“ศุภโชติ” ชี้ยิ่ง “ฟังพิพัฒน์” ให้สัมภาษณ์ ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลัง “แก้ตัว” มากกว่า “แก้วิกฤต”
.
.
นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังฟังสัมภาษณ์นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอเช้านี้ว่า
.
ยิ่งฟัง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามหนักขึ้นว่า รัฐบาลกำลังควบคุมสถานการณ์อยู่จริง หรือแค่พยายามอธิบายความล้มเหลวของตัวเองย้อนหลังวันต่อวัน
.
ศุภโชติกล่าวว่า ประเด็นแรกที่ฟังแล้วรับไม่ได้ คือการที่นายพิพัฒน์บอกว่า “เพิ่งรู้” เรื่องการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในตอนกลางคืน คำพูดนี้เหมือนเป็นการพยายามผลักภาระออกจากตัวเอง ทั้งที่ตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบและอนุมัติเลย
.
ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสิงคโปร์ขยับขึ้นต่อเนื่อง และรัฐบาลก็เลือกใช้นโยบายตรึงราคามาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 15 วันแรกของวิกฤต มันแทบไม่ใช่เรื่องที่คาดเดายากเลยว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดิ่งลงอย่างหนัก และท้ายที่สุดราคาน้ำมันมีโอกาสดีดขึ้นแรงแบบนี้ ถ้านายพิพัฒน์จะบอกว่าตัวเองและรัฐบาล “ประเมินไม่ออก” ว่าสถานการณ์จะมาถึงจุดนี้ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด แต่คือความไร้ประสิทธิภาพของคนที่บริหารสถานการณ์วิกฤตโดยตรง
.
ศุภโชติ กล่าวถึงประเด็นที่สองว่า ยิ่งตอกย้ำบทบาทรัฐบาลที่ไม่ได้ “บริหาร” วิกฤตนี้ แต่กำลัง “วิ่งไล่ตาม” วิกฤตอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเมื่อมีการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทภายในคืนเดียว รัฐกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า หากรัฐบาลประเมินสถานการณ์เป็น ก็ควรเตรียมมาตรการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่พอขึ้นราคาน้ำมันแล้วค่อยออกมาบอกว่าจะลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท แถมบอกว่าต้องไปขอ กกต. ก่อน (เพราะกลัวผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ)
.
ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางไปหมด เพราะสิ่งที่ควรทำแต่แรกคือ รัฐต้องประสาน กกต. และเตรียมเครื่องมือทางนโยบายให้พร้อมก่อนขึ้นราคาน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกก่อน แล้วค่อยมาไล่แก้ปัญหาทีหลัง นี่คือการบริหารวิกฤตที่ทำให้เกิดวิกฤตตกต่ำยิ่งกว่าเดิม สิ่งนี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจงใจทำให้เกิด “คืนหมาหอน” ให้ไอ้โม่งปล่อยของที่กักตุนไว้หรือไม่?
.
จากนั้น ศุภโชติกล่าวถึงประเด็นที่สาม เรื่องภาษีลาภลอยว่า เรื่องนี้ฟังแล้วชัดมากว่า รัฐบาลเลือกปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าปกป้องประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคประชาชนได้เสนอเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เกิดวิกฤตแล้ว เพราะในภาวะสงครามที่มีความปั่นป่วนระดับโลก โรงกลั่นน้ำมันได้กำไรสูงผิดปกติจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน
.
แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการเก็บภาษีลาภลอยได้โดยทันที ด้วยการออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาอุดหนุนราคาน้ำมันของพี่น้องประชาชนผ่านกองทุนเชื้อเพลิง และทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับค่าน้ำแพงขนาดนี้ได้ทันที และยังสามารถนำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก่อนได้ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง เป็นต้น
.
ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำคือ “ยืดเวลาออกไปอีก 1 สัปดาห์และขอรับบริจาคจากโรงกลั่นก่อน” เพื่อขอความร่วมมือว่าจะยอมแบ่งเงินจากค่าการกลั่นให้คนไทยเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายน้ำมันแพงเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ ฟังแล้วช่างย้อนแย้งอย่างยิ่ง แทนที่รัฐจะเลือกจัดการเก็บเงินจากกลุ่มทุนจากภาษีลาภลอยเพื่อมาช่วยเหลือประชาชนได้ทัน กลับเลือกที่จะอุ้มกลุ่มทุนผ่านการตั้งคำถามและให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจ
.
