ในช่วงปีที่ผ่านมา เราเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากในสังคมไทย เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนกระทบเงินในกระเป๋าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนเริ่มปรับตัวกันขนานใหญ่ บางคนจอดรถส่วนตัวไว้ที่บ้านแล้วหันมาขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่การต่อรถหลายต่อเพื่อประหยัดต้นทุนชีวิต
แต่คำถามที่น่าสนใจและน่าคิดต่อคือพฤติกรรมที่เราฝืนทำกันอยู่นี้ มันจะกลายเป็นความคุ้นชินใหม่ หรือเป็นแค่ภาวะจำยอมที่รอวันกลับไปเป็นแบบเดิมครับ?
ในวันที่น้ำมันแพง หลายคนยอม แลกความสะดวกสบายส่วนตัวกับการรอรถนาน ๆ หรือความเบียดเสียดบนรถสาธารณะ แต่ถ้าวันหนึ่งราคาน้ำมันกลับมาจุดที่เรารับได้ ความคุ้มค่าของเวลาและความสบายจะกลับมามีน้ำหนักมากกว่าเงินที่ประหยัดได้ หรือไม่? อันนี้สงสัยครับ
หรือจริง ๆ แล้วคุณไม่ได้อยากเลิกขับรถส่วนตัว แต่คุณแค่ไม่อยากจ่ายค่าน้ำมันแพง? วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนให้คนไปใช้รถสาธารณะมากขึ้น แต่มันกำลังเร่งให้คนเปลี่ยนจากรถน้ำมันไปเป็นรถไฟฟ้าเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ในราคาที่จ่ายไหวรึเปล่า
ส่วนตัวผมยังใช้รถสันดาปนะ ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน แพงก็จะใจเติม
สำหรับคุณล่ะครับ?
ตอนนี้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางยังไงบ้าง?
ถ้าพรุ่งนี้น้ำมันราคาลดลงเท่าเดิม คุณจะยังขึ้นรถสาธารณะอยู่ไหม หรือจะสตาร์ทรถคู่ใจออกไปลุยเหมือนเก่า?
น้ำมันแพงแค่บทเรียนชั่วคราว หรือจุดเปลี่ยนถาวรครับ?
แต่คำถามที่น่าสนใจและน่าคิดต่อคือพฤติกรรมที่เราฝืนทำกันอยู่นี้ มันจะกลายเป็นความคุ้นชินใหม่ หรือเป็นแค่ภาวะจำยอมที่รอวันกลับไปเป็นแบบเดิมครับ?
ในวันที่น้ำมันแพง หลายคนยอม แลกความสะดวกสบายส่วนตัวกับการรอรถนาน ๆ หรือความเบียดเสียดบนรถสาธารณะ แต่ถ้าวันหนึ่งราคาน้ำมันกลับมาจุดที่เรารับได้ ความคุ้มค่าของเวลาและความสบายจะกลับมามีน้ำหนักมากกว่าเงินที่ประหยัดได้ หรือไม่? อันนี้สงสัยครับ
หรือจริง ๆ แล้วคุณไม่ได้อยากเลิกขับรถส่วนตัว แต่คุณแค่ไม่อยากจ่ายค่าน้ำมันแพง? วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนให้คนไปใช้รถสาธารณะมากขึ้น แต่มันกำลังเร่งให้คนเปลี่ยนจากรถน้ำมันไปเป็นรถไฟฟ้าเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ในราคาที่จ่ายไหวรึเปล่า
ส่วนตัวผมยังใช้รถสันดาปนะ ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน แพงก็จะใจเติม
สำหรับคุณล่ะครับ?
ตอนนี้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางยังไงบ้าง?
ถ้าพรุ่งนี้น้ำมันราคาลดลงเท่าเดิม คุณจะยังขึ้นรถสาธารณะอยู่ไหม หรือจะสตาร์ทรถคู่ใจออกไปลุยเหมือนเก่า?