รีวิว หนัง "เส้นตาย สายลวง" (The Red Line)
ในยุคที่มิจฉาชีพครองเมือง ภาพยนตร์เรื่อง "เส้นตาย สายลวง" หรือ The Red Line (ฉายทาง Netflix) หยิบยกประเด็นร้อนแรงอย่าง "แก๊ง Call Center" มาถ่ายทอดเป็นหนังแนวทวงแค้นและไล่ล่า
ผลงานการกำกับของ สิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับฝีมือดีที่เคยฝากผลงานอย่าง แสงกระสือ และ Hunger คนหิว เกมกระหาย
เรื่องย่อและตัวละคร
หนังเล่าเรื่องราวในช่วงเหตุการณ์ก่อนความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นช่วงที่แก๊ง Call Center ระบาดหนัก โดยมีฐานที่มั่นอยู่ในปอยเปต เรื่องราวโฟกัสไปที่กลุ่มผู้เสียหาย 3 คนที่ตัดสินใจลุกขึ้นสู้เมื่อกฎหมายพึ่งพาไม่ได้:
อร แม่บ้านที่สูญเงินเก็บก้อนใหญ่จนเกิดภาวะซึมเศร้า
ฝ้าย นักกายภาพบำบัดที่เสียเงินออมเพื่อความฝัน
แววาว แม่ค้าออนไลน์ที่อาม่าถูกหลอกจนหมดตัว
พวกเธอร่วมมือกับ โอเจ แฮกเกอร์มือโปร เพื่อทำภารกิจสุดอันตรายในการทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไป
ในขณะที่ฝั่งตัวร้ายนำโดย อู๊ด (ท็อป ทศพล) ผู้มาเปิด Startup แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย โดยมี ยุ้ย (เปา เปาวลี) อดีตมือโทรหลอกขั้นเทพมาช่วยเทรนทีม
จุดเด่นที่น่าสนใจ
ความลุ้นระทึกและสะใจ: แม้ช่วงต้นเรื่องจะดูจืดชืดไปบ้าง แต่ตั้งแต่กลางเรื่องเป็นต้นไป หนังมีความลุ้นระทึกสูงมากจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ ฉากแอคชั่นไล่ล่าทำออกมาได้เดือดและสะใจ
งานสร้างระดับสากล: โปรดักชั่นถือว่าสอบผ่านฉลุย ทั้งภาพสวย มุมกล้องดี และการตัดต่อที่ช่วยเร้าอารมณ์ได้ดีมาก
การแสดงที่โดดเด่น: นักแสดงหลักทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะ ท็อป ทศพล ที่เล่นได้ "ชั่วสะใจ" และ เปา เปาวลี ที่แม้บทไม่เยอะแต่เป็นตัวละคนที่มีมิติมากสุดในหนัง รวมถึงตัวละคร "กระต่ายน้อย" เพื่อนแฮกเกอร์ของโอเจที่ออกมาทีไรก็เรียกเสียงฮาของผม (คนเดียว) ผมชอบตัวละครตัวนี้
เสียดสีสังคม (มั้ง) : หนังมีการหยอดมุกจิกกัดสังคมไทย เช่น การที่คนชอบเรียกบุคลากรการแพทย์ทุกคนว่า "หมอ" ทั้งที่เจ้าตัวพยายามปฏิเสธว่าตนเป็นนักกายภาพบำบัด
จุดที่น่าเสียดาย
ประเด็นที่แตะไม่สุด: หนังพยายามแตะหลายเรื่อง ทั้งปัญหาสแกมเมอร์ชายแดน, ระบบราชการ, และตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่กลับไม่ได้ขยี้ประเด็นไหนให้สุดทาง
ตัวละครที่ดูส่วนเกิน: บางตัวละครอย่าง "ผู้กอง" ถูกใส่เข้ามาแต่กลับไม่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องเท่าที่ควร
ความบังเอิญและความไม่สมเหตุสมผล: หนังใช้ความบังเอิญในการเอาตัวรอดของตัวละครบ่อยเกินไป และบทสรุปตอนจบอาจจะดูขัดใจหรือดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ชมบางส่วน
บทสรุป
แม้จะมีแผลอยู่บ้าง แต่หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังที่ดูสนุก ลุ้นระทึก โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดี และ คุณไม่ควรพลาดที่จะต้องได้ดูหนังเรื่องนี้
