(15) THE "SCHWA" SOUND
📌 เรียนโฟนิกส์วันที่ 20
วันนี้มาดูสระเสียงสั้นตัวสุดท้ายของเรากันครับ (อิ เอะ แอะ เอาะ อะ อุ —>
“เออะ”) ได้แก่ "สระเออะ" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “
Schwa sound” (ชวา)
ที่ผ่านมาผมพูดถึงสระตัวนี้มาบ่อยมาก ๆ ครับ นั่นก็เพราะมันเป็นสระที่สำคัญที่สุดในแง่ของการออกเสียง เป็นสระที่ทำให้ภาษาอังกฤษฟังดูเป็น “
ภาษาอังกฤษ” แบบที่เราได้ยิน
“
The schwa sound (/ə/) is the most common sound in the English language.”
(เสียงชวา (โฟเนติกส์: /ə/) คือเสียงที่เจอบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ)
. . . . . . . . . . . . . . .
พอเด็ก ๆ เรียนการอ่านออกเสียงมาถึงจุดหนึ่ง เขาต้องมาทำความเข้าใจแง่มุมการออกเสียงที่สำคัญมาก ๆ เรื่องหนึ่งคือ “
word stress" หรือ "
การเน้นพยางค์"
การเน้นพยางค์หมายความว่าเราจะต้องออกเสียง "
พยางค์ที่โดนเน้น" (stressed syllable) ให้เสียงดังขึ้น ลากเสียงให้ยาวขึ้น และมีเสียงสูงหรือชัดเจนกว่าพยางค์อื่น ๆ (คำศัพท์ตั้งแต่สองพยางค์ขึ้นไปจะต้องมีพยางค์ใดพยางค์หนึ่งเป็น stressed syllable และออกเสียงชัดเจนกว่าพยางค์อื่นเสมอ)
ยกตัวอย่างคำว่า “Potato” ที่แปลว่า มันฝรั่ง เวลาอ่านออกเสียงคำนี้จะต้องเน้นที่พยางค์ไหน? (ลงไปกดฟังใน dictionary ก่อนครับ) เราต้องออกเสียงประมาณ “เผอะ-เท๊-โทว” (puh-TAY-to —> /pəˈteɪ.təʊ/) โดยเน้นพยางค์ที่สอง จึงจะได้สำเนียงการออกเสียงที่เป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษ
ลองอ่านสี่คำนี้เพิ่มเติม (“ə” ให้อ่านเป็นสระเออะ)
“Memory” —> อ่าน “
เม๊ม-เมอะ-รี” (
MEM-ə-ry)
“Condition” —> อ่าน “เคิน-
ดิ๊ช-เชิน” (kən-
DISH-ən)
“Tomorrow” —> อ่าน “เทอะ-
ม๊อ-โรว” (tə-
MOR-row)
“Opinion” —> อ่าน “เออะ-
พิน-เยิ่น” (ə-
PIN-yən)
จากตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นว่า... “พยางค์ที่ไม่โดนเน้น (unstressed syllable) มักจะกลายเป็นสระเออะ” (แม้มันจะสะกดด้วยตัว O ก็ตาม) เช่น Memory เราไม่อ่านว่า เมม-“โม”-รี เพราะตัว O ในพยางค์ที่สองมันไม่โดนเน้น มันจึงกลายเป็นสระเออะไป เลยต้องอ่านว่า เม๊ม-“เมอะ”-รี รวมไปถึงตัว O ในพยางค์ con- / to- / op- ของสามคำที่เหลือ ก็ต้องออกเสียงเป็นสระเออะเช่นกัน
_______________
ในขั้นเบื้องต้น ผมขอยกตัวอย่างในกรณีที่ A E I O U มันกลายเป็นสระเออะก่อนครับ (และอาจพูดถึงคู่ของมันที่เจอบ่อย ๆ เช่น A กับ AR หรือ E กับ ER เป็นต้น)
15.