ศุภโชติย้ำว่า การให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจเพิ่ม 1 สัปดาห์ = การยืดเวลาให้พี่น้องประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง สิ่งที่น่าตั้งคำถามกว่านั้นคือ นายพิพัฒน์ยังบอกให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเรื่องนี้ก่อน แต่ล่าสุดผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองก็ยืนยันแล้วว่า กระทรวงการคลังศึกษาเรื่องนี้เสร็จนานแล้ว คำถามคือ แล้วรัฐบาลยังรออะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่กล้าแตะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ทั้งที่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย ได้เลยด้วยซ้ำ หากมีเจตจำนงทางการเมืองมากพอ
.
ประเด็นสุดท้ายที่ยิ่งฟังยิ่งขัดแย้ง คือเรื่อง “ไอ้โม่ง” จนถึงวันนี้นายพิพัฒน์ก็ยังยืนยันว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” ทั้งที่ในรายการเดียวกันกลับยอมรับเองว่าข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันที่กำลังจะข้ามแดนที่แม่สอดนั้นเป็นเรื่องจริง ศุภโชติกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าไม่มีคนฉวยโอกาส? ไม่มีขบวนการลักลอบหากำไรจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร
.
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ รัฐบาลยังคงพยายามโยนภาระกลับมาที่ประชาชน ด้วยคำอธิบายเดิม ๆ ว่าเป็นเพราะประชาชน “ตื่นตระหนก” หรือ “กักตุนกันเอง” ทั้งที่คำถามที่แท้จริงคือ รัฐบาลเคยตรวจหรือยังว่า รถที่ข้ามแดนไปฝั่งพม่า ลาว หรือกัมพูชา ที่บางครั้งสำแดงสินค้าเป็นของเหลวชนิดอื่น เช่น น้ำมันใช้แล้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นน้ำมันที่ถูกลักลอบนำออกไปขายทำกำไรหรือไม่ ถ้ายังไม่ตรวจให้ชัด แล้วจะรีบสรุปว่าไม่มีไอ้โม่งได้อย่างไร
.
ศุภโชติย้ำว่า ทั้งหมดที่ได้รับฟังในเช้าวันนี้ ให้ความรู้สึกชัดเจนมากว่า นายพิพัฒน์ไม่ได้กำลังออกมา “คลี่คลายข้อสงสัยกับสังคม” แต่กำลังพยายามแก้ตัวให้ตัวเอง แก้ตัวให้นายทุนพลังงาน และกล่าวหาประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงขั้นตัดพ้อว่าตัวเองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียกับบริษัทพลังงาน และพูดในทำนองว่า “ใครมาบริหารก็คงไม่ต่างกัน” ถ้าอย่างนั้นก็ควรปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำมันมาบริหารดูไหม จะได้รู้กันไปเลยว่าต่างกันหรือไม่?
.
หากเชื่อแบบนั้นจริง ตนว่าก็น่าลองดู เพราะถ้าคนที่กำกับดูแลวิกฤตพลังงานของประเทศยังมองว่าความผิดพลาดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้ บางทีคำถามที่สังคมควรถามต่อไม่ใช่แค่คำว่า “รัฐบาลจะแก้ยังไง” แต่คือ “ถึงเวลาหรือยังที่คุณพิพัฒน์ควรลาออกจากตำแหน่ง ผอ. ศบก. และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เพื่อเปิดทางให้คนที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามารับผิดชอบ”
.
.
ชาวบ้านจะรวยวันไหน
.
สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - พ่อค้าแม่ค้าที่จังหวัดระยอง บ่นเป็นเสียงเดียวกัน "จะรวยวันไหน" หลังต้นทุนพุ่งสูง สวนทางกำลังซื้อที่ลดลง
.
นี่เป็นเสียงบ่นของพ่อค้าแม่ค้า ใน ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่มองไม่เห็นว่าตัวเองจะรวยขึ้นวันไหน หลังเจอค่าน้ำมันปรับขึ้นรวดเดียว 6-8 บาทต่อลิตร ส่งผลให้วัตถุดิบทุกอย่างทยอยปรับราคาขึ้นตาม แต่สวนทางกับกำลังซื้อที่ลดลง เพราะประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเหมือนกัน
.
