เกริ่นก่อนว่า แฟนคลับเองก็เป็นลูกค้าช่องนะคะ อุดหนุนสินค้าที่ช่องปล่อยมาตลอด และจากการอ่านงบช่องเลยคิดว่าอยากเขียนอะไรสักหน่อย และน่าจะเป็นผลดีกับช่องด้วย เลยอยากฟีดแบคในฐานะผู้บริโภคคนนึงค่ะ
โมเดลธุรกิจ Gl ตอนนี้ของช่อง 3 มี“หลิงออม” ที่เป็นตัวหลักในการทำกำไรในส่วน Artist Management จาก Fan Meeting และโฆษณา ซึ่งในงบปี 2568 ระบุชัดว่ารายได้ส่วนนี้โตขึ้นมากกว่า 50% มาช่วยพยุงในส่วนรายได้ของโฆษณาที่ลดลง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ “ความต่อเนื่อง” ว่ากันตามตรง ช่อง 3 ยังยึดติดกับความสำเร็จสูตรเดิม ซึ่งขาดความทันสมัยอย่างมากในหลายๆด้าน และยังคงมีการโปรโมททุกสิ่งอย่างเหมือนในสมัยยุคทีวีเฟื่องฟูอยู่แบบนั้น เช่น เดินสายตามรายการข่าว และยังคงไม่เข้าใจการตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายในโซเชียลมากๆ เพราะในปัจจุบันผู้คนนิยมดูรายการตามยูทูปผ่านโทรศัพท์หรือแทปเลต(ไอแพด)มากกว่าเปิดโทรทัศน์ เพราะอย่างงั้นการเงียบ = ตามโลกไม่ทัน เพราะในยุคที่กระแสมาเร็วไปเร็วแต่ช่อง 3 ยังอยู่แต่ในกรอบเดิมๆ
สิ่งที่ตามมาจากการสังเกตุการทำงานของช่องคือ Visual Identity หรืองานกราฟฟิคตกยุคสุดๆ โปสเตอร์งานละครจัดวางองค์ประกอบยังดูเป็นโทนละครสมัยก่อน ซึ่งขาดความ Aesthetic กับความ Visual แน่นอนว่าคนดูรู้สึกว่าหน้าตานักแสดงแบกมาก ดูแล้วรู้สึกว่าไม่มีความร่วมสมัยเลย (ไดคัทไม่เนียนและฟอนท์ไม่เข้ากับเรื่องด้วยค่ะ)
และแน่นอนว่าพอเป็นองค์กรใหญ่การทำงานแต่ละอย่างต้องผ่านการพรูฟจากหลายท่าน สิ่งที่ตามมาในสายตาคนนอกคือ ระบบงานแบบเทอะทะ + การทำงานล่าช้า /ตามเทรนไม่ทัน (เล่นกับกระแสไม่เป็น) พอจะเล่นกับเค้า กระแสก็จางแล้ว แล้วอยากบอกว่าช่อง3บริหารศิลปินแบบสมัยก่อน มองดาราเป็นแค่ “นักแสดง” ซึ่งในปัจจุบันหลายๆค่ายไม่ว่าค่ายเล็กหรือค่ายใหญ่ เค้าปั้นดาราแบบ Idol และข้อดีของการปั้นดาราแบบไอดอลคือ คุณมี Ecosystem ที่สามารถขายสินค้า/ดิจิตัล/อีเว้นเหมือนค่าย DMD,GMM ซึ่งโมเดลนี้มีความยืดหยุนกว่าการทรีตดาราเป็นแค่นักแสดงมากๆ และสามารถเพิ่มรายได้เข้าช่องได้อีก
แล้วหลิงออมเป็นคู่แรกที่เซ็นสัญญาเข้าสังกัดช่อง3 โดยตรง
ปี 2567 ทำรายได้
- 500 ล้าน
ปี 2568 ทำรายได้
- 1,000 ล้าน
BEC ปี 2568 ทำกำไร 205.8 (ปี 67 กำไร 96.3) โตขึ้น 113.7%
- รายได้ค่า Ads ลดลง -16.3%
- รายได้ค่าลิขสิทธิ์/Ar + 29.9%
- ได้ค่าขายสินค้า (แท่งไฟ + photo book /ตุ๊กตา +977.6%)
*รายได้จากAR & Mechandise ++
