หมูสะเต๊ะในไทย มาจากไหน มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

กระทู้สนทนา


สะเต๊ะในไทย มีหลักฐานในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ ประพาสชวา ได้โปรดเกล้าฯ ให้ว่าจ้างชาวชวาผู้หนึ่งที่มีฝีมือในการเพาะเลี้ยงตัดแต่งต้นไม้มาเป็นคนสวนประจำพระบรมมหาราชวัง

ปรากฏว่าสตรีที่ติดตามครอบครัวคนสวนมาในครั้งนั้นมีฝีมือในการทำอาหาร จึงมีโอกาสทำเนื้อสะเต๊ะและก๋วยเตี๋ยวแกงขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันในพระนคร เมนูสะเต๊ะจึงเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้นตามลำดับตั้งแต่นั้น

ปัจจุบัน ถือได้ว่าทั้ง “หมูสะเต๊ะ” และ “ไก่สะเต๊ะ” เป็นอาหารไทยริมทางที่มีเอกลักษณ์และโด่งดังระดับโลก เพราะมักถูกนำเสนอให้เป็นอาหาร “เรียกน้ำย่อย” ประจำร้านอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศ



สะเต๊ะไม่ได้มีแค่หมู แต่ยังมีเนื้อสะเต๊ะ ไก่สะเต๊ะ แกะสะเต๊ะ ฯลฯ เชื่อว่าเมนูที่เรียกว่า “สะเต๊ะ” เป็นอาหารที่มีกำเนิดในโลกมุสลิม ในหมู่ชาวตะวันออกกลาง ก่อนเผยแพร่เข้ามาในไทยโดยผู้คนจากหมู่เกาะในอินโดนีเซีย

แต่เดิมสะเต๊ะมีลักษณะคล้ายเคบับ (kabab) ของชาวเติร์กหรือตุรกี และทำจากเนื้อวัวหรือเนื้อไก่ ต่อมาชนกลุ่มอื่นที่บริโภคหมู โดยเฉพาะชาวจีนได้ดัดแปลงมาใช้เนื้อหมู

เชื่อกันว่า สะเต๊ะ (satay) ที่เป็นเนื้อเสียบไม้มีกำเนิดในเกาะชวา ซึ่งเรียกว่า “ซาเต” (sate) ในภาษาบาฮาซา ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วหมู่เกาะรอบ ๆ คาบสมุทรมลายู

จากนั้น สะเต๊ะจึงเป็นที่รู้จักของผู้คนชาวมลายู บรูไน สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ว่า “ซาไต” (satai) ส่วนชาวฟิลิปปินส์เรียก “ซัตตี” (satti) ซึ่งทั้ง 2 คำมีความหมายเดียวกัน คือ “เนื้อ 3 ชิ้น” (ใน 1 ไม้)

ทั้งซาเต (ชวา) และซาไต (มลายู) นั้นค่อนข้างชัดเจนว่าล้วนมีรากคำจากภาษาทมิฬในอินเดียใต้

ที่มา
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่