ทำไมคนบางกลุ่มบางพวกตีความสักกายทิฏฐิคือปล่อยวางกายไม่ยึดกายเป็นเราทั้งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ยึดกายใจขันธ์5เป็นเรา

กระทู้คำถาม
ทำไมมีบางคนบางกลุ่มไปตีความว่าสังโยชน์ที่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามีต้องละเช่นสักกายทิฏฐิเป็นไม่ยึดกายนี้เป็นเราทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่าไม่ยึดรูปนามคือขันธ์5ทุกข้อคือกายใจเป็นเราตีความว่าต้องละกายวางกายให้ได้พิจารณากายก่อนจนปล่อยวางกายค่อยปล่อยวางจิตทั้งๆที่สักกายทิฏฐิคือไม่ยึดกายใจคือครบทุกองค์ขของขันธ์5เป็นตัวเรากามราคะคือพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงไม่ใช่พอใจในการเสพเมถุนหรือเรื่องเพศจนไปโยงว่าต้องปล่อยวางกายก่อนเปพระอนาฃาคามีค่อยปล่อยวางใจแบบนี้มันจะบรรลุได้จริงไหมครับ

ตามนี้ครับหลักฐานจะเห็นได้ชัดว่าสักกายทิฏฐิคือต้องไม่ยึดในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณคือกายใจไม่ใช่กายอย่างเดียว
กามราคะ
ภาษาอื่น
กามราคะ (อ่านว่า กามะ-, กามมะ- ) แปลว่า ความกำหนัดในกาม, ความใคร่ในกาม, ความกำหนัดยินดีด้วยอำนาจกาม ใช้ว่า กามราค (กามะราก) ก็มี
กามราคะ หมายถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเรียกว่ากามคุณ จนหลงใหลไม่ปล่อยวางง่าย และหมายถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในกามคุณเช่นนั้นด้วยอำนาจกิเลสกาม มีกิเลสกามเป็นเหตุให้ทำ นำให้มีความยินดีเพลิดเพลิน เช่น ยินดีเพลิดเพลินในรูปและเสียงด้วยความอยาก

. สักกายทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งสักกายทิฏฐิ
          [๓๕๖] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่
เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดมีสักกายทิฏฐิ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ
          พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีสักกายทิฏฐิ.
เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ
เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีสักกายทิฏฐิ.
          [๓๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่
เที่ยง?
          ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
          พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
          ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
          พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีสักกายทิฏฐิ
เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ?
          ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า.
          พ. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
          ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
          พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
          ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
          พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีสักกายทิฏฐิ
เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ?
          ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า.
          พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ
เป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ สูตรที่ ๖
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่