JJNY : ปชน.จี้เลิก“คิดไป ทำไป”│"เพชร" ชี้บีบคอร้านอาหาร│สุดารัตน์ข้องใจขึ้นราคา ปิดจ๊อบ│อากาศวันนี้ร้อนจัด ทะลุ 41 องศา

กระทู้ข่าว
ปชน. อัดรัฐบาลไร้แผน จี้เลิก “คิดไป ทำไป” ชี้ทำวิกฤตน้ำมันบานปลาย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5651596
.

.
ปชน. จี้ รัฐอย่าดำเนินนโยบายแบบ ‘คิดไป ทำไป’ วิกฤตเกิดเพราะรัฐไม่คิดให้เป็นระบบ ไม่อธิบายให้สังคมเข้าใจ ไม่จริงใจในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
.
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พรรคประชาชน มีความเห็นต่อ 7 มาตรการบรรเทาผลกระทบของ ศบก. ดังนี้
.
1. รัฐบาลควรเตรียมพร้อมมาตรการเยียวยาล่วงหน้า ไม่ใช่คิดไปทำไป
.
สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว แต่รัฐบาลกลับทยอยออกมาตรการเป็นครั้งคราวแบบกระท่อนกระแท่น แสดงถึงการไม่เตรียมความพร้อมด้านนโยบายและการบริหารประเทศยามวิกฤต รัฐบาลควรประเมินสถานการณ์และวางนโยบายที่คำนึงถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ไว้ล่วงหน้า และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคมและความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ
.
2. ต้องอธิบายหลักการบริหารจัดการราคาน้ำมันให้สังคมเข้าใจ
.
หลังสิ้นสุดกรอบเวลา 15 วันของการตรึงราคาน้ำมัน รัฐบาลกลับไม่ได้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าจะใช้แนวทางใดในการบริหารจัดการราคาน้ำมันต่อ เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน จนทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันนี้ จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอีกครั้ง รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนให้ประชาชนเห็นว่าจะใช้หลักการอะไรในการบริหารจัดการราคาน้ำมันต่อจากนี้ จะปล่อยให้ลอยตัวตามราคาตลาดโลกเลยหรือไม่ หรือจะใช้หลักการอุดหนุนแบบขั้นบันได หากใช้แนวทางขั้นบันได มีกรอบตัวเลขแต่ละขั้นอย่างไร เพื่อลดความกังวลของประชาชน
.
ทั้งนี้ ถึงแม้พรรคประชาชนจะเห็นด้วยในการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินมาตรการดังกล่าวว่าอยู่ในอำนาจของรัฐบาลรักษาการหรือไม่ และเร่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการทางภาษีได้โดยสมบูรณ์ ที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงรายได้ของรัฐบาลว่าจะเพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวหรือไม่
.
3. เร่งรัดจัดทำรายละเอียดการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
.
นอกจากการลดราคาน้ำมันในตลาดสำหรับผู้บริโภคทุกคนแล้ว พรรคประชาชนสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้า “ช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า” สำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถโดยสารสาธารณะ โดยรัฐบาลสามารถพิจารณาการใช้งบกลาง ในส่วนของรายการเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่มีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยควรจัดสรรให้ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชนแต่ละกลุ่ม และเร่งรัดจัดทำรายละเอียดว่าจะช่วยเหลือแต่ละกลุ่มอย่างไร
.
4. เหตุใดจึงสอดแทรก คู่สัญญาสัมปทานก่อสร้างภาครัฐ มารับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
.
การมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร หรือกลุ่มขนส่ง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในแง่ของความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่เรื่องที่น่ากังขาคือ เหตุใดรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มผู้รับเหมางานก่อสร้างภาครัฐ” ในระดับเดียวกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบและการชะลอตัวของกำลังซื้อ
.
5. การช่วยเกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวแบบที่ทำมาได้ผลเพียง 0.1%
.
ภาคเกษตรเป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 500,000 ตัน โดยเป็นปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลมักเลือกใช้เป็นธงนำอย่างโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ในทางปฏิบัติพบว่าช่วยเกษตรกรได้ในวงค่อนข้างจำกัด เช่นในปีงบประมาณที่ผ่านมา มีการจำหน่ายปุ๋ยธงเขียวราคาพิเศษจำนวน 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งประเทศ 5.6 ล้านตัน จึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด รัฐบาลควรเข้าไปดูแลราคาทั้งห่วงโซ่ปัจจัยการผลิตของภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต
.

