🌺สื่อญี่ปุ่นจุดประเด็น 'งบประมาณราชวงศ์'
อ้างครอบครัว ‘มกุฎราชกุมาร’ บ่นเงินไม่พอ
ทั้งที่ได้เงินใช้ปีละกว่า 100 ล้านเยน
.
ประเด็น ‘เงินราชวงศ์ญี่ปุ่น’ ถูกหยิบมาถกเถียงในสังคมอีกครั้ง หลังสื่อญี่ปุ่นรายงานอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยว่า ครอบครัวของเจ้าชายฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น มีการพูดถึงในลักษณะว่า ‘เงินไม่พอ’ แม้จะได้รับงบประมาณส่วนพระองค์ในระดับสูง
.
หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ชูคันโจเซไพรม์ ระบุว่า ครอบครัวอากิชิโนะได้รับ ‘เงินราชวงศ์’ ปีละประมาณ 125 ล้านเยน หรือราว 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่สามารถใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ครอบคลุมค่าอาหาร เสื้อผ้า การเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัว
.
รายงานอธิบายว่า เงินส่วนนี้มีลักษณะเป็น ‘เงินติดตัว’ หรือเงินส่วนพระองค์เต็มรูปแบบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลัก เช่น เงินเดือนเจ้าหน้าที่ ค่าใช้จ่ายในพระราชกรณียกิจ และค่าสาธารณูปโภคของที่ประทับ ยังคงใช้งบประมาณของรัฐ
.
ขณะเดียวกัน ชูคันโจเซไพรม์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้สถานะ ‘ครอบครัวรัชทายาท’ จะทำให้ภาระเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ แต่เมื่อพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายจำนวนมากยังสามารถเบิกจากงบประมาณรัฐได้ รวมถึงเงินส่วนพระองค์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว จึงทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดจึงยังมีการพูดถึงสถานการณ์ ‘เงินไม่พอ’
.
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า ครอบครัวอากิชิโนะได้รับสิทธิในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์จาก ‘ฟาร์มหลวง’ ในจังหวัดโทจิงิ ซึ่งผลิตเนื้อสัตว์ นม ไข่ และผักสำหรับใช้ในราชสำนัก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้ในเชิงสถานะยังไม่ใช่ ‘ราชวงศ์ชั้นใน’ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสม
.
การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนพิจารณาปรับเพิ่ม ‘เงินภายในราชสำนัก’ และ ‘เงินราชวงศ์’ ในงบประมาณปี 2026 ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี แต่ท้ายที่สุดถูกยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าต้องคำนึงถึงภาระของประชาชน ท่ามกลางข้อถกเถียงว่า ราชวงศ์ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจริงหรือไม่
.
ทั้งนี้ ครอบครัวอากิชิโนะเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการปรับปรุงที่ประทับอากาซากะในกรุงโตเกียว ซึ่งใช้งบประมาณระดับหลายพันล้านเยน โดยรายงานจากหนังสือพิมอาซาฮี และ ไมนิจิ ชิมบุง ระบุว่า โครงการดังกล่าวมุ่งขยายพื้นที่ใช้งาน และแยกสัดส่วนพื้นที่ส่วนพระองค์ พื้นที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และสำนักงานเจ้าหน้าที่
.
แม้จะมีเหตุผลด้านการใช้งาน แต่การปรับปรุงครั้งนี้ถูกตั้งคำถามถึง ‘ความคุ้มค่า’ และความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ ในช่วงที่สังคมกำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง
.
ขณะที่รายงานของชูคันโจเซไพรม์ อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า ค่าใช้จ่ายรวมของโครงการและสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องอาจสูงเกิน 5,000 ล้านเยน โดยปัจจัยที่ทำให้งบประมาณบานปลาย รวมถึงการที่เจ้าหญิงคาโกะยังคงประทับอยู่ในอาคารแยก และรายละเอียดด้านการตกแต่ง เช่น การเพิ่มงบในห้องโถงใหญ่ และการใช้วัสดุนำเข้าจากต่างประเทศในพื้นที่รับรอง ซึ่งนำไปสู่กระแสวิจารณ์ว่าอาจเป็นการใช้จ่ายที่ ‘ฟุ่มเฟือยเกินไป’
.
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่โครงการกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น เจ้าหญิงคิโกะ พระชายาของมกุฎราชกุมาร เคยแสดงความกังวลว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ประเมินไว้ และพยายามควบคุมงบประมาณให้ต่ำที่สุด
.
ในขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ เจ้าชายอากิชิโนะก็เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐในพิธี ‘ไดโจไซ’ โดยมองว่าอาจไม่เหมาะสมที่จะใช้เงินแผ่นดิน แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะยืนยันว่าเป็นพิธีสาธารณะที่สามารถใช้งบประมาณรัฐได้
.
ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเงินราชวงศ์ ซึ่งอ้างอิงจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ ยังไม่ได้รับการยืนยัน หรือแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการจากราชสำนักญี่ปุ่น.
