ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับกรุงเทพธุรกิจ จัดงานสัมมนาใหญ่ “Opportunity Beyond Crisis : ถอดรหัส… วิกฤติสู่โอกาส” ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเปราะบาง จากชนวน “วิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง” ที่ส่อเค้ายืดเยื้อ ดันราคาน้ำมันพุ่ง จนกระทบต่อต้นทุนการผลิตทั่วโลก และภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ “ตลาดทุนไทย” เผชิญความท้าทายและผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นไทย” เผชิญความผันผวนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ดัชนี SET Index เหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง จากจุดสูงสุดในเดือนก.พ.ที่ 1,535 จุด สู่จุดต่ำสุดในเดือนมี.ค.ที่ 1,331 จุด บ่งชี้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีปรับลดลงถึง 8% จนต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19
แม้จะมีความผันผวนรุนแรง แต่ภาพรวมหุ้นไทยยังคงมีสัญญาณบวกที่น่าสนใจ ดัชนียังคงรักษาการเติบโตได้ถึง 12% เทียบกับสิ้นปีที่แล้วถือเป็นระดับต้น ๆ ของโลก พร้อมสภาพคล่องซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่คึกคักขึ้นถึง 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% (YTD) โดยมีสัดส่วนรายย่อยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 32% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการเข้ามาแสวงหาโอกาสของนักลงทุนในประเทศ
ใน “มิติ” ผลตอบแทนปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี P/E Ratio อยู่ที่ 16 เท่า และมีอัตราส่วนเงินปันผลเฉลี่ยที่ 4.6% ถือเป็นระดับดึงดูดใจ โดยในปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถึง 580 บริษัท ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลมูลค่ากว่า 650,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยกลุ่มธุรกิจที่จ่ายปันผลสูงสุด ได้แก่ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค, ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสที่ยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศพันธกิจใหม่ภายใต้แนวคิด “SETPath” มุ่งเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “โครงการ JUMP+” เพื่อยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนใน 3 มิติสำคัญ คือ ด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทตอบรับเข้าร่วมแล้วกว่า 145 บริษัท ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม โดยโครงการนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญ “เพิ่มมูลค่า” และ “ศักยภาพการแข่งขัน” ให้ตลาดทุนไทยระยะยาว
ในช่วงเสววนา “Panel Discussion : The Stock Shift พลิกเกม ปลดลงทุน” มีมุมมอง “3กูรู” ในแวดวงตลาดทุนไทยมาวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางวิกฤติสงครามตะวันนออกกลาง
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุด สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง “ลงเดี๋ยวขึ้น ขึ้นเดี๋ยวลง” กลยุทธ์การลงทุนจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการถือยาวแบบเดิม มาเป็นการ “เทรดดิ้งตามรอบ” ให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนผลิตและราคาขายที่ขยับขึ้นตามภาวะ Stagflation
สำหรับหุ้นเด่น “กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี” มองน้ำมันยังมีโอกาส “ไปต่อ” แต่ต้องอาศัยชั้นเชิงในการเข้าทำกำไร ขณะที่ สินค้ากลุ่มถัดไปที่จะกลายเป็นหัวหอกขับเคลื่อนดัชนีคือ “กลุ่มเกษตรและอาหาร” เป็นกลุ่มที่จะรับไม้ต่ออย่างโดดเด่น รับแรงส่งจากราคาปุ๋ยยูเรียที่พุ่งสูงและภาวะภัยแล้ง ขณะที่ หนึ่งในเครื่องบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักแต่เงินเฟ้อสูงกำลังมาถึงคือ การพุ่งขึ้นของ “ค่าระวางเรือ” สะท้อนปัญหาโลจิสติกส์ติดขัด แนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเดินเรือไว้ติดพอร์ต
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ทิศทางหุ้นไทยประเมินกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย หรือ EPS ปีนี้คาดอยู่ที่ 95 บาทต่อหุ้น เติบโต 7% และกรอบดัชนีหุ้นไทยที่ 1,350-1,550 จุด หากปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เข้ามาเพิ่มเติม
สำหรับในเชิงกลยุทธ์ การลงทุนยังคงเน้นไปที่หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นที่มี “เงินปันผลสูง” ช่วยลดความผันผวนพอร์ต ขณะที่สินค้าเกษตรคาดปันผลสูง หุ้นในกลุ่มที่อิงเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนกลุ่มเครื่องดื่มมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซัน รวมถึงกลุ่มธนาคารที่ยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยในระดับสูง และหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะธนาคารที่ให้ Yield ดี และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา “โครงการ JUMP+” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจที่สามารถสร้างกำไรเพิ่มในอนาคต โดยมีนักวิเคราะห์เข้ามามีบทบาทในการประเมินความเป็นไปได้ และต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท ทำให้แผนดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็นกลไกในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนในการค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว
นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายก สมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น ใกล้เคียงกับช่วงปี 2565 ที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย จากแรงหนุนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ สะท้อนหุ้นไทยยังมีศักยภาพเติบโต หากสามารถคัดเลือกหุ้นได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ “โครงการ JUMP+” เป็นอีกหนึ่งกลไกที่น่าสนใจ เนื่องจากบริษัทที่เข้าร่วมจะต้องนำเสนอแผนธุรกิจต่อคณะกรรมการโดยตรง ทำให้การประเมินศักยภาพไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเป้าหมายการเติบโตแบบลอย ๆ แต่มีการพิจารณาเชิงลึกถึงที่มาที่ไปของธุรกิจ จึงมองว่า เป็นโครงการที่มีคุณภาพ และอาจเป็นแหล่งค้นหาหุ้นซ่อนมูลค่าที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตสำหรับนักลงทุน
