในตะวันออกกลาง วันนี้บอกเปิดพรุ่งนี้บอกปิด วันนี้บอกหยุดหยิ่งพรุ่งนี้บอกยิงกันใหม่ ตรงนั้นถือว่าเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่เราจะต้องบริหารจัดการให้ได้ คือต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าน้ำมันของเรา จะต้องไม่หายไปจากระบบ ซึ่งเรามีความมั่นใจอยู่” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ว่า ในช่วงเดือนเมษายน น้ำมันดีเซลอาจแตะลิตรละ 60 บาท นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องราคาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ามีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้น ก็เป็นทุกวงการไม่ใช่เฉพาะราคาน้ำมัน แม้กระทั่งตอนที่เรามีมีปัญหากับกัมพูชา หุ้นเราก็ตก ดังนั้นจึงต้องเป็นของกลไกตลาด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือค่อยๆ แก้ปัญหาในเรื่องของซัพพลาย ที่จะต้องไม่มีผลกระทบ แต่ยังต้องเรียนให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่า น้ำมันของเรายังมีปริมาณที่เพียงพอต่อการให้บริการ ยิ่งประชาชนให้ความร่วมมือช่วยกันประหยัด ช่วยกันหาพลังงานทางเลือก และช่วยกันลดการใช้น้ำมันเหล่านี้ จะยิ่งทำให้ความมั่นคงทางพลังงานมีระดับสูงเพิ่มขึ้นไปอีก

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีของขวัญให้กับประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา เช่น ราคาน้ำมันจะลดลง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นไปตามกลไกตลาด

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถึงขั้นจะต้องมีการเตรียมภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานภายในประเทศหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ณ ขณะนี้ในประเทศไทย ถือว่ายัง

ส่วนจะบริหารความรู้สึกประชาชนอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าประชาชนเข้าใจ ว่า ขณะนี้สถานการณ์โลกเป็นอย่างไร สิงคโปร์ลิตรละร้อยกว่า อเมริกา ลิตรละ 90 มาเลเซีย ลิตรละ 47 บาท จะเห็นได้ว่าขึ้นทั่วโลกไม่ใช่ขึ้นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ถ้าประเทศอื่นยังมั่นคงอยู่ ตัวเลขยังนิ่งๆ แล้วประเทศไทยยังขึ้นราคาอยู่ประเทศเดียว ตรงนี้จะต้องดำเนินการ และดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่เกิดไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ จนทำให้ค่า PM 2.5 พุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ได้กำชับอย่างไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดดูอยู่
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่