สระเออะ (The unstressed “uh” sound —> /ə/) สามารถสะกดเป็น
A, E, I, O, U (และอื่น ๆ)
1) “
-a” และ “
-ar” เช่น
about, parade, sofa, solar, sugar
(เออะ-เบาทฺ, เผอะ-เร๊ด, โส๊ว-เฟอะ, โส๊ว-เลอะ, ชุ้ก-เกอะ)
แอดมักจะเขียนให้ลูกศิษย์อ่านได้ง่าย ๆ ประมาณนี้ครับ
About —> “ə-BOUT”
Parade —> “pə-RADE” (อ่าน เผอะ-เร็ด ไม่ใช่ พาเหรด)
Sofa —> “SO-fə”
เมื่อนักเรียนชินกับตัว IPA ของสระเออะแล้ว จะฝึกเรื่อง word stress ได้ง่ายขึ้นเยอะ โดยให้เขาฝึกตั้งข้อสังเกต เช่น "คำที่ขึ้นต้นด้วย a- แต่ไม่โดนเน้นพยางค์มักจะกลายเป็นสระเออะตลอด เช่น again, agree, adventure (ə-GAIN, ə-GREE, əd-VEN-ture)"
คำอื่น ๆ ที่มี -a เป็นสระเออะ ได้แก่ panda, pizza, Canada, dollar, polar, calendar ก็ต้องฝึกอ่านให้คล่องเลย บางคำมี -a ทั้งสามพยางค์เช่น “Canada” ต้องอ่านเป็น CAN-ə-də โดยเน้นพยางค์แรกและออกเสียงตัว -a ในพยางค์ที่สองและสามเป็นสระเออะ
. . . . .
2) “
-e” และ “
-er” เช่น
enough, believe, label, dinner, driver
(เออะ-นั๊ฟฺ, เบอะ-ลี๊ฟฺ, เล๊-เบิล, ดิ๊น-เนอะ, ดร๊าย-เฝอะ)
เขียนใหม่ให้นักเรียนอ่านได้ง่ายขึ้น
Enough —> “ə-NUF”
Believe —> “bə-LEEV”
Label —> “LAY-bəl”
คล้ายกับ a- คือหลายคำที่ขึ้นต้นด้วย e- (หรือมี e- ในพยางค์แรก) ที่ไม่โดนเน้น ก็มักจะกลายเป็นสระเออะเช่นกัน คำอย่าง event, decide, report (อ่าน ə-VENT, də-CIDE, rə-PORT —> เออะ-เฝ๊นทฺ, เดอะ-ซ้ายดฺ, เรอะ-พอร์ท)
ส่วนคำที่ลงท้ายด้วย -er ก็คงไม่ต้องพูดถึง มันเป็นสระเออะอยู่แล้ว! (letter, river, summer etc.)
แต่มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ....
—> คนที่ฝึกสำเนียงอเมริกันต้องออกเสียง -r ด้วย สระเออะเลยฟังเหมือน “สระเออร์” (เออ + r) เช่น “เล๊ท-เทอร์” “ริ๊ฟ-เฝอร์” “ซั๊ม-เมอร์”
—> ส่วนคนอังกฤษไม่ออกเสียงตัว -r เลยฟังเหมือนสระอะ เช่น “ริ๊ฟ-ฝะ“ “เล๊ท-ทะ” “ซัม-มะ”
อีกจุดที่น่าสนใจคือคำที่ลงท้ายด้วย -el และ -em ก็มักจะกลายเป็นสระเออะ เช่น camel ที่อ่าน “แค๊ม-เมิล” (CAM-əl) และ system ที่อ่าน “สิ๊ส-เทิม” (SYS-təm)
. . . . .
3) “
-i” เช่น
council, evil, April, cousin, basin
(เค๊านฺ-เซิล, อี๊-เฝิล, เอ๊-เพริล, ค๊ะ-เซิน, เบ๊-เสิน)
ตัวเขียนสำหรับฝึกอ่าน
Council —> “Coun-səl” หรือเขียนเป็น IPA เลย /ˈkaʊn.səl/
Evil —> “E-vəl” หรือ /ˈiː.vəl/
April —> “A-prəl” หรือ /ˈeɪ.prəl/
จริง ๆ ในคำทั่วไปที่ปกติออกเสียง -i เป็นสระอิ พอพูดเร็ว ๆ มันก็กลายเป็นสระเออะได้ครับ เช่น tennis (เท๊น-nəs), fossil (ฟ๊อส-səl), possible (พ๊อส-sə-bəl), holiday (ฮ๊อล-lə-เด), positive (พ๊อซ-zə-ทิฟฺ) เป็นต้น
. . . . .
