ปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด กับ การเห็นแก่ตัว... เส้นแบ่งบางๆ ที่บางทีก็แยกไม่ออก


ช่วงนี้สถานการณ์รอบตัว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การทำงาน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ ดูเหมือนจะบีบให้เราต้องพยายาม เอาตัวรอดกันมากขึ้น 

จนบางครั้งมีคำถามว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้น มันคือการปรับตัวตามสัญชาตญาณ หรือเรากำลังกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

          ในที่ทำงาน คนที่ทำงานเก่งมากแต่ทำเฉพาะส่วนของตัวเอง ใครจะแย่หรือระบบจะพัง ไม่สน ขอแค่ KPI ของฉันผ่านพอ

 มุมมองปรับตัว…ฉันต้องรักษาหน้าที่ให้ดีที่สุดในยุคที่เลย์เอาต์คนออกง่ายแบบนี้
 มุมมองเห็นแก่ตัว…ไม่ช่วยทีม ไม่แบ่งปันข้อมูล ทิ้งภาระให้คนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอด

          ในสังคมยุคนี้ใครเร็วใครได้ บางคนแทรกคิว หรือใช้ช่องโหว่บางอย่างเพื่อให้ตัวเองสบายขึ้น

มุมมองปรับตัว…ถ้าไม่ทำแบบนี้ ฉันก็เสียสิทธิ์สิ ใครๆ เขาก็ทำกัน
มุมมองเห็นแก่ตัว…ละเลยกติกาทางสังคมเพื่อความสะดวกส่วนตัว

          ในเรื่องความสัมพันธ์ การเดินออกจากความสัมพันธ์ที่เริ่มเป็นพิษ หรือการไม่รับผิดชอบบางอย่างเพราะ แบกไม่ไหวแล้ว

มุมมองปรับตัว…ปกป้องสุขภาพจิตตัวเอง 
มุมมองเห็นแก่ตัว…ทิ้งคนในวันที่เขาลำบาก

ส่วนตัวเรามองว่า เส้นแบ่งมันอาจจะอยู่ที่ เจตนาและ ผลกระทบต่อผู้อื่น

ถ้าเราเอาตัวรอดโดยที่ไม่ได้จงใจเหยียบหัวใครขึ้นไป หรือไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มันอาจจะเป็นการปรับตัว... แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ความรอดของเราแลกมาด้วยความทุกข์ของคนอื่นแบบ นั่นอาจจะเริ่มล้ำเส้นไปทางความเห็นแก่ตัว…

ทุกคนคิดเห็นอย่างไรกันบ้างค่ะ

 

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่