ขบวนการล้างบางมิจจี้
ในยุคที่มิจฉาชีพครองเมือง ภาพยนตร์เรื่อง "เส้นตาย สายลวง" หรือ The Red Line (ฉายทาง Netflix) หยิบยกประเด็นร้อนแรงอย่าง "แก๊ง Call Center" มาถ่ายทอดเป็นหนังแนวทวงแค้นและไล่ล่า
ผลงานการกำกับของ สิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับฝีมือดีที่เคยฝากผลงานอย่าง แสงกระสือ และ Hunger คนหิว เกมกระหาย
เรื่องย่อและตัวละคร
หนังเล่าเรื่องราวในช่วงเหตุการณ์ก่อนความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นช่วงที่แก๊ง Call Center ระบาดหนัก โดยมีฐานที่มั่นอยู่ในปอยเปต เรื่องราวโฟกัสไปที่กลุ่มผู้เสียหาย 3 คนที่ตัดสินใจลุกขึ้นสู้เมื่อกฎหมายพึ่งพาไม่ได้:
อร แม่บ้านที่สูญเงินเก็บก้อนใหญ่จนเกิดภาวะซึมเศร้า
ฝ้าย นักกายภาพบำบัดที่เสียเงินออมเพื่อความฝัน
แววาว แม่ค้าออนไลน์ที่อาม่าถูกหลอกจนหมดตัว
พวกเธอร่วมมือกับ โอเจ แฮกเกอร์มือโปร เพื่อทำภารกิจสุดอันตรายในการทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไป
ในขณะที่ฝั่งตัวร้ายนำโดย อู๊ด (ท็อป ทศพล) ผู้มาเปิด Startup แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย โดยมี ยุ้ย (เปา เปาวลี) อดีตมือโทรหลอกขั้นเทพมาช่วยเทรนทีม
จุดเด่นที่น่าสนใจ
ความลุ้นระทึกและสะใจ: แม้ช่วงต้นเรื่องจะดูจืดชืดไปบ้าง แต่ตั้งแต่กลางเรื่องเป็นต้นไป หนังมีความลุ้นระทึกสูงมากจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ ฉากแอคชั่นไล่ล่าทำออกมาได้เดือดและสะใจ
งานสร้างระดับสากล: โปรดักชั่นถือว่าสอบผ่านฉลุย ทั้งภาพสวย มุมกล้องดี และการตัดต่อที่ช่วยเร้าอารมณ์ได้ดีมาก
การแสดงที่โดดเด่น: นักแสดงหลักทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะ ท็อป ทศพล ที่เล่นได้ "ชั่วสะใจ" และ เปา เปาวลี ที่แม้บทไม่เยอะแต่เป็นตัวละคนที่มีมิติมากสุดในหนัง รวมถึงตัวละคร "กระต่ายน้อย" เพื่อนแฮกเกอร์ของโอเจที่ออกมาทีไรก็เรียกเสียงฮาของผม (คนเดียว) ผมชอบตัวละครตัวนี้
เสียดสีสังคม (มั้ง) : หนังมีการหยอดมุกจิกกัดสังคมไทย เช่น การที่คนชอบเรียกบุคลากรการแพทย์ทุกคนว่า "หมอ" ทั้งที่เจ้าตัวพยายามปฏิเสธว่าตนเป็นนักกายภาพบำบัด
จุดที่น่าเสียดาย
ประเด็นที่แตะไม่สุด: หนังพยายามแตะหลายเรื่อง ทั้งปัญหาสแกมเมอร์ชายแดน, ระบบราชการ, และตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่กลับไม่ได้ขยี้ประเด็นไหนให้สุดทาง
ตัวละครที่ดูส่วนเกิน: บางตัวละครอย่าง "ผู้กอง" ถูกใส่เข้ามาแต่กลับไม่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องเท่าที่ควร
ความบังเอิญและความไม่สมเหตุสมผล: หนังใช้ความบังเอิญในการเอาตัวรอดของตัวละครบ่อยเกินไป และบทสรุปตอนจบอาจจะดูขัดใจหรือดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ชมบางส่วน
บทสรุป
แม้จะมีแผลอยู่บ้าง แต่หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังที่ดูสนุก ลุ้นระทึก โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดี และ คุณไม่ควรพลาดที่จะต้องได้ดูหนังเรื่องนี้