(เชื่อว่า 99% ของรายได้ 2 items นี้มาจากหลิงออม) ขณะที่รายได้ ads กลับติดลบ
เพราะรายได้ในส่วนของเมิช (โฟโต้บุ๊ค / ตุ๊กตา / Art Workต่างๆ) เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
และในฐานะที่ดูงานตึกนี้เข้าปีที่ 3 เรียนกันตามตรง สิ่งที่ช่องควรพัฒนาพอๆกับการพัฒนา Artist Management และทรัพยากรบุคคลแล้ว คือการพัฒนาอาร์ตเวิร์คกับกราฟฟิคให้มีความร่วมสมัยค่ะ และความร่วมสมัยไม่ใช่การเอาสีฉูดฉาดมาใส่และเคลมว่าเอ้อ นี่วัยรุ่นนะ ให้ตายเถอะ วัยรุ่นเจน y หรอคะ ว่าแล้วก็ขอยกตัวอย่างข้างบ้านหน่อย
(ของค่าย gmm)

(ของช่อง3)
เจตนาของเราคือ ไม่ได้ต้องการจะลดค่าในสิ่งที่ช่องทำ คือทำดีแล้ว แต่สามารถทำให้ดีได้มากกว่าเดิมอีก พวกเรามาถูกทางแล้วจริงๆ แค่ต้องปรับปรุงและพัฒนาขึ้น ในเมื่อเรามีรายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้น แต่การที่เราจะทำอะไรขายสักอย่างในแง่ของการออกแบบนอกจากเรื่องประโยชน์ใช้สอย เราควรยึด Visual Identity ด้วยนี่นา คือหลายๆอย่าง มี Identity แล้ว แต่ยังขาดความ visual ซึ่งดูแล้วยังขาดภาพจำที่ชัดเจน และรูปแบบของงานยังสื่อสารไม่มากพอ เพราะงั้นมันไม่ใช่แค่การออกแบบให้สวยงาม แต่เป็นการวางกลยุทธ์ผ่านชิ้นงานเพื่อสร้างอิมเมจที่ชัดเจนและสอดคล้องกับตัวตนของศิลปิน ยกตัวอย่างเช่น
(น้องโกลดี้ของAlways Wonderแบรนด์พี่หลิง และน้องไข่ด้านซ้ายแบรนด์เป็นคนท าแต่แฟนคลับน้องออมเป็นคนออกแบบ)
แอดมิน / ผู้จัดการ
1. เอาแอดมินประจำให้หลิงออมสักคนสองคน
นอกจากจะดีกับศิลปินแล้ว ยังดีกับคนทำงานอีกด้วย เพราะงานจะได้ไม่ overload เกินไป และส่งผลต่อคุณภาพและสุขภาพคนทำงานอีกด้วย นี่เห็นแอดมินถือหลายแอคไม่พอ ยังตามไปแฟนมีตไปอีเว้นอีก แล้วตอนนี้ช่องมี gl 4 คู่ ถ้าวันนึงมีงานใหญ่พร้อมกันจะแก้ปัญหานี้ยังไงให้ไม่เกิดการเปรียบเทียจนเกิด fan warคะ? คู่อื่นมีได้แต่คู่เราไม่มีแบบนี้หรอ เราไม่แน่ชัดว่าสวัสดิการที่พนักงานได้รับนั้นเหมาะกับมั๊ย แต่มองในมุมพนักงานบริษัท นี่เป็นการทำงานที่หนักมากเลยนะ บางครั้งแอดมินยังลงงานผิดแอคเลย (เข้าใจได้ว่าเป็นผลจาก human error แต่อินเตอร์แฟนไม่เข้าใจด้วยหรอกค่ะ) แล้วตารางงานดาราทำไมถึงไปลงแอค We3getherคะ? ในเมื่อศิลปินเค้ามีแอค Officialเป็นของตัวเองแล้ว ที่จะบอกคือ แต่ละคู่มีทีมประจำไว้สักคนสองคนประกบไปเลย จะได้ทำเป็นคู่ๆเรื่องๆไป นี่พูดไปก็เป็นผลดีกับบริษัททั้งน้าน สักแต่จะเพิ่มดารา แต่ไม่เพิ่มคนทำงาน บ้ารึเปล่า
2.
