จาก Facebook
Jetsadin Thawansakvudhi แชร์ประสบการณ์ตรงในฐานะ “ดีลเลอร์” ที่เจอเคสหนักสุดในชีวิตธุรกิจ จากแบรนด์รถไฟฟ้าอย่าง NETA ในประเทศไทย
โพสต์นี้ไม่ได้มีเจตนาโจมตี แต่เป็น “บทเรียนราคาแพง” ที่อยากให้คนในวงการ และผู้บริโภคได้เห็นอีกมุมหนึ่ง
💣
จุดเริ่มต้นของปัญหา
- บริษัทแม่มีหนี้ค้างกับเรากว่า
200 ล้านบาท
- ถูก “กึ่งบังคับ” ให้รับรถล็อตใหญ่กว่า
1,xxx คัน (มูลค่า 700+ ล้าน) 👉 เพื่อเอามาหักหนี้
แต่หลังจากนั้น…
❌ แบรนด์กลับ “ผิดเงื่อนไข”
❌ มีการ “ถล่มราคา” ในตลาด
📉 ทำให้รถในสต๊อก “ขาดทุนทันทีทุกคัน”
🏢
การลงทุนที่กลายเป็นภาระ
- ลงทุนโชว์รูมหลายร้อยล้าน
- เปิดศูนย์บริการ (บางนา / ระยอง)
- สำรองทั้ง บุคลากร อะไหล่ แบตเตอรี่ รถสำรองให้ลูกค้า
👉 ทั้งหมดเพื่อ “รักษาลูกค้า” ของแบรนด์
⚠️
ปัญหาหนัก: After Sales
สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องขายรถ แต่คือ
- สั่งอะไหล่ → ไม่จ่ายเงิน
- เคลมค่าแรง → ไม่คืน
- เปลี่ยนรถให้ลูกค้า → ไม่เคลียร์เงิน
📌 มีเอกสารครบทุกอย่าง
💸 ความเสียหาย “หลายสิบล้าน”
🧩
สิ่งที่เห็นหลังบ้าน (เชิงโครงสร้าง)
ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งที่เราเจอ เช่น
- เปลี่ยนกรรมการลงนามหลายครั้ง
- โยกทรัพย์ / เปลี่ยนโครงสร้าง
- ยอมแพ้คดี
- ผลักภาระไปที่
👉 ดีลเลอร์
👉 ซัพพลายเออร์
👉 ไฟแนนซ์
👉 ผู้บริโภค
🛠️
แต่เรายัง “รับผิดชอบลูกค้า”
- แม้จะเจอปัญหา เรายังเปิดศูนย์บริการต่อเนื่อง จนถึง ก.พ. 2569
👉 เพื่อดูแลลูกค้าที่ซื้อรถไปแล้ว
📊
สถานะปัจจุบัน
✅ จดทะเบียนรถครบกว่า
6,000 คัน
❗ เหลือ 1 คันที่เอกสารนำเข้ามีปัญหา (ยังแก้ไม่จบ)
🚗
ทางออก: ระบายสต๊อก
- เราตัดสินใจ “ขายขาดทุน” เพื่อไปต่อ
- NETA Vii → 299,000 บาท (จาก 569,000)
- NETA Comfort
📌 รถใหม่
📌 ไม่มีวารันตี
📌 ขายตามสภาพ
🧠
บทเรียนธุรกิจ (สำคัญมาก)
เคสนี้สอนว่า
1. อย่าพึ่งพา “แบรนด์เดียว” มากเกินไป
2. สัญญาต้องรัดกุม และเผื่อ Worst Case
3. Cash Flow สำคัญกว่า Growth
4. After Sales = ระเบิดเวลา ถ้าคุมไม่ได้
🙏
ปิดท้าย
ถึงจะเสียหายระดับหลายร้อยล้าน แต่เรายังเลือก “เดินหน้าต่อ” เพราะธุรกิจมันก็แบบนี้
👉 เสี่ยง เจ็บ แล้วต้องลุกให้ได้