ส่วนแม่ค้าไก่ปิ้งริมทางในตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร ต้องหาวิธีเอาตัวรอดในช่วงที่ของทุกอย่างปรับขึ้นราคา ด้วยการลดปริมาณการขาย จากเคยซื้อเนื้อไก่มาปิ้งวันละ 20 กิโลกรัม ลดเหลือ 10 กิโลกรัม และขายในราคาเดิมไม้ละ 10 บาท เพื่อไม่ให้กระทบลูกค้า แต่อาจจะขอปรับลดปริมาณสักเล็กน้อย เพื่อประคองธุรกิจเล็ก ๆ ให้ไปต่อได้
.
ส่วนชาวบ้านที่มาซื้อไก่ปิ้ง บอกว่า ต้องควักเงินในกระเป๋าจ่ายค่าอาหารและบริการมากขึ้น ขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม ซึ่งทุกคนต่างคาดหวังว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลายลงในเร็ววันนี้
.
.
ร้านขายอาหารสะดุ้ง ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ขึ้นพรวดแผงละ 15 บาท เตรียมปรับราคาขึ้น
https://www.matichon.co.th/economy/news_5653620
.
ร้านขายอาหารสะดุ้ง ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ขึ้นพรวดแผงละ 15 บาท เตรียมปรับราคาขึ้น
.
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตลาดภาษีซุงในตัวเทศบาลเมืองชัยนาท ตรวจสอบราคาไข่ไก่หลังสมาคมผู้ค้าไข่ไก่แห่งประเทศไทย ประกาศปรับขึ้นราคา ไข่ไก่สดแผงละ 6 บาท เมื่อวานที่ผ่านมา ซึ่งในเช้าวันนี้ร้านขายไข่ไก่บอกว่ายังคงใช้ราคาเดิมอยู่ เนื่องจากต้องรอการประกาศราคาไข่ไก่จากผู้ค้าส่ง ซึ่งทันทีที่ราคาไข่ไก่ถูกส่งมาทางกลุ่มไลน์ ก็ต้องถึงกับผงะ เพราะแม่ค้าบอกว่าราคาไข่ไก่ไม่ได้ขึ้นแผงละ 6 บาทตามที่ประกาศเพราะมีเบอร์ใหญ่อย่างเบอร์ 0 ที่ขึ้นพรวดเดียวถึง 15 บาทต่อ 1 แผงส่วนเบอร์รองลงมาอย่างเบอร์ 1 เบอร์ 2 และเบอร์ 3 ขึ้น 6 บาท ตามประกาศถือว่าเป็นการขึ้นที่แรงมากสำหรับการปรับราคาไข่ไก่ ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่ใช้ไข่ไก่เบอร์ใหญ่เบอร์ 0 คือกลุ่มลูกค้าครัวเรือนทั่วไป
.
การปรับในครั้งนี้น่าจะส่งผลกระทบกับพฤติกรรมของลูกค้าที่จะปรับเปลี่ยนไปซื้อไข่ไก่ในเบอร์ที่เล็กลงอย่าง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนอย่างแน่นอน ส่วนทางด้านพ่อค้าแม่ค้าอาหารปรุงสำเร็จ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าราคาไข่ไก่พุ่งแรงขนาดนี้ ในอนาคตอันใกล้อาจจะต้องมีการปรับราคาขายขึ้นอย่างน้อย 5 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพราะว่านอกจากไข่ไก่ที่ปรับราคาขึ้น เป็นต้นสำคัญแล้ว ต้นทุนแฝงอื่น ๆ อย่างเช่น ถุงพลาสติก อย่างรัด ถุงหิ้ว ก็ปรับราคาขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งรวมทั้งไก่สด เองก็ปรับราคาขึ้นกว่า 10 บาท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทําให้ในระยะอันใกล้นี้จะต้องมีการปรับราคาขายอาหารปรุงสําเร็จขึ้นอีกอย่างน้อย 5 บาทอย่างแน่นอน
JJNY : ศุภโชติชี้“แก้ตัว”มากกว่า“แก้วิกฤต”│ชาวบ้านจะรวยวันไหน│ร้านขายอาหารสะดุ้ง ไข่ไก่ขึ้นพรวด│หลายปท.งัดมาตรการลดภาษี
.
ศุภโชติกล่าวว่า ประเด็นแรกที่ฟังแล้วรับไม่ได้ คือการที่นายพิพัฒน์บอกว่า “เพิ่งรู้” เรื่องการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในตอนกลางคืน คำพูดนี้เหมือนเป็นการพยายามผลักภาระออกจากตัวเอง ทั้งที่ตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบและอนุมัติเลย
.
ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสิงคโปร์ขยับขึ้นต่อเนื่อง และรัฐบาลก็เลือกใช้นโยบายตรึงราคามาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 15 วันแรกของวิกฤต มันแทบไม่ใช่เรื่องที่คาดเดายากเลยว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดิ่งลงอย่างหนัก และท้ายที่สุดราคาน้ำมันมีโอกาสดีดขึ้นแรงแบบนี้ ถ้านายพิพัฒน์จะบอกว่าตัวเองและรัฐบาล “ประเมินไม่ออก” ว่าสถานการณ์จะมาถึงจุดนี้ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด แต่คือความไร้ประสิทธิภาพของคนที่บริหารสถานการณ์วิกฤตโดยตรง
.
ศุภโชติ กล่าวถึงประเด็นที่สองว่า ยิ่งตอกย้ำบทบาทรัฐบาลที่ไม่ได้ “บริหาร” วิกฤตนี้ แต่กำลัง “วิ่งไล่ตาม” วิกฤตอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเมื่อมีการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทภายในคืนเดียว รัฐกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า หากรัฐบาลประเมินสถานการณ์เป็น ก็ควรเตรียมมาตรการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่พอขึ้นราคาน้ำมันแล้วค่อยออกมาบอกว่าจะลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท แถมบอกว่าต้องไปขอ กกต. ก่อน (เพราะกลัวผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ)
.
ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางไปหมด เพราะสิ่งที่ควรทำแต่แรกคือ รัฐต้องประสาน กกต. และเตรียมเครื่องมือทางนโยบายให้พร้อมก่อนขึ้นราคาน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกก่อน แล้วค่อยมาไล่แก้ปัญหาทีหลัง นี่คือการบริหารวิกฤตที่ทำให้เกิดวิกฤตตกต่ำยิ่งกว่าเดิม สิ่งนี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจงใจทำให้เกิด “คืนหมาหอน” ให้ไอ้โม่งปล่อยของที่กักตุนไว้หรือไม่?
.
จากนั้น ศุภโชติกล่าวถึงประเด็นที่สาม เรื่องภาษีลาภลอยว่า เรื่องนี้ฟังแล้วชัดมากว่า รัฐบาลเลือกปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าปกป้องประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคประชาชนได้เสนอเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เกิดวิกฤตแล้ว เพราะในภาวะสงครามที่มีความปั่นป่วนระดับโลก โรงกลั่นน้ำมันได้กำไรสูงผิดปกติจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน
.
แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการเก็บภาษีลาภลอยได้โดยทันที ด้วยการออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาอุดหนุนราคาน้ำมันของพี่น้องประชาชนผ่านกองทุนเชื้อเพลิง และทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับค่าน้ำแพงขนาดนี้ได้ทันที และยังสามารถนำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก่อนได้ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง เป็นต้น
.
ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำคือ “ยืดเวลาออกไปอีก 1 สัปดาห์และขอรับบริจาคจากโรงกลั่นก่อน” เพื่อขอความร่วมมือว่าจะยอมแบ่งเงินจากค่าการกลั่นให้คนไทยเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายน้ำมันแพงเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ ฟังแล้วช่างย้อนแย้งอย่างยิ่ง แทนที่รัฐจะเลือกจัดการเก็บเงินจากกลุ่มทุนจากภาษีลาภลอยเพื่อมาช่วยเหลือประชาชนได้ทัน กลับเลือกที่จะอุ้มกลุ่มทุนผ่านการตั้งคำถามและให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจ
.
ศุภโชติย้ำว่า การให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจเพิ่ม 1 สัปดาห์ = การยืดเวลาให้พี่น้องประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง สิ่งที่น่าตั้งคำถามกว่านั้นคือ นายพิพัฒน์ยังบอกให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเรื่องนี้ก่อน แต่ล่าสุดผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองก็ยืนยันแล้วว่า กระทรวงการคลังศึกษาเรื่องนี้เสร็จนานแล้ว คำถามคือ แล้วรัฐบาลยังรออะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่กล้าแตะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ทั้งที่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย ได้เลยด้วยซ้ำ หากมีเจตจำนงทางการเมืองมากพอ
.