4) “
-o” และ “
-or” เช่น
obey, occur, method, doctor, comfort
(เออะ-เบ, เออะ-เคอ, เมธ-เธิด, ดอค-เทอะ, คอม-เฝิท)
สำหรับฝึกอ่าน
Obey —> “ə-BAY”
Method —> “METH-əd”
Comfort —> “COM-fət”
ถ้าลงท้ายด้วย -om, -on, -ol, -or มักจะเป็นสระเออะ เช่น custom, lesson, lemon, common, pistol, mirror เป็นต้น
. . . . .
4) สำหรับตัว O ผมพูดถึงไปแล้วในย่อหน้าแรก ดังนั้นเราข้ามไปที่ตัว U กันเลย
. . . . .
5) “
-u” และ “
-ure” เช่น
cactus, focus, supply, nature, picture
(แค๊ค-เทิสฺ, โฟ๊ว-เคิสฺ, เสอะ-พล๊าย, เน๊-เฉอะ, พิ๊ค-เฉอะ)
ฝึกอ่านเสียงชวาให้คล่องเลย
Cactus —> “KAK-təs”
Focus —> “FO-kəs”
Supply —> “sə-PLY”
สำหรับตัว -u ไม่ค่อยเป็นห่วง เพราะไม่ว่าจะอ่านเป็นสระเออะหรือสระอะ เช่น support (เสอะ-พอร์ท / สะ-พอร์ท) ก็ได้ทั้งคู่
แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือสำหรับทุกพยางค์ที่เป็นเสียงสระเออะหรือชวา เราจะต้องออกเสียงเบา ๆ และเร็ว ๆ ด้วย เพราะมันเป็นพยางค์ที่ไม่โดนเน้น (unstressed syllable) มันเลยต้องมีคุณสมบัติ "ตรงข้าม" กับพยางค์ที่โดนเน้น
_______________
ตอนนี้เราเก็บสระเสียงยาวและสระเสียงสั้นครบแล้วครับ ด่านสุดท้ายของเราคือสระประสม ไว้มาดูกันต่อนะ!
“
รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน”
JGC.
[DAY: 20] เรียน Phonics (หลักการออกเสียงภาษาอังกฤษ) ด้วยตัวเอง
📌 เรียนโฟนิกส์วันที่ 20
วันนี้มาดูสระเสียงสั้นตัวสุดท้ายของเรากันครับ (อิ เอะ แอะ เอาะ อะ อุ —> “เออะ”) ได้แก่ "สระเออะ" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Schwa sound” (ชวา)
ที่ผ่านมาผมพูดถึงสระตัวนี้มาบ่อยมาก ๆ ครับ นั่นก็เพราะมันเป็นสระที่สำคัญที่สุดในแง่ของการออกเสียง เป็นสระที่ทำให้ภาษาอังกฤษฟังดูเป็น “ภาษาอังกฤษ” แบบที่เราได้ยิน
“The schwa sound (/ə/) is the most common sound in the English language.”
(เสียงชวา (โฟเนติกส์: /ə/) คือเสียงที่เจอบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ)
. . . . . . . . . . . . . . .