หาทีมครีเอทีฟ /แอดมินเพิ่ม
คือถ้าไม่มีลูกค้าเข้ารายวัน เปิดตัวพรีเซนเตอร์รายวัน ดาราก็ไม่มีคอนเท้นจากช่องเลยค่ะ 0 มาก ไหนจะแอดมินกับผู้จัดการอีก ควรดูแลแยกเป็นคู่ๆไปด้วยซ้ำ สังเกตจาก Paris Fashion Week คุณบุ๊คไปกับหลิงออม กลับไทยไม่ถึง 3 วันยังไม่ทันหายเจทแลค ก็บินไปกับลีน่าหมิวอีก ไหนจะมีตวันเกิดแทนยะก็ขนไปไทเปกับลีน่าหมิว first ep. ของPlay park ก็ขนมามีตสิงคโปร์กับหลิงออมกันหมด และหลายๆครั้งน้องออมออกงานใหญ่โดยมีคุณแม่เค้ากับทีมช่างหน้าช่างผมตามดูแลด้วยซ้ำ ไหนผู้จัดการจากช่อง? พี่หลิงก็มีแค่พี่แหม่ม จะมาทำงานระบบแฟมมิลี่ + ระบบกลางที่ไม่มีมตราฐาน พอเกิดอุบัติเหตุที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ชาวเน็ตไม่ได้ด่าแค่ศิลปินนะคะ เค้าด่าต้นสังกัดด้วย ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดภาพนี้บ่อยๆเลยจริงๆ
ซึ่งการที่เราลงมาจับ Artist Management แล้ว อยากถามช่องว่ามีแพลนจัดสรรบุคลากรบ้างมั๊ย? ผู้จัดการ/คนดูแลแบบไม่แช์หลายคู่ จัดคิวจัดตารางตามลำดับความสำคัญ คือมีศิลปินเพิ่มแล้ว ก็หาคนทำงานเพิ่มบ้าง คือถ้าคู่นึงมีงานที่ต่างประเทศ อีกคู่นึงมีอีเว้นใหญ่ในไทยหรือแฟนมีต อยากทราบว่า ผู้จัดการ,แอดมินจะแบ่งยังไง? ทั้งๆที่หลิงออมทำงานทำกิจกรรมต่างๆเยอะมากในแต่ละงาน แต่คอนเท้นที่ปล่อยออกมาน้อยเกินกว่า
ที่ควรจะเป็น คิดหรอว่าดังแล้วเลยไม่จำเป็นต้องเปิดการมองเห็นอ่ะ ควรหาทีมมาประกบแต่ละคู่ไปเลย อย่างหลิงออมนี่ก็งานเยอะจนคิดว่ายังไงก็คุ้มค่าที่จะจ้างให้โดยเฉพาะเลยด้วยซ้ำ
และให้ทุกทีมไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่คู่ไหนดังทำน้อย คู่ไหนไม่ดังก็ดันเพิ่มอีก ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสิ นี่ดันเปิดการมองเห็นไม่เท่ากันจนลืมเห็นความรู้สึกแฟนคลับด้วยซ้ำ (จะบอกว่าของหลิงออมก็ไม่ถูกดันตั้งแต่ยังไม่ดังนะคะ แห้งมากจนแฟนคลับปั่นเอนเกจกันเองจนทุกวันนี้หายใจเข้าออกมีแต่คำว่าเอนเกจสร้างได้ด้วยมือเราค่ะ #เคล็ดลับความดัง #สูนคอนเท้น ) ที่พูดนี่ดูภาพรวมหลายงานแล้ว พอแชร์กันปุ๊บกลายเป็นจัดลำดับความสำคัญไม่ได้ ลงงานผิดไปหมด ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวก็เรื่องนึง เรื่องการทำงานก็เรื่องนึง และในส่วนการทำงานยังคงต้องฟีดแบคกันเรื่อยๆตลอด จะให้ปิดหูปิดตานี่ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ
มาตรฐานการทำงาน
1. ควรมีมาตรฐานการทำงานให้ครบทุกคู่
ขอยกตัวอย่างที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ *พูดถึงบริบทการทำงานของช่องค่ะ ((ไม่ได้ด่าศิลปินน้า อย่าบิดพ้อยและเอาศิลปินมารับเลย))

ลีน่า-หมิว ไปแฟชั่นวีคครั้งแรก ออฟฟิเชียลของช่องลงให้ ซึ่งทำถูกแล้วที่ลงให้ มันเป็นสิ่งที่ควรมีกับทุกคู่ แต่ว่ากับหลิงออม
- ไปแฟชั่นวีคครั้งแรก ช่องเงียบ
- ได้ emv ที่ 2 และ ที่ 3 ช่องเงียบ
- ไปแฟชั่นวีคครั้งที่ 2 ช่องเงียบ
- ได้ emv miv ที่ 1 และ ที่ 2 ช่องเงียบ
- ได้ตำแหน่ง BA Dior ช่องเงียบ
- ไปแฟชั่นวีคครั้งที่ 3 ก่อนบินและวันงาน ช่องเงียบ
แต่มาลงหลังจบงานให้ (ส่วนอีกคู่ไปครั้งแรกมีโปสเดี่ยวให้ตั้งแต่ยังไม่บิน)
และในขณะที่สื่ออื่นๆลงข่าวนี้กันทุกเจ้า แต่ต้นสังกัดศิลปินออกมาแค่ 1 ครั้งถ้วน
( 1 ครั้งถ้วนที่ว่า)
แล้วถ้าจะบอกว่าที่ลงของลีน่าหมิวให้ได้เพราะ แต่ละแบรนด์ก็มีเกณฑ์และกลยุทธ์ของตัวเอง บทบาทไม่เหมือนกัน แคมเปญก็ต่างกัน ก็จริงน้า แต่ว่าศิลปิน2ท่านนี้จาก gmm ก็ไปคนละแบรนด์ทั้ง Dior ทั้ง Chanel ทำไมค่ายเค้าถึงลงประกาศให้ได้ละคะ ^^

ตึกนี้ทำงานมีมาตราฐานแค่คู่เดียวหรอเนี้ย (เห็นมั๊ย เกิดการตั้งคำถามจริงว่าทำไมตึกอื่นทำได้แล้วทำไมตึกเตยทำไม่ได้ พอทำได้ก็ทำให้แค่คู่เดียวอีก)
อะเดี๋ยวไม่เชื่อว่าทำงานต่างกัน
(รูปจาก Instagram Official ของหลิงออม 9 โพส)
(รูปจาก Instagram Official ของลีน่าหมิว 30+ โพส)
(ในแอคทวิตเตอร์ของหลิงออม 10โพส )
(ในแอคออฟฟิเชียลของลีน่าหมิว 20 โพส )
(ลงโปรโมทขายสตรีมมิ่งในทวิตเตอร์ที่หลิงออมขึ้นอิมแพคครั้งแรก 12 โพส 0ไลฟ์ 0 คอนเท้น ไม่มีมีรันทรู หรือเบื้องหลังให้ดู)
(ลงขายสตรีมมิ่งแฟนมีตของลีน่าหมิว 19 โพส มีไลฟ์ให้ดู มีคอนเท้นตอนซ้อมให้ดู มีรันทรูให้ดูอีก )
ยังไม่รวมเรื่องโปรโมทเพลงช่วงซีรีย์ออนนะ อย่างเพลงของไอร่า มา 1 โพสถ้วน มีแค่รูปเดียว และไม่มีลงยูทูปอีก ทั้งๆที่เรื่องเพียงเธอ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไอดอลนักร้องค่าย Bec กับบอดี้การ์ด อย่างน้อยก็ควรได้รับการโปรโมทบ้าง ถ้าไม่มีแฟนคลับทักท้วงก็คงไม่ปล่อยออกมาหรอก แล้วก็อย่าง