ที่มา
Jetsadin Thawansakvudhi
Case Study ธุรกิจ: เมื่อดีลเลอร์ “โดนทิ้ง” จากแบรนด์รถไฟฟ้า ความเสียหายระดับ 500 ล้าน+
โพสต์นี้ไม่ได้มีเจตนาโจมตี แต่เป็น “บทเรียนราคาแพง” ที่อยากให้คนในวงการ และผู้บริโภคได้เห็นอีกมุมหนึ่ง
💣 จุดเริ่มต้นของปัญหา
- บริษัทแม่มีหนี้ค้างกับเรากว่า 200 ล้านบาท
- ถูก “กึ่งบังคับ” ให้รับรถล็อตใหญ่กว่า 1,xxx คัน (มูลค่า 700+ ล้าน) 👉 เพื่อเอามาหักหนี้
แต่หลังจากนั้น…
❌ แบรนด์กลับ “ผิดเงื่อนไข”
❌ มีการ “ถล่มราคา” ในตลาด
📉 ทำให้รถในสต๊อก “ขาดทุนทันทีทุกคัน”
🏢 การลงทุนที่กลายเป็นภาระ
- ลงทุนโชว์รูมหลายร้อยล้าน
- เปิดศูนย์บริการ (บางนา / ระยอง)
- สำรองทั้ง บุคลากร อะไหล่ แบตเตอรี่ รถสำรองให้ลูกค้า
👉 ทั้งหมดเพื่อ “รักษาลูกค้า” ของแบรนด์
⚠️ ปัญหาหนัก: After Sales
สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องขายรถ แต่คือ
- สั่งอะไหล่ → ไม่จ่ายเงิน
- เคลมค่าแรง → ไม่คืน
- เปลี่ยนรถให้ลูกค้า → ไม่เคลียร์เงิน
📌 มีเอกสารครบทุกอย่าง
💸 ความเสียหาย “หลายสิบล้าน”
🧩 สิ่งที่เห็นหลังบ้าน (เชิงโครงสร้าง)
ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งที่เราเจอ เช่น
- เปลี่ยนกรรมการลงนามหลายครั้ง
- โยกทรัพย์ / เปลี่ยนโครงสร้าง
- ยอมแพ้คดี
- ผลักภาระไปที่
👉 ดีลเลอร์
👉 ซัพพลายเออร์
👉 ไฟแนนซ์
👉 ผู้บริโภค
🛠️ แต่เรายัง “รับผิดชอบลูกค้า”
- แม้จะเจอปัญหา เรายังเปิดศูนย์บริการต่อเนื่อง จนถึง ก.พ. 2569
👉 เพื่อดูแลลูกค้าที่ซื้อรถไปแล้ว
📊 สถานะปัจจุบัน
✅ จดทะเบียนรถครบกว่า 6,000 คัน
❗ เหลือ 1 คันที่เอกสารนำเข้ามีปัญหา (ยังแก้ไม่จบ)
🚗 ทางออก: ระบายสต๊อก
- เราตัดสินใจ “ขายขาดทุน” เพื่อไปต่อ
- NETA Vii → 299,000 บาท (จาก 569,000)
- NETA Comfort
📌 รถใหม่
📌 ไม่มีวารันตี
📌 ขายตามสภาพ
🧠 บทเรียนธุรกิจ (สำคัญมาก)
เคสนี้สอนว่า
1. อย่าพึ่งพา “แบรนด์เดียว” มากเกินไป
2. สัญญาต้องรัดกุม และเผื่อ Worst Case
3. Cash Flow สำคัญกว่า Growth
4. After Sales = ระเบิดเวลา ถ้าคุมไม่ได้
🙏 ปิดท้าย
ถึงจะเสียหายระดับหลายร้อยล้าน แต่เรายังเลือก “เดินหน้าต่อ” เพราะธุรกิจมันก็แบบนี้
👉 เสี่ยง เจ็บ แล้วต้องลุกให้ได้
ที่มา Jetsadin Thawansakvudhi