1. สวิสอัลป์ สวิตเซอร์แลนด์
หากพูดถึงสวรรค์บนดิน ต้องยกให้เทือกเขาอัลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะเมืองอย่าง Zermatt หรือ Grindelwald ที่คุณจะได้เห็นยอดเขาหิมะตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวขจี การนั่งรถไฟไต่เขาขึ้นไปยัง Jungfraujoch (สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป) เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและสวยงามจนลืมหายใจ
2. นครมัจฉุปิกจู เปรู
"เมืองสาบสูญแห่งอินคา" ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ผสมผสานวิศวกรรมโบราณเข้ากับทัศนียภาพของภูเขาได้อย่างน่าทึ่ง การได้ยืนมองวิวป้อมปราการหินท่ามกลางสายหมอกคือความขลังที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
3. ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง ไอซ์แลนด์
ไอซ์แลนด์คือจุดหมายปลายทางของคนที่รักธรรมชาติแบบดิบเถื่อน ตั้งแต่การล่า แสงเหนือ ในฤดูหนาว ไปจนถึงการชมน้ำตกยักษ์อย่าง Skógafoss และการแช่น้ำแร่ใน Blue Lagoon ที่นี่มีภูมิประเทศที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟตลอดสองข้างทาง
4. เกียวโต ญี่ปุ่น
สำหรับสายวัฒนธรรม เกียวโตคือเมืองที่รักษาจิตวิญญาณของญี่ปุ่นไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเสาโทริอิสีแดงนับพันต้นที่ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ หรือความสงบเงียบในวัดน้ำใส Kiyomizu-dera โดยเฉพาะช่วงซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสี เมืองนี้จะกลายเป็นภาพวาดที่มีชีวิตทันที
5. มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ถ้าอยากสัมผัสพลังของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล นิวยอร์กคือคำตอบครับ จากแสงไฟระยิบระยับที่ Times Square การเดินเล่นใน Central Park ไปจนถึงการชมวิวเมืองแบบ 360 องศาบนตึก Summit One Vanderbilt ที่นี่รวบรวมความบันเทิง แฟชั่น และอาหารจากทั่วทุกมุมโลกไว้ในที่เดียว
ทริป เล็กๆ สำหรับการเตรียมตัวเที่ยวรอบโลก
จองล่วงหน้าคือหัวใจ : สถานที่ยอดฮิตหลายแห่งต้องจองคิวล่วงหน้าหลายเดือน โดยเฉพาะตั๋วรถไฟหรือค่าเข้าชมโบราณสถาน
ประกันการเดินทาง : สิ่งสำคัญที่ห้ามลืม เพราะอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยในต่างแดนอาจทำให้งบบานปลายได้ง่ายๆ
แอปพลิเคชันช่วยชีวิต : โหลด Google Maps แอปแปลภาษา และแอปจองรถท้องถิ่นติดเครื่องไว้เสมอ
ปักหมุด 5 แลนด์มาร์คระดับโลก ที่นักเดินทางห้ามพลาด
หากพูดถึงสวรรค์บนดิน ต้องยกให้เทือกเขาอัลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะเมืองอย่าง Zermatt หรือ Grindelwald ที่คุณจะได้เห็นยอดเขาหิมะตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวขจี การนั่งรถไฟไต่เขาขึ้นไปยัง Jungfraujoch (สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป) เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและสวยงามจนลืมหายใจ
2. นครมัจฉุปิกจู เปรู
"เมืองสาบสูญแห่งอินคา" ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ผสมผสานวิศวกรรมโบราณเข้ากับทัศนียภาพของภูเขาได้อย่างน่าทึ่ง การได้ยืนมองวิวป้อมปราการหินท่ามกลางสายหมอกคือความขลังที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
3. ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง ไอซ์แลนด์
ไอซ์แลนด์คือจุดหมายปลายทางของคนที่รักธรรมชาติแบบดิบเถื่อน ตั้งแต่การล่า แสงเหนือ ในฤดูหนาว ไปจนถึงการชมน้ำตกยักษ์อย่าง Skógafoss และการแช่น้ำแร่ใน Blue Lagoon ที่นี่มีภูมิประเทศที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟตลอดสองข้างทาง
4. เกียวโต ญี่ปุ่น
สำหรับสายวัฒนธรรม เกียวโตคือเมืองที่รักษาจิตวิญญาณของญี่ปุ่นไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเสาโทริอิสีแดงนับพันต้นที่ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ หรือความสงบเงียบในวัดน้ำใส Kiyomizu-dera โดยเฉพาะช่วงซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสี เมืองนี้จะกลายเป็นภาพวาดที่มีชีวิตทันที
5. มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ถ้าอยากสัมผัสพลังของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล นิวยอร์กคือคำตอบครับ จากแสงไฟระยิบระยับที่ Times Square การเดินเล่นใน Central Park ไปจนถึงการชมวิวเมืองแบบ 360 องศาบนตึก Summit One Vanderbilt ที่นี่รวบรวมความบันเทิง แฟชั่น และอาหารจากทั่วทุกมุมโลกไว้ในที่เดียว
ทริป เล็กๆ สำหรับการเตรียมตัวเที่ยวรอบโลก
จองล่วงหน้าคือหัวใจ : สถานที่ยอดฮิตหลายแห่งต้องจองคิวล่วงหน้าหลายเดือน โดยเฉพาะตั๋วรถไฟหรือค่าเข้าชมโบราณสถาน
ประกันการเดินทาง : สิ่งสำคัญที่ห้ามลืม เพราะอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยในต่างแดนอาจทำให้งบบานปลายได้ง่ายๆ
แอปพลิเคชันช่วยชีวิต : โหลด Google Maps แอปแปลภาษา และแอปจองรถท้องถิ่นติดเครื่องไว้เสมอ