เพียงเธอ ซีรีย์ออน 18/07/68
เพลงMoonlight ปล่อย 14/07/68
เพลงระยะไกลของดวงจันทร์ปล่อย 21/07/68
เพลงยืนหนึ่งปล่อย 09/10/68 ปล่อยช้ามาก ที่จริงควรปล่อยลงสตรีมมิ่งต่างๆล่วงหน้าเป็นเดือนด้วยซ้ำ
แล้วดูซีรีย์รักสุดท้ายของลีน่าหมิวออนแอร์ 24/10/68
เพลงหมิวปล่อย 06/10/68
และเพลงของลีน่าปล่อยวันที่14/10/68
เห็นมั๊ยว่าก็สามารถปล่อยล่วงหน้าเป็นเดือนได้ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับการทำงานแบบนี้คะเนี้ย (อ่านต่อข้างล่าง)
ช่อง 3 จะ New Energy หรือ New Enemy?
โมเดลธุรกิจ Gl ตอนนี้ของช่อง 3 มี“หลิงออม” ที่เป็นตัวหลักในการทำกำไรในส่วน Artist Management จาก Fan Meeting และโฆษณา ซึ่งในงบปี 2568 ระบุชัดว่ารายได้ส่วนนี้โตขึ้นมากกว่า 50% มาช่วยพยุงในส่วนรายได้ของโฆษณาที่ลดลง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ “ความต่อเนื่อง” ว่ากันตามตรง ช่อง 3 ยังยึดติดกับความสำเร็จสูตรเดิม ซึ่งขาดความทันสมัยอย่างมากในหลายๆด้าน และยังคงมีการโปรโมททุกสิ่งอย่างเหมือนในสมัยยุคทีวีเฟื่องฟูอยู่แบบนั้น เช่น เดินสายตามรายการข่าว และยังคงไม่เข้าใจการตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายในโซเชียลมากๆ เพราะในปัจจุบันผู้คนนิยมดูรายการตามยูทูปผ่านโทรศัพท์หรือแทปเลต(ไอแพด)มากกว่าเปิดโทรทัศน์ เพราะอย่างงั้นการเงียบ = ตามโลกไม่ทัน เพราะในยุคที่กระแสมาเร็วไปเร็วแต่ช่อง 3 ยังอยู่แต่ในกรอบเดิมๆ
สิ่งที่ตามมาจากการสังเกตุการทำงานของช่องคือ Visual Identity หรืองานกราฟฟิคตกยุคสุดๆ โปสเตอร์งานละครจัดวางองค์ประกอบยังดูเป็นโทนละครสมัยก่อน ซึ่งขาดความ Aesthetic กับความ Visual แน่นอนว่าคนดูรู้สึกว่าหน้าตานักแสดงแบกมาก ดูแล้วรู้สึกว่าไม่มีความร่วมสมัยเลย (ไดคัทไม่เนียนและฟอนท์ไม่เข้ากับเรื่องด้วยค่ะ)
และแน่นอนว่าพอเป็นองค์กรใหญ่การทำงานแต่ละอย่างต้องผ่านการพรูฟจากหลายท่าน สิ่งที่ตามมาในสายตาคนนอกคือ ระบบงานแบบเทอะทะ + การทำงานล่าช้า /ตามเทรนไม่ทัน (เล่นกับกระแสไม่เป็น) พอจะเล่นกับเค้า กระแสก็จางแล้ว แล้วอยากบอกว่าช่อง3บริหารศิลปินแบบสมัยก่อน มองดาราเป็นแค่ “นักแสดง” ซึ่งในปัจจุบันหลายๆค่ายไม่ว่าค่ายเล็กหรือค่ายใหญ่ เค้าปั้นดาราแบบ Idol และข้อดีของการปั้นดาราแบบไอดอลคือ คุณมี Ecosystem ที่สามารถขายสินค้า/ดิจิตัล/อีเว้นเหมือนค่าย DMD,GMM ซึ่งโมเดลนี้มีความยืดหยุนกว่าการทรีตดาราเป็นแค่นักแสดงมากๆ และสามารถเพิ่มรายได้เข้าช่องได้อีก