ขณะที่ ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ คาดว่าภายในต้นเดือน เม.ย.2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างอยู่ 3-4 แสนล้านบาท อาจเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ยังเชื่อว่า ธีมการลงทุนหลังการเมืองมีเสถียรภาพ ซึ่งเคยดึงดูดเงินทุนต่างชาติยังคงมีอยู่ เพียงแต่ถูกบดบังด้วยปัจจัยสงครามในระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลาย เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงซึ่งสามารถเป็นสินทรัพย์หลบภัยได้ในภาวะผันผวน
‘3 กูรู’ แนะปรับพอร์ตลงทุนปี 69 ยกหุ้นปันผลสู้‘วิกฤติตะวันออกกลาง’
ท่ามกลางความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ที่ส่อแววลากยาว สั่นสะเทือน “เศรษฐกิจไทย” เข้าสู่ภาวะ “Stagflation” ในงานสัมมนา Investment 2026 : Opportunity Beyond Crisis ซึ่งจัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับกรุงเทพธุรกิจ ในช่วงเสววนา “ปั้นพอร์ตปันผล เจาะหุ้นแกร่ง” มี “3กูรู” ร่วมถอดรหัสการลงทุนปี 2526 รับมือวิกฤติตะวันออกกลาง
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปตลอดทั้งปี จากเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเชิงโครงสร้างและศักดิ์ศรี ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงาน ทั้ง “น้ำมัน” และ “ก๊าซธรรมชาติ” ยืนตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
ดังนั้น ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุค Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตระดับต่ำ
และยังประเมินว่า ธปท. อาจไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อได้ เพราะจะซ้ำเติมเศรษฐกิจ แต่อาจต้องแลกกับการที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงหากดอลลาร์แข็งค่าต่อ เป้าหมายดัชนีฯ เหมาะสมระดับ 1,450-1,500 จุด และมองจุดรับสำคัญกรณีเลวร้ายไว้ที่ 1,330 จุด
โดยกางกลยุทธ์ “Playbook” ลุย-รับ-ถอยเพื่อให้พอร์ตการลงทุนอยู่ “รอด” ในภาวะผันผวน 1.กลุ่มลุย/ยึดครอง เน้นหุ้นพลังงานต้นพร้อมจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 5-6% 2.กลุ่มตั้งรับ ซึ่งเน้นหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสูง “กลุ่มธนาคาร” แนะนำแบงก์ใหญ่ที่มีสำรองหนี้และเงินกองทุนสูง พร้อมควักเงินสะสมออกมาจ่ายปันผลเพิ่มหุ้นซึ่งคาดหวังปันผลได้กว่า 6% “กลุ่มสื่อสาร” แนะนำ ADVANC และ TRUE ในฐานะหุ้นที่มีกระแสเงินสดดีและมีความปลอดภัยสูงในภาวะตลาดผันผวน 3.กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อที่ลดลง
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า มองเป้าดัชนีสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,450-1,480 จุด หากเจรจาสหรัฐ-อิหร่านล้มเหลว อาจลดลงที่ 1,320 จุด หากสำเร็จอาจเพิ่มขึ้นแตะ 1,530 จุดได้ โดยแนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปันผลแกร่งและมีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ มีกระแสเงินสดอิสระสูงกว่า 5% รวมถึงมีกำไรทางบัญชีซึ่งต้องแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็วสูงกว่า 80%
ขณะที่ ปัจจัยในประเทศคาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า กระทบเศรษฐกิจของประเทศชะลอลงที่ 1.5% จากที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.7% และเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มขยับขึ้นจาก 0.3% เป็น 1% ส่งผลให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยมากขึ้น โดยคาดว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจสิ้นสุดแล้ว และมีโอกาสเห็นทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นภายในปีหน้าหากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามากเกินไป
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญ “ตลาดหุ้นไทย” ในขณะนี้ขึ้นอยู่กับว่า “ฟันด์โฟลว์” จะไหลกลับมาหรือไม่หลังจากจบวิกฤติ เนื่องจากหุ้นไทยมีความเสี่ยงรับผลกระทบจากปรากฎการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้นเอเชียและหันไปลงทุนในตลาดสหรัฐ หรือ “เซลล์เอเชีย” จากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น
ขณะที่ ได้แบ่งผลกระทบออกเป็น “3 ฉากทัศน์” (Scenarios) “กรณีจบภายใน 1 เดือน” เป้าหมายดัชนีฯ อยู่ที่ 1,480 จุด โดยมีจุดเข้าซื้อที่คุ้มค่าบริเวณ 1,410 จุด “กรณีลากยาว 3 เดือน” มีโอกาสเกิดขึ้นสูงที่สุด เป้าหมายดัชนีฯ จะลดลงเหลือ 1,385 จุด ควรพิจารณาเข้าซื้อที่ระดับ 1,320 จุด “กรณีบานปลาย 12 เดือน” เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น ปรับกลยุทธ์ “Rotation” สู่กลุ่ม Investment และ War Hedging จากข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะและภาวะเงินเฟ้อขาขึ้น โดยแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนจากกลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศ ไปสู่กลุ่มการลงทุนและหุ้นที่ทนทานต่อต้นทุนพลังงาน
‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นไทย” เผชิญความผันผวนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ดัชนี SET Index เหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง จากจุดสูงสุดในเดือนก.พ.ที่ 1,535 จุด สู่จุดต่ำสุดในเดือนมี.ค.ที่ 1,331 จุด บ่งชี้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีปรับลดลงถึง 8% จนต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้