พอเด็ก ๆ เรียนการอ่านออกเสียงมาถึงจุดหนึ่ง เขาต้องมาทำความเข้าใจแง่มุมการออกเสียงที่สำคัญมาก ๆ เรื่องหนึ่งคือ “word stress" หรือ "การเน้นพยางค์"
การเน้นพยางค์หมายความว่าเราจะต้องออกเสียง "พยางค์ที่โดนเน้น" (stressed syllable) ให้เสียงดังขึ้น ลากเสียงให้ยาวขึ้น และมีเสียงสูงหรือชัดเจนกว่าพยางค์อื่น ๆ (คำศัพท์ตั้งแต่สองพยางค์ขึ้นไปจะต้องมีพยางค์ใดพยางค์หนึ่งเป็น stressed syllable และออกเสียงชัดเจนกว่าพยางค์อื่นเสมอ)
ยกตัวอย่างคำว่า “Potato” ที่แปลว่า มันฝรั่ง เวลาอ่านออกเสียงคำนี้จะต้องเน้นที่พยางค์ไหน? (ลงไปกดฟังใน dictionary ก่อนครับ) เราต้องออกเสียงประมาณ “เผอะ-เท๊-โทว” (puh-TAY-to —> /pəˈteɪ.təʊ/) โดยเน้นพยางค์ที่สอง จึงจะได้สำเนียงการออกเสียงที่เป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษ
ลองอ่านสี่คำนี้เพิ่มเติม (“ə” ให้อ่านเป็นสระเออะ)
“Memory” —> อ่าน “เม๊ม-เมอะ-รี” (MEM-ə-ry)
“Condition” —> อ่าน “เคิน-ดิ๊ช-เชิน” (kən-DISH-ən)
“Tomorrow” —> อ่าน “เทอะ-ม๊อ-โรว” (tə-MOR-row)
“Opinion” —> อ่าน “เออะ-พิน-เยิ่น” (ə-PIN-yən)
จากตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นว่า... “พยางค์ที่ไม่โดนเน้น (unstressed syllable) มักจะกลายเป็นสระเออะ” (แม้มันจะสะกดด้วยตัว O ก็ตาม) เช่น Memory เราไม่อ่านว่า เมม-“โม”-รี เพราะตัว O ในพยางค์ที่สองมันไม่โดนเน้น มันจึงกลายเป็นสระเออะไป เลยต้องอ่านว่า เม๊ม-“เมอะ”-รี รวมไปถึงตัว O ในพยางค์ con- / to- / op- ของสามคำที่เหลือ ก็ต้องออกเสียงเป็นสระเออะเช่นกัน
_______________
ในขั้นเบื้องต้น ผมขอยกตัวอย่างในกรณีที่ A E I O U มันกลายเป็นสระเออะก่อนครับ (และอาจพูดถึงคู่ของมันที่เจอบ่อย ๆ เช่น A กับ AR หรือ E กับ ER เป็นต้น)
15. สระเออะ (The unstressed “uh” sound —> /ə/) สามารถสะกดเป็น A, E, I, O, U (และอื่น ๆ)
1) “-a” และ “-ar” เช่น about, parade, sofa, solar, sugar
(เออะ-เบาทฺ, เผอะ-เร๊ด, โส๊ว-เฟอะ, โส๊ว-เลอะ, ชุ้ก-เกอะ)
แอดมักจะเขียนให้ลูกศิษย์อ่านได้ง่าย ๆ ประมาณนี้ครับ
About —> “ə-BOUT”
Parade —> “pə-RADE” (อ่าน เผอะ-เร็ด ไม่ใช่ พาเหรด)
Sofa —> “SO-fə”
เมื่อนักเรียนชินกับตัว IPA ของสระเออะแล้ว จะฝึกเรื่อง word stress ได้ง่ายขึ้นเยอะ โดยให้เขาฝึกตั้งข้อสังเกต เช่น "คำที่ขึ้นต้นด้วย a- แต่ไม่โดนเน้นพยางค์มักจะกลายเป็นสระเออะตลอด เช่น again, agree, adventure (ə-GAIN, ə-GREE, əd-VEN-ture)"
คำอื่น ๆ ที่มี -a เป็นสระเออะ ได้แก่ panda, pizza, Canada, dollar, polar, calendar ก็ต้องฝึกอ่านให้คล่องเลย บางคำมี -a ทั้งสามพยางค์เช่น “Canada” ต้องอ่านเป็น CAN-ə-də โดยเน้นพยางค์แรกและออกเสียงตัว -a ในพยางค์ที่สองและสามเป็นสระเออะ
. . . . .
2) “-e” และ “-er” เช่น enough, believe, label, dinner, driver
(เออะ-นั๊ฟฺ, เบอะ-ลี๊ฟฺ, เล๊-เบิล, ดิ๊น-เนอะ, ดร๊าย-เฝอะ)
เขียนใหม่ให้นักเรียนอ่านได้ง่ายขึ้น
Enough —> “ə-NUF”
Believe —> “bə-LEEV”
Label —> “LAY-bəl”
คล้ายกับ a- คือหลายคำที่ขึ้นต้นด้วย e- (หรือมี e- ในพยางค์แรก) ที่ไม่โดนเน้น ก็มักจะกลายเป็นสระเออะเช่นกัน คำอย่าง event, decide, report (อ่าน ə-VENT, də-CIDE, rə-PORT —> เออะ-เฝ๊นทฺ, เดอะ-ซ้ายดฺ, เรอะ-พอร์ท)
ส่วนคำที่ลงท้ายด้วย -er ก็คงไม่ต้องพูดถึง มันเป็นสระเออะอยู่แล้ว! (letter, river, summer etc.)