- รายได้ค่า Ads ลดลง -16.3%
- รายได้ค่าลิขสิทธิ์/Ar + 29.9%
- ได้ค่าขายสินค้า (แท่งไฟ + photo book /ตุ๊กตา +977.6%)
และในฐานะที่ดูงานตึกนี้เข้าปีที่ 3 เรียนกันตามตรง สิ่งที่ช่องควรพัฒนาพอๆกับการพัฒนา Artist Management และทรัพยากรบุคคลแล้ว คือการพัฒนาอาร์ตเวิร์คกับกราฟฟิคให้มีความร่วมสมัยค่ะ และความร่วมสมัยไม่ใช่การเอาสีฉูดฉาดมาใส่และเคลมว่าเอ้อ นี่วัยรุ่นนะ ให้ตายเถอะ วัยรุ่นเจน y หรอคะ ว่าแล้วก็ขอยกตัวอย่างข้างบ้านหน่อย
เจตนาของเราคือ ไม่ได้ต้องการจะลดค่าในสิ่งที่ช่องทำ คือทำดีแล้ว แต่สามารถทำให้ดีได้มากกว่าเดิมอีก พวกเรามาถูกทางแล้วจริงๆ แค่ต้องปรับปรุงและพัฒนาขึ้น ในเมื่อเรามีรายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้น แต่การที่เราจะทำอะไรขายสักอย่างในแง่ของการออกแบบนอกจากเรื่องประโยชน์ใช้สอย เราควรยึด Visual Identity ด้วยนี่นา คือหลายๆอย่าง มี Identity แล้ว แต่ยังขาดความ visual ซึ่งดูแล้วยังขาดภาพจำที่ชัดเจน และรูปแบบของงานยังสื่อสารไม่มากพอ เพราะงั้นมันไม่ใช่แค่การออกแบบให้สวยงาม แต่เป็นการวางกลยุทธ์ผ่านชิ้นงานเพื่อสร้างอิมเมจที่ชัดเจนและสอดคล้องกับตัวตนของศิลปิน ยกตัวอย่างเช่น
1. เอาแอดมินประจำให้หลิงออมสักคนสองคน
นอกจากจะดีกับศิลปินแล้ว ยังดีกับคนทำงานอีกด้วย เพราะงานจะได้ไม่ overload เกินไป และส่งผลต่อคุณภาพและสุขภาพคนทำงานอีกด้วย นี่เห็นแอดมินถือหลายแอคไม่พอ ยังตามไปแฟนมีตไปอีเว้นอีก แล้วตอนนี้ช่องมี gl 4 คู่ ถ้าวันนึงมีงานใหญ่พร้อมกันจะแก้ปัญหานี้ยังไงให้ไม่เกิดการเปรียบเทียจนเกิด fan warคะ? คู่อื่นมีได้แต่คู่เราไม่มีแบบนี้หรอ เราไม่แน่ชัดว่าสวัสดิการที่พนักงานได้รับนั้นเหมาะกับมั๊ย แต่มองในมุมพนักงานบริษัท นี่เป็นการทำงานที่หนักมากเลยนะ บางครั้งแอดมินยังลงงานผิดแอคเลย (เข้าใจได้ว่าเป็นผลจาก human error แต่อินเตอร์แฟนไม่เข้าใจด้วยหรอกค่ะ) แล้วตารางงานดาราทำไมถึงไปลงแอค We3getherคะ? ในเมื่อศิลปินเค้ามีแอค Officialเป็นของตัวเองแล้ว ที่จะบอกคือ แต่ละคู่มีทีมประจำไว้สักคนสองคนประกบไปเลย จะได้ทำเป็นคู่ๆเรื่องๆไป นี่พูดไปก็เป็นผลดีกับบริษัททั้งน้าน สักแต่จะเพิ่มดารา แต่ไม่เพิ่มคนทำงาน บ้ารึเปล่า