.
"เพชร กรุณพล" ชี้ดีเซลพุ่ง 6 บาท บีบคอร้านอาหารนับแสนรายตายทั้งเป็น
https://www.amarintv.com/news/politic/541848
.
จากกรณีคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดจะปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตรนั้น 
วันที่ 27 มี.ค. 69 นาย กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน สะท้อนวิกฤตน้ำมัน ส่งผลกระทบธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อยว่า คนทำธุรกิจทุกชนิดคงหนีไม่พ้น ลูกค้าหาย ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น สำหรับครอบครัวของตนก็ทำธุรกิจร้านอาหารมาแล้วกว่า 40 ปี ตนก็อยากจะสะท้อนเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบถึงผู้ที่มีส่วนในการรับผิดชอบทุกคนในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งถึง 6 บาทในคืนเดียว จำทำให้ร้านอาหารไทยตกอยู่ในภาวะทางตัน  
.
นาย กรุณพล กล่าวว่า การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังนโยบายตรึงราคาล้มเหลวไม่เป็นท่า กำลังกลายเป็นวิกฤตที่บีบให้ร้านอาหารนับแสนรายต้อง "เลิกขาย" หรือ "แบกหนี้" ทันที รัฐบาลกำลังบีบจมูกผู้ประกอบการรายเล็กค่อยๆตาย
โดยวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงใน 3 ระดับ ดังนี้ ระดับผู้ประกอบการรายย่อย ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรที่เหลือน้อยอยู่แล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปิดกิจการเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนก๊าซหุงต้มและน้ำมันได้  
.
ขณะที่ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง เผชิญกับสภาวะกดดันจากทุกทิศทาง โดยมีต้นทุนคงที่ในระดับสูง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเนื่องจากต้องสำรองเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่วนระดับผู้ประกอบการรายใหญ่ ระบบการขนส่งหยุดชะงัก ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสายการกระจายสินค้า ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน 
.
นาย กรุณพล กล่าวว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้คือความล้มเหลวของการดำเนินนโยบาย การใช้นโยบายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยการตรึงราคาจนทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุนอย่างมหาศาล และตามด้วยการปล่อยลอยตัวราคาอย่างฉับพลัน สะท้อนให้เห็นถึงการขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ การปรับราคาน้ำมันอย่างกะทันหันถือเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การที่ภาครัฐเลือกที่จะฝืนกลไกตลาดจนเกิดความเสียหาย ได้สร้างภาระอันหนักหน่วงให้แก่ผู้ประกอบการที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูธุรกิจ 
.
นาย กรุณพล กล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับภาครัฐ ดังนี้ 1) มาตรการลดภาษีอย่างเร่งด่วน ดำเนินการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตน้ำมันในทันทีและทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 2) การให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง สนับสนุนและอุดหนุนราคาพลังงานให้แก่กลุ่มผู้ผลิตอาหาร เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาอาหารและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 3) การปรับโครงสร้างอย่างทันท่วงที: ยุติการเอื้อประโยชน์แก่นายทุนด้านพลังงาน และหันมาให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน 4) การส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษี ใช้โอกาสนี้จูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง โดยการสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ที่เข้าร่วม และ 5) การปรับลดภาระภาษี เพิ่มสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับการคำนวณภาษี จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 90 เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ 
.
นาย กรุณพล กล่าวถึงข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในการรับมือวิกฤต 1) การบริหารจัดการรายการอาหาร ยกเลิกรายการอาหารที่มีผลกำไรต่ำและมีต้นทุนแฝงสูงในทันที 2) การจัดหาวัตถุดิบในพื้นที่ ลดการพึ่งพาผู้จัดจำหน่ายที่อยู่ห่างไกล และหันมาใช้วัตถุดิบในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง 3) การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน และนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาปรับใช้อย่างจริงจัง 
หากภาครัฐยังคงบริหารงานในลักษณะการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ธุรกิจร้านอาหารทั่วประเทศอาจต้องเผชิญกับภาวะซบเซาอย่างหนัก และความไม่พอใจของประชาชนจะเป็นผลลัพธ์ที่สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้แก่รัฐ
.

.
สุดารัตน์ แนะรบ. ลดภาษีสรรพสามิต ช่วยน้ำมันลด ลิตรละ 10 บ. ข้องใจขึ้นราคา ปิดจ๊อบก๊วนกักตุน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5651650
.
สุดารัตน์ แนะรบ. ลดภาษีสรรพสามิต ช่วยน้ำมันลด ลิตรละ 10 บ. ข้องใจขึ้นราคา ปิดจ๊อบก๊วนกักตุน
.
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อผ่าน เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ดิฉันมีความห่วงใยในความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องเผชิญกับสภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” ที่แสนสาหัส โดยเฉพาะผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันถึง 2 ครั้ง ภายในเวลาเพียง 3 วัน รวมกว่า 8 บาท

แม้ดิฉันจะเข้าใจถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องปรับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงกับต้นทุนจริง แต่มีความกังวลอย่างยิ่งต่อ “วิธีการดำเนินการ” และ “ความโปร่งใส” ในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ ดังนี้
.
1. ทำไมไม่ลดภาษีและค่าการตลาดก่อนผลักภาระให้ประชาชน?
.
ก่อนจะขึ้นราคา เหตุใดรัฐบาลจึงไม่พิจารณางดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดค่าการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วสูงกว่า 10 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระทันที
.
ปัจจุบัน: ประชาชนจะจ่ายค่าน้ำมันถูกลงลิตรละไม่ต่ำกว่า 10 บาททันที
อนาคต: การใช้เงินกองทุนน้ำมันมาอุ้มราคา คือการนำเงินในอนาคตของประชาชนมาใช้ก่อน ทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง ประชาชนก็ยังต้องซื้อน้ำมันแพงเพื่อชดเชยคืนกองทุนฯ
.
2. เหตุใดไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนประกาศขึ้นราคา?
.
น้ำมันที่ขายอยู่ในปัจจุบันคือสต็อกเก่า ต้นทุนเดิม แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ขึ้นราคาถึง 8 บาท เป็นการเปิดช่องให้มีการขูดรีดประชาชนหรือไม่? หากคำนวณจากน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,500 ล้านลิตร คูณด้วยส่วนต่าง 8 บาท จะเป็นเงินสูงถึง 12,000 ล้านบาท ที่เข้ากระเป๋านายทุนบนความทุกข์ยากของประชาชน
.
3. มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะหน้า (Targeted Subsidy) อยู่ที่ไหน?
รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น เกษตรกร, ชาวประมง, SMEs, รถขนส่ง, วินมอเตอร์ไซค์, ไรเดอร์ และแท็กซี่ เช่น การออกคูปองส่วนลดเติมน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำทันที
.
4. การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่?
มีข้อสังเกตถึงกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลขึ้นราคาทันทีจะทำให้ไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ใช่หรือไม่?
.
5. มาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีความชัดเจนอย่างไร?
ในขณะที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง รัฐบาลมีแผนงานที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในการควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าขยับสูงขึ้นเกินความเป็นจริงจนซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน[
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่