Port Salalah



คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


ท่าเรือซาลาลาห์ (Salalah) ในประเทศโอมาน ไม่ได้เป็นแค่ท่าเรือธรรมดาครับ แต่ถือเป็น "Super Hub" ระดับโลก และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) เลยทีเดียว
นี่คือข้อมูลเจาะลึกสถานะของท่าเรือแห่งนี้ และความเชื่อมโยงกับมหาอำนาจอย่างจีนและอินเดียครับ:

1. สถานะ Hub ระดับโลก (Global Hub Status)
* อันดับโลก: ในปี 2024-2025 ท่าเรือซาลาลาห์ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ท่าเรือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอันดับ 2 ของโลก (รองจากท่าเรือหยางซานของจีน) ตามดัชนี CPPI ของธนาคารโลก
* จุดยุทธศาสตร์: ที่นี่เป็นจุดพักเรือหลักที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือ "East-West" (เอเชีย-ยุโรป) โดยเรือไม่จำเป็นต้องเลี้ยวเข้าอ่าวเปอร์เซีย (ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ) ทำให้ประหยัดเวลาและค่าเชื้อเพลิงมหาศาล
* ขีดความสามารถ: หลังจากขยายท่าเรือเสร็จในปี 2025 ปัจจุบันซาลาลาห์สามารถรองรับตู้สินค้าได้ถึง 6 - 6.5 ล้าน TEU ต่อปี


2. สัดส่วนการใช้บริการของ "จีน" และ "อินเดีย"
สถิติล่าสุด (คาดการณ์ปี 2025-2026) แสดงให้เห็นว่าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับจีนและอินเดียคือ "หัวใจหลัก" ของที่นี่:
* สินค้าจากจีน (รวมบริษัทที่ขนให้จีน):
   * สัดส่วน: ประมาณ 30-40% ของตู้สินค้าทั้งหมดที่ผ่านซาลาลาห์ มีต้นทางหรือปลายทางที่ "จีน"
   * Gemini Cooperation (Maersk & Hapag-Lloyd): พันธมิตรคู่นี้ใช้ซาลาลาห์เป็น "ฮับหลัก" (Joint Hub) ในการกระจายสินค้าจากจีนไปยุโรปและแอฟริกา ซึ่ง Maersk มีสัดส่วนการเดินเรือในเส้นทางนี้สูงมาก
   * COSCO (ยักษ์ใหญ่จีน): แม้ COSCO จะมีท่าเรือของตัวเองในหลายที่ (เช่น พีเรอุส ในกรีซ หรืออาบูดาบี) แต่ยังคงใช้ซาลาลาห์เป็นจุดถ่ายลำสินค้า (Transshipment) สำคัญสำหรับเส้นทางที่ต้องการเลี่ยงความไม่สงบในทะเลแดง
* สินค้าจากอินเดีย:
   * สัดส่วน: ประมาณ 15-20% ของปริมาณงานทั้งหมด
   * สินค้าเทกอง (General Cargo): ในปี 2025 ซาลาลาห์ทำสถิติขนส่งสินค้าทั่วไป (ยิปซัมและหินปูน) สูงถึง 26.4 ล้านตัน โดย "อินเดีย" เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่นำเข้าแร่ธาตุเหล่านี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง


3. ใครเป็นเจ้าของและใครคุม?
* ผู้ถือหุ้นใหญ่: APM Terminals (ในเครือ Maersk ของเดนมาร์ก) ถือหุ้นอยู่ 30% ร่วมกับรัฐบาลโอมาน
* นี่คือเหตุผลว่าทำไม Maersk ถึงผลักดันให้ซาลาลาห์เป็น Hub หลักของโลก เพราะเขามีสิทธิ์ในการบริหารจัดการเองเกือบทั้งหมด
สรุปตัวเลข % การใช้งานโดยประมาณ (ปี 2026)


| กลุ่มผู้ใช้บริการ | สัดส่วนการใช้งาน (%) | ประเภทสินค้าหลัก |
|---|---|---|
| สินค้าจีน / พันธมิตร Gemini | ~45% | คอนเทนเนอร์ (อิเล็กทรอนิกส์, รถยนต์, สินค้าอุปโภค) |
| อินเดีย และเอเชียใต้ | ~25% | แร่ธาตุ, วัสดุก่อสร้าง, สินค้าเกษตร |
| ยุโรป และแอฟริกา | ~20% | สินค้าส่งออก-นำเข้าจากภูมิภาคใกล้เคียง |
| อื่นๆ (รวมในตะวันออกกลาง) | ~10% | สินค้าทั่วไป |
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุระเบิดที่ซาลาลาห์ในเดือนมีนาคม 2026 "จีน" จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในเชิงปริมาณสินค้า เพราะสินค้าจากเซี่ยงไฮ้หรือหนิงโปที่จะไปยุโรปกว่าเกือบครึ่งที่ผ่านเส้นทางนี้ต้องหยุดชะงักทันทีครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่