ไม่ยากถ้าอยากเป็น “นักบัญชี”

กระทู้ข่าว
”นักบัญชี“ เป็นอาชีพที่หลาย ๆ คนนึกถึง เมื่อได้รับคำถามว่าอาชีพไหนทำงานแล้วมั่นคง และเป็นอาชีพที่ได้รับความสนใจอันดับต้น ๆ ในทุกยุคทุกสมัย
ในบทความนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์กับคุณนอ รุ่นพี่นักบัญชีประสบการณ์ 20 ปี ปัจจุบันได้เป็นผู้จัดการแผนกบัญชี ให้กับโรงงานแห่งหนึ่ง โดยคุณนอจะมาแชร์เรื่องราวและข้อมูลจำเป็นสำหรับคนที่อยากเป็นนักบัญชี มาแชร์ให้ทุกคนกัน

ทำไมถึงทำอาชีพบัญชี ?
     ในตอนที่เลือกเรียนคิดว่าต้องหาสิ่งที่เรียนไปจบมาทำงานได้ ตอนนั้นเลยเลือกเรียนบัญชี อีกอย่างการเป็นนักบัญชีหางานง่ายและเป็นอาชีพที่มั่นคง

นักบัญชีคืออะไร ทำงานเกี่ยวกับอะไร
     นักบัญชี มีหน้าที่หลักคือการจัดทำงบการเงินของบริษัท โดยเริ่มตั้งแต่การรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เพื่อนำมาบันทึกบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน จากนั้นเมื่อถึงช่วงสิ้นเดือน ต้องตรวจสอบอีกครั้งว่ามีรายการอะไรที่ต้องบันทึกเพิ่มเติมหรือเปล่า เมื่อข้อมูลทั้งหมดครบแล้ว ต้องทำการสรุปและจัดทำงบการเงินของบริษัทในแต่ละเดือน เพราะการทำงบการเงินนี้จะช่วยให้กิจการสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ของบริษัทได้ เช่น มีกำไรหรือขาดทุนเท่าไร ค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน ใช้ในส่วนไหนบ้าง และใช้ประเมินได้ว่ารายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจในอนาคต

อยากเป็นนักบัญชีต้องเรียนจบอะไร ?
     นักบัญชีต้องจบปริญญาตรีจากคณะบริหารและการบัญชี โดยได้รับวุฒิการศึกษา บัญชีบัณฑิต (บช.บ.) แต่ถ้าอยากทำงานด้านบัญชีแต่สำเร็จการศึกษาจากสาขาอื่น สามารถเริ่มได้โดยการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทสาขาบัญชี เพื่อเพิ่มความรู้และคุณสมบัติให้ตรงตามเกณฑ์ของวิชาชีพบัญชี หรืออาจเรียนปริญญาตรีสาขาบัญชีใหม่ หรือเข้ารับการอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้านบัญชีได้ อย่างไรก็ตามหากต้องการเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้ทำบัญชีควรสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด

เป็นนักบัญชีจะเป็นต้องสอบใบประกอบวิชาชีพทุกคนไหม ?
     นักบัญชีไม่จำเป็นต้องสอบใบประกอบวิชาชีพทุกคน หากเรียนจบในสาขาบัญชีและมีวุฒิปริญญา ก็สามารถสมัครทำงานเป็นพนักงานบัญชีตามบริษัททั่วไปได้เลย แต่ในกรณีที่ต้องการทำงานในระดับที่สูงขึ้น เช่น การเป็นผู้ทำบัญชีที่สามารถลงนามรับรองเอกสารทางบัญชีได้ จะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีก่อน เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพ หลังจากขึ้นทะเบียนแล้ว ต้องเข้าอบรมเพื่อเก็บชั่วโมง CPD , CPA ตามที่สภาวิชาชีพกำหนดเพื่อพัฒนาความรู้ต่อเนื่องสำหรับอาชีพนักบัญชี ซึ่งปัจจุบันการเก็บชั่วโมงอบรมก็สะดวกมากขึ้น เพราะสามารถเลือกอบรมเก็บชั่วโมง CPD แบบออนไลน์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ หลักสูตรที่เลือกจะต้องได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพบัญชี

คุณสมบัติหลักที่นักบัญชีต้องมี
- มีความรู้พื้นฐานทางบัญชี เป็นอย่างดีซึ่งเป็นความรู้ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ 
- ต้องมีความละเอียดรอบคอบ ถี่ถ้วน เพราะเรื่องตัวเลขนั้น หากเกิดความผิดพลาดจะทำให้เกิดผลเสียต่อองค์กร 
- ต้องมีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ ไม่เปิดเผยข้อมูลหรือนำไปทำประโยชน์ให้กับตัวเอง 
- ต้องมีจรรยาบรรณที่จะไม่เอาเปรียบผู้อื่น และใส่ใจในรายละเอียด เป็นคุณสมบัติสำคัญในการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล
- จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหลักสูตรบัญชี หรือหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพบัญชี

วิธีการและคุณสมบัติในการเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทำอย่างไร ?
1. จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหลักสูตรบัญชี หรือหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากสภาวิชาชีพบัญชี (ตรวจสอบหลักสูตรที่ผ่านการรับรองได้ทางเว็บไซต์สภาวิชาชีพบัญชี)
2. อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับปริญญาตรีหลักสูตรบัญชี โดยต้องสอบผ่านตามหลักเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
3. ต้องผ่านการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี
4. มีประสบการณ์หรือเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานด้านสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3 ปีแต่ไม่เกิน 5 ปี และมีเวลาฝึกหัดงานรวมกันไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง หรือฝึกอบรมในหลักสูตรประกาศนียบัตรทางการสอบบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี
5. ผ่านการทดสอบ 6 รายวิชา (วิชาละ 500 บาท) ได้แก่ 
    - วิชาการบัญชี 1
    - วิชาการบัญชี 2
    - วิชาการสอบบัญชี 3
    - วิชาการสอบบัญชี 4
    - วิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี 1 
    - วิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี 2
6. ต้องเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพบัญชี
7. ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต่อสภาวิชาชีพบัญชีเพื่อขอรับใบอนุญาต
     สามารถดำเนินการสมัครทางระบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ของสภาวิชาชีพบัญชี นอกจากนี้ยังสามารถดูกำหนดการการทดสอบ ตรวจสอบหลักสูตรที่ผ่านการรับรอง สมัครสมาชิก ตรวจสอบสถานะสมาชิก ตรวจค้นข้อมูลผู้สอบบัญชีได้

 การรักษาสถานภาพของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
1. ชำระค่าบำรุงสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี ปีละ 500 บาท ก่อนหมดอายุสมาชิก
2. ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ปีละ 2,000 บาท ก่อนใบอนุญาตสิ้นผล (เลือกชำระได้ไม่จำกัดจำนวนปี)
3. การยื่นการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพแบบเป็นทางการภายในวันทำการสุดท้ายของปี โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจะต้องเก็บชั่วโมงอบรม (CPD) 40 ชั่วโมงต่อปี และรายงานการอบรมภายในสิ้นปี ซึ่งแบ่งเป็น
- ชั่วโมงอบรม (CPD) ที่เป็นทางการ 20 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับการบัญชีหรือการสอบบัญชีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
- ชั่วโมงอบรม (CPD) ที่ไม่เป็นทางการ 20 ชั่วโมงต่อปี
 การรักษาสถานภาพของผู้ทำบัญชี
1. ต้องชำระค่าบำรุงสมาชิกรายปีกับสภาวิชาชีพบัญชีก่อนหมดอายุ โดยสมาชิกที่สามารถเป็นผู้ทำบัญชีได้มี 2 ประเภท ได้แก่ สมาชิกประเภทสามัญ (ปริญญาตรีการบัญชี) ปีละ 500 บาท และสมาชิกประเภทสมทบ (ปวส. การบัญชี) ปีละ 300 บาท
2. การพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง (CPD) ต้องมีชั่วโมงพัฒนาความรู้อย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อปีปฏิทิน โดยเป็นเนื้อหาบัญชีหรือสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งต้องแจ้งรายชื่อและชั่วโมง CPD ผ่านระบบออนไลน์ของสภาวิชาชีพ
3. ต้องดำเนินการชำระเงินและเก็บชั่วโมงภายใน 31 ธันวาคม และแจ้งข้อมูลภายในวันที่ 30 มกราคมของปีถัดไป

สวัสดิการที่นักบัญชีจะได้รับในการทำงานในบริษัทมีอะไรบ้าง ?
ในส่วนของสวัสดิการนี้ขึ้นอยู่แต่ละบริษัทที่ทำด้วย แต่ส่วนสำหรับของคุณนอเองก็จะมี ดังนี้
1. ชุดยูนิฟอร์ม และรองเท้า safety 
- ช่วงทดลองงาน ได้รับเสื้อ 2 ตัว และรองเท้า safety 1 คู่ 
- หลังจากทำงานครบ 1 ปี ได้รับเสื้อ 2 ตัว และ 1 ตัว โดยใช้หลักการเลขคี่และเลขคู่ (พนักงานที่มีเลขพนักงานตัวสุดท้ายลงท้ายด้วยเลขคี่รับเสื้อยูนิฟอร์ม 2 ตัว และเลขพนักงานตัวสุดท้ายที่ลงท้ายด้วยเลขคู่รับเสื้อยูนิฟอร์ม 1 ตัว) และรับรองเท้าเพิ่ม 1 คู่ต่อปี