มกุฏราชกุมารของญี่ปุ่น ติดขัดทางการเงิน ขอให้เพิ่มรายได้
อ้างครอบครัว ‘มกุฎราชกุมาร’ บ่นเงินไม่พอ
ทั้งที่ได้เงินใช้ปีละกว่า 100 ล้านเยน
.
ประเด็น ‘เงินราชวงศ์ญี่ปุ่น’ ถูกหยิบมาถกเถียงในสังคมอีกครั้ง หลังสื่อญี่ปุ่นรายงานอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยว่า ครอบครัวของเจ้าชายฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น มีการพูดถึงในลักษณะว่า ‘เงินไม่พอ’ แม้จะได้รับงบประมาณส่วนพระองค์ในระดับสูง
.
หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ชูคันโจเซไพรม์ ระบุว่า ครอบครัวอากิชิโนะได้รับ ‘เงินราชวงศ์’ ปีละประมาณ 125 ล้านเยน หรือราว 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่สามารถใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ครอบคลุมค่าอาหาร เสื้อผ้า การเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัว
.
รายงานอธิบายว่า เงินส่วนนี้มีลักษณะเป็น ‘เงินติดตัว’ หรือเงินส่วนพระองค์เต็มรูปแบบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลัก เช่น เงินเดือนเจ้าหน้าที่ ค่าใช้จ่ายในพระราชกรณียกิจ และค่าสาธารณูปโภคของที่ประทับ ยังคงใช้งบประมาณของรัฐ
.
ขณะเดียวกัน ชูคันโจเซไพรม์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้สถานะ ‘ครอบครัวรัชทายาท’ จะทำให้ภาระเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ แต่เมื่อพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายจำนวนมากยังสามารถเบิกจากงบประมาณรัฐได้ รวมถึงเงินส่วนพระองค์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว จึงทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดจึงยังมีการพูดถึงสถานการณ์ ‘เงินไม่พอ’
.
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า ครอบครัวอากิชิโนะได้รับสิทธิในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์จาก ‘ฟาร์มหลวง’ ในจังหวัดโทจิงิ ซึ่งผลิตเนื้อสัตว์ นม ไข่ และผักสำหรับใช้ในราชสำนัก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้ในเชิงสถานะยังไม่ใช่ ‘ราชวงศ์ชั้นใน’ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสม
.
การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนพิจารณาปรับเพิ่ม ‘เงินภายในราชสำนัก’ และ ‘เงินราชวงศ์’ ในงบประมาณปี 2026 ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี แต่ท้ายที่สุดถูกยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าต้องคำนึงถึงภาระของประชาชน ท่ามกลางข้อถกเถียงว่า ราชวงศ์ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจริงหรือไม่
.
ทั้งนี้ ครอบครัวอากิชิโนะเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการปรับปรุงที่ประทับอากาซากะในกรุงโตเกียว ซึ่งใช้งบประมาณระดับหลายพันล้านเยน โดยรายงานจากหนังสือพิมอาซาฮี และ ไมนิจิ ชิมบุง ระบุว่า โครงการดังกล่าวมุ่งขยายพื้นที่ใช้งาน และแยกสัดส่วนพื้นที่ส่วนพระองค์ พื้นที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และสำนักงานเจ้าหน้าที่
.
แม้จะมีเหตุผลด้านการใช้งาน แต่การปรับปรุงครั้งนี้ถูกตั้งคำถามถึง ‘ความคุ้มค่า’ และความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ ในช่วงที่สังคมกำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง
.
ขณะที่รายงานของชูคันโจเซไพรม์ อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า ค่าใช้จ่ายรวมของโครงการและสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องอาจสูงเกิน 5,000 ล้านเยน โดยปัจจัยที่ทำให้งบประมาณบานปลาย รวมถึงการที่เจ้าหญิงคาโกะยังคงประทับอยู่ในอาคารแยก และรายละเอียดด้านการตกแต่ง เช่น การเพิ่มงบในห้องโถงใหญ่ และการใช้วัสดุนำเข้าจากต่างประเทศในพื้นที่รับรอง ซึ่งนำไปสู่กระแสวิจารณ์ว่าอาจเป็นการใช้จ่ายที่ ‘ฟุ่มเฟือยเกินไป’
.
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่โครงการกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น เจ้าหญิงคิโกะ พระชายาของมกุฎราชกุมาร เคยแสดงความกังวลว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ประเมินไว้ และพยายามควบคุมงบประมาณให้ต่ำที่สุด
.
ในขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ เจ้าชายอากิชิโนะก็เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐในพิธี ‘ไดโจไซ’ โดยมองว่าอาจไม่เหมาะสมที่จะใช้เงินแผ่นดิน แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะยืนยันว่าเป็นพิธีสาธารณะที่สามารถใช้งบประมาณรัฐได้
.
ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเงินราชวงศ์ ซึ่งอ้างอิงจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ ยังไม่ได้รับการยืนยัน หรือแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการจากราชสำนักญี่ปุ่น.