แต่มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ....
—> คนที่ฝึกสำเนียงอเมริกันต้องออกเสียง -r ด้วย สระเออะเลยฟังเหมือน “สระเออร์” (เออ + r) เช่น “เล๊ท-เทอร์” “ริ๊ฟ-เฝอร์” “ซั๊ม-เมอร์”
—> ส่วนคนอังกฤษไม่ออกเสียงตัว -r เลยฟังเหมือนสระอะ เช่น “ริ๊ฟ-ฝะ“ “เล๊ท-ทะ” “ซัม-มะ”
อีกจุดที่น่าสนใจคือคำที่ลงท้ายด้วย -el และ -em ก็มักจะกลายเป็นสระเออะ เช่น camel ที่อ่าน “แค๊ม-เมิล” (CAM-əl) และ system ที่อ่าน “สิ๊ส-เทิม” (SYS-təm)
. . . . .
3) “-i” เช่น council, evil, April, cousin, basin
(เค๊านฺ-เซิล, อี๊-เฝิล, เอ๊-เพริล, ค๊ะ-เซิน, เบ๊-เสิน)
ตัวเขียนสำหรับฝึกอ่าน
Council —> “Coun-səl” หรือเขียนเป็น IPA เลย /ˈkaʊn.səl/
Evil —> “E-vəl” หรือ /ˈiː.vəl/
April —> “A-prəl” หรือ /ˈeɪ.prəl/
จริง ๆ ในคำทั่วไปที่ปกติออกเสียง -i เป็นสระอิ พอพูดเร็ว ๆ มันก็กลายเป็นสระเออะได้ครับ เช่น tennis (เท๊น-nəs), fossil (ฟ๊อส-səl), possible (พ๊อส-sə-bəl), holiday (ฮ๊อล-lə-เด), positive (พ๊อซ-zə-ทิฟฺ) เป็นต้น
. . . . .
4) “-o” และ “-or” เช่น obey, occur, method, doctor, comfort
(เออะ-เบ, เออะ-เคอ, เมธ-เธิด, ดอค-เทอะ, คอม-เฝิท)
สำหรับฝึกอ่าน
Obey —> “ə-BAY”
Method —> “METH-əd”
Comfort —> “COM-fət”
ถ้าลงท้ายด้วย -om, -on, -ol, -or มักจะเป็นสระเออะ เช่น custom, lesson, lemon, common, pistol, mirror เป็นต้น
. . . . .
4) สำหรับตัว O ผมพูดถึงไปแล้วในย่อหน้าแรก ดังนั้นเราข้ามไปที่ตัว U กันเลย
. . . . .
5) “-u” และ “-ure” เช่น cactus, focus, supply, nature, picture
(แค๊ค-เทิสฺ, โฟ๊ว-เคิสฺ, เสอะ-พล๊าย, เน๊-เฉอะ, พิ๊ค-เฉอะ)
ฝึกอ่านเสียงชวาให้คล่องเลย
Cactus —> “KAK-təs”
Focus —> “FO-kəs”
Supply —> “sə-PLY”
สำหรับตัว -u ไม่ค่อยเป็นห่วง เพราะไม่ว่าจะอ่านเป็นสระเออะหรือสระอะ เช่น support (เสอะ-พอร์ท / สะ-พอร์ท) ก็ได้ทั้งคู่
แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือสำหรับทุกพยางค์ที่เป็นเสียงสระเออะหรือชวา เราจะต้องออกเสียงเบา ๆ และเร็ว ๆ ด้วย เพราะมันเป็นพยางค์ที่ไม่โดนเน้น (unstressed syllable) มันเลยต้องมีคุณสมบัติ "ตรงข้าม" กับพยางค์ที่โดนเน้น
_______________
ตอนนี้เราเก็บสระเสียงยาวและสระเสียงสั้นครบแล้วครับ ด่านสุดท้ายของเราคือสระประสม ไว้มาดูกันต่อนะ!
“รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน”
JGC.