2. ค่าอาหาร
- ค่าอาหาร 32 บาทต่อวันทำงาน ซึ่งช่วงการทำงานล่วงเวลา ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป
- พนักงานกะกลางวัน มีข้าว + กับข้าว 2 อย่าง (จะมีอาหารให้เลือก 2 ใน 4 อย่าง) ข้าวเปล่าตักบริการตนเอง และมื้อเย็นเป็นอาหารจานเดียว
- พนักงานกะกลางคืนบริษัทจะจ่ายเป็นเงินค่าข้าวเข้าบัญชี มื้อละ 32 บาท
- มีสวัสดิการเครื่องกดเครื่องดื่มอัตโนมัติ ชา กาแฟ โกโก้
ในกรณีที่ทำงานไม่ครบ 8 ชั่วโมง (08.00-17.00 น., 20.00-05.00 น.) จะไม่ได้รับค่าอาหารในวันดังกล่าว

3. เบี้ยขยัน
- บริษัทจ่ายค่าเบี้ยขยันที่ 1,500 บาท สำหรับพนักงานที่ไม่หยุดงานและไม่มาสายติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ขึ้นไป ทุก ๆ เดือน
บริษัทจะไม่จ่ายค่าเบี้ยขยันในกรณีที่ลางานในทุกกรณี (ยกเว้นลาพักร้อน) และการเข้าทำงานสายตั้งแต่ 1 นาทีเป็นต้นไป ทุกช่วงเวลา

4. ค่าเดินทาง
- บริษัทจ่ายค่าเดินทาง 20 บาทต่อวันทำงาน
ในกรณีมาทำงานไม่ครบ 8 ชั่วโมง (08.00-17.00 น., 20.00-05.00 น.) จะไม่ได้รับค่าเดินทางในวันดังกล่าว และการลางานในทุกกรณี (ยกเว้นลาพักร้อน)

5. สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงาน
- สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลใช้ตามกฎหมายประกันสังคม

6. เงินช่วยเหลือสำหรับการเสียชีวิตของครอบครัวพนักงาน
- บริษัทจะจ่ายค่าช่วยเหลือในกรณีการเสียชีวิตของบิดา มารดา สามี ภรรยา และบุตร ของพนักงานที่ถูกต้องตามกฏหมายเท่านั้น
- บริษัทจะจ่ายค่าช่วยเหลือ ดังนี้ ช่วยเหลือเงินค่าทำศพ 5,000 บาท และพวงหรีด 1 พวง มูลค่า 1,000 บาท 
*หมายเหตุ* พนักงานต้องนำใบมรณบัตรมาแสดง

7. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ *ต้องเป็นสมาชิก*
- สมาชิกจะต้องเป็นพนักงานที่ผ่านการทดลองงานแล้ว (หลังผ่านการทดลองงานสามารถสมัครได้ทันที)
- สมาชิกจะจ่ายสะสมเข้ากองทุน โดยบริษัทเป็นผู้หักนำส่ง อัตราร้อยละ 2 ของค่าจ้าง (เฉพาะค่าแรงหรือเงินเดือนเท่านั้น ไม่รวมค่าโอที และสวัสดิการอื่น ๆ)
- บริษัทจะทำการจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนเท่ากับอัตราของสมาชิกที่นำส่ง คือ อัตราร้อยละ 2
การจ่ายโบนัส
บริษัทจ่ายโบนัส ปีละ 2 ครั้ง (เดือนมิถุนายนและธันวาคม) โดยแบ่งเป็นรอบละ 50% ของโบนัสทั้งปี และจำนวนโบนัสขึ้นอยู่กับอายุงานของพนักงาน
- ไม่ถึง 6 เดือน 500 บาท
- 6 เดือน แต่ไม่ถึง 1 ปี 1,000 บาท
- 1 ปี แต่ไม่ถึง 2 ปี 100% 
- 2 ปี แต่ไม่ถึง 4 ปี 110% 
- 4 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี 130% 
- 6 ปีขึ้นไป 140%

ข้อดี ข้อเสียของนักบัญชี
ข้อดีของนักบัญชี
หางานง่าย เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากงานบัญชีเป็นวิชาชีพเฉพาะและเป็นที่ต้องการในทุกหน่วยงานธุรกิจ งานบัญชีค่อนข้างมีความมั่นคงและมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานสูง ซึ่งเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นตามประสบการณ์ หากรับทำงานอิสระและสามารถจัดการเวลา รวมทั้งมีระดับความสามารถที่ดี จะมีโอกาสเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

ข้อเสียของนักบัญชี
งานบัญชีเป็นงานที่ต้องอยู่กับตัวเลข และมีลักษณะเนื้องานเดิม ๆ ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบหรือมีโอกาสออกไปพบเจอผู้คนดังเช่นงานอื่น ๆ จึงอาจเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย และงานที่เป็นตัวเลขนั้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดสูง เพราะต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเวลาจัดทำงบการเงิน ตัวเลขทุกตัวมีความสำคัญ หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจและอาจส่งผลเสียต่อองค์กรหรือนักบัญชีได้
สุดท้ายนี้ การพัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและกฎระเบียบทางบัญชี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถเติบโตในสายอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง ดังนั้น หากมีความตั้งใจและพยายามอย่างต่อเนื่อง ความฝันในการเป็นนักบัญชีก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่