ประเด็นสุดท้ายที่ยิ่งฟังยิ่งขัดแย้ง คือเรื่อง “ไอ้โม่ง” จนถึงวันนี้นายพิพัฒน์ก็ยังยืนยันว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” ทั้งที่ในรายการเดียวกันกลับยอมรับเองว่าข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันที่กำลังจะข้ามแดนที่แม่สอดนั้นเป็นเรื่องจริง ศุภโชติกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าไม่มีคนฉวยโอกาส? ไม่มีขบวนการลักลอบหากำไรจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร
.
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ รัฐบาลยังคงพยายามโยนภาระกลับมาที่ประชาชน ด้วยคำอธิบายเดิม ๆ ว่าเป็นเพราะประชาชน “ตื่นตระหนก” หรือ “กักตุนกันเอง” ทั้งที่คำถามที่แท้จริงคือ รัฐบาลเคยตรวจหรือยังว่า รถที่ข้ามแดนไปฝั่งพม่า ลาว หรือกัมพูชา ที่บางครั้งสำแดงสินค้าเป็นของเหลวชนิดอื่น เช่น น้ำมันใช้แล้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นน้ำมันที่ถูกลักลอบนำออกไปขายทำกำไรหรือไม่ ถ้ายังไม่ตรวจให้ชัด แล้วจะรีบสรุปว่าไม่มีไอ้โม่งได้อย่างไร
.
ศุภโชติย้ำว่า ทั้งหมดที่ได้รับฟังในเช้าวันนี้ ให้ความรู้สึกชัดเจนมากว่า นายพิพัฒน์ไม่ได้กำลังออกมา “คลี่คลายข้อสงสัยกับสังคม” แต่กำลังพยายามแก้ตัวให้ตัวเอง แก้ตัวให้นายทุนพลังงาน และกล่าวหาประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงขั้นตัดพ้อว่าตัวเองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียกับบริษัทพลังงาน และพูดในทำนองว่า “ใครมาบริหารก็คงไม่ต่างกัน” ถ้าอย่างนั้นก็ควรปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำมันมาบริหารดูไหม จะได้รู้กันไปเลยว่าต่างกันหรือไม่?
.
หากเชื่อแบบนั้นจริง ตนว่าก็น่าลองดู เพราะถ้าคนที่กำกับดูแลวิกฤตพลังงานของประเทศยังมองว่าความผิดพลาดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้ บางทีคำถามที่สังคมควรถามต่อไม่ใช่แค่คำว่า “รัฐบาลจะแก้ยังไง” แต่คือ “ถึงเวลาหรือยังที่คุณพิพัฒน์ควรลาออกจากตำแหน่ง ผอ. ศบก. และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เพื่อเปิดทางให้คนที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามารับผิดชอบ”
.
.
นี่เป็นเสียงบ่นของพ่อค้าแม่ค้า ใน ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่มองไม่เห็นว่าตัวเองจะรวยขึ้นวันไหน หลังเจอค่าน้ำมันปรับขึ้นรวดเดียว 6-8 บาทต่อลิตร ส่งผลให้วัตถุดิบทุกอย่างทยอยปรับราคาขึ้นตาม แต่สวนทางกับกำลังซื้อที่ลดลง เพราะประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเหมือนกัน
.
ส่วนแม่ค้าไก่ปิ้งริมทางในตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร ต้องหาวิธีเอาตัวรอดในช่วงที่ของทุกอย่างปรับขึ้นราคา ด้วยการลดปริมาณการขาย จากเคยซื้อเนื้อไก่มาปิ้งวันละ 20 กิโลกรัม ลดเหลือ 10 กิโลกรัม และขายในราคาเดิมไม้ละ 10 บาท เพื่อไม่ให้กระทบลูกค้า แต่อาจจะขอปรับลดปริมาณสักเล็กน้อย เพื่อประคองธุรกิจเล็ก ๆ ให้ไปต่อได้
.
ส่วนชาวบ้านที่มาซื้อไก่ปิ้ง บอกว่า ต้องควักเงินในกระเป๋าจ่ายค่าอาหารและบริการมากขึ้น ขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม ซึ่งทุกคนต่างคาดหวังว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลายลงในเร็ววันนี้
.
ร้านขายอาหารสะดุ้ง ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ขึ้นพรวดแผงละ 15 บาท เตรียมปรับราคาขึ้น
https://www.matichon.co.th/economy/news_5653620