2. หาทีมครีเอทีฟ /แอดมินเพิ่ม
คือถ้าไม่มีลูกค้าเข้ารายวัน เปิดตัวพรีเซนเตอร์รายวัน ดาราก็ไม่มีคอนเท้นจากช่องเลยค่ะ 0 มาก ไหนจะแอดมินกับผู้จัดการอีก ควรดูแลแยกเป็นคู่ๆไปด้วยซ้ำ สังเกตจาก Paris Fashion Week คุณบุ๊คไปกับหลิงออม กลับไทยไม่ถึง 3 วันยังไม่ทันหายเจทแลค ก็บินไปกับลีน่าหมิวอีก ไหนจะมีตวันเกิดแทนยะก็ขนไปไทเปกับลีน่าหมิว first ep. ของPlay park ก็ขนมามีตสิงคโปร์กับหลิงออมกันหมด และหลายๆครั้งน้องออมออกงานใหญ่โดยมีคุณแม่เค้ากับทีมช่างหน้าช่างผมตามดูแลด้วยซ้ำ ไหนผู้จัดการจากช่อง? พี่หลิงก็มีแค่พี่แหม่ม จะมาทำงานระบบแฟมมิลี่ + ระบบกลางที่ไม่มีมตราฐาน พอเกิดอุบัติเหตุที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ชาวเน็ตไม่ได้ด่าแค่ศิลปินนะคะ เค้าด่าต้นสังกัดด้วย ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดภาพนี้บ่อยๆเลยจริงๆ
ซึ่งการที่เราลงมาจับ Artist Management แล้ว อยากถามช่องว่ามีแพลนจัดสรรบุคลากรบ้างมั๊ย? ผู้จัดการ/คนดูแลแบบไม่แช์หลายคู่ จัดคิวจัดตารางตามลำดับความสำคัญ คือมีศิลปินเพิ่มแล้ว ก็หาคนทำงานเพิ่มบ้าง คือถ้าคู่นึงมีงานที่ต่างประเทศ อีกคู่นึงมีอีเว้นใหญ่ในไทยหรือแฟนมีต อยากทราบว่า ผู้จัดการ,แอดมินจะแบ่งยังไง? ทั้งๆที่หลิงออมทำงานทำกิจกรรมต่างๆเยอะมากในแต่ละงาน แต่คอนเท้นที่ปล่อยออกมาน้อยเกินกว่า
ที่ควรจะเป็น คิดหรอว่าดังแล้วเลยไม่จำเป็นต้องเปิดการมองเห็นอ่ะ ควรหาทีมมาประกบแต่ละคู่ไปเลย อย่างหลิงออมนี่ก็งานเยอะจนคิดว่ายังไงก็คุ้มค่าที่จะจ้างให้โดยเฉพาะเลยด้วยซ้ำ
และให้ทุกทีมไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่คู่ไหนดังทำน้อย คู่ไหนไม่ดังก็ดันเพิ่มอีก ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสิ นี่ดันเปิดการมองเห็นไม่เท่ากันจนลืมเห็นความรู้สึกแฟนคลับด้วยซ้ำ (จะบอกว่าของหลิงออมก็ไม่ถูกดันตั้งแต่ยังไม่ดังนะคะ แห้งมากจนแฟนคลับปั่นเอนเกจกันเองจนทุกวันนี้หายใจเข้าออกมีแต่คำว่าเอนเกจสร้างได้ด้วยมือเราค่ะ #เคล็ดลับความดัง #สูนคอนเท้น ) ที่พูดนี่ดูภาพรวมหลายงานแล้ว พอแชร์กันปุ๊บกลายเป็นจัดลำดับความสำคัญไม่ได้ ลงงานผิดไปหมด ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวก็เรื่องนึง เรื่องการทำงานก็เรื่องนึง และในส่วนการทำงานยังคงต้องฟีดแบคกันเรื่อยๆตลอด จะให้ปิดหูปิดตานี่ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ
มาตรฐานการทำงาน
1. ควรมีมาตรฐานการทำงานให้ครบทุกคู่
ขอยกตัวอย่างที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ *พูดถึงบริบทการทำงานของช่องค่ะ ((ไม่ได้ด่าศิลปินน้า อย่าบิดพ้อยและเอาศิลปินมารับเลย))
ลีน่า-หมิว ไปแฟชั่นวีคครั้งแรก ออฟฟิเชียลของช่องลงให้ ซึ่งทำถูกแล้วที่ลงให้ มันเป็นสิ่งที่ควรมีกับทุกคู่ แต่ว่ากับหลิงออม
- ไปแฟชั่นวีคครั้งแรก ช่องเงียบ
- ได้ emv ที่ 2 และ ที่ 3 ช่องเงียบ
- ไปแฟชั่นวีคครั้งที่ 2 ช่องเงียบ
- ได้ emv miv ที่ 1 และ ที่ 2 ช่องเงียบ
- ได้ตำแหน่ง BA Dior ช่องเงียบ
- ไปแฟชั่นวีคครั้งที่ 3 ก่อนบินและวันงาน ช่องเงียบ
แต่มาลงหลังจบงานให้ (ส่วนอีกคู่ไปครั้งแรกมีโปสเดี่ยวให้ตั้งแต่ยังไม่บิน)
และในขณะที่สื่ออื่นๆลงข่าวนี้กันทุกเจ้า แต่ต้นสังกัดศิลปินออกมาแค่ 1 ครั้งถ้วน
ตึกนี้ทำงานมีมาตราฐานแค่คู่เดียวหรอเนี้ย (เห็นมั๊ย เกิดการตั้งคำถามจริงว่าทำไมตึกอื่นทำได้แล้วทำไมตึกเตยทำไม่ได้ พอทำได้ก็ทำให้แค่คู่เดียวอีก)
อะเดี๋ยวไม่เชื่อว่าทำงานต่างกัน
ยังไม่รวมเรื่องโปรโมทเพลงช่วงซีรีย์ออนนะ อย่างเพลงของไอร่า มา 1 โพสถ้วน มีแค่รูปเดียว และไม่มีลงยูทูปอีก ทั้งๆที่เรื่องเพียงเธอ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไอดอลนักร้องค่าย Bec กับบอดี้การ์ด อย่างน้อยก็ควรได้รับการโปรโมทบ้าง ถ้าไม่มีแฟนคลับทักท้วงก็คงไม่ปล่อยออกมาหรอก แล้วก็อย่าง
เพียงเธอ ซีรีย์ออน 18/07/68
เพลงMoonlight ปล่อย 14/07/68
เพลงระยะไกลของดวงจันทร์ปล่อย 21/07/68
เพลงยืนหนึ่งปล่อย 09/10/68 ปล่อยช้ามาก ที่จริงควรปล่อยลงสตรีมมิ่งต่างๆล่วงหน้าเป็นเดือนด้วยซ้ำ
แล้วดูซีรีย์รักสุดท้ายของลีน่าหมิวออนแอร์ 24/10/68
เพลงหมิวปล่อย 06/10/68
และเพลงของลีน่าปล่อยวันที่14/10/68
เห็นมั๊ยว่าก็สามารถปล่อยล่วงหน้าเป็นเดือนได้ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับการทำงานแบบนี้คะเนี้ย (อ่านต่อข้างล่าง)