แปลก​ดีเป็น​ศิษย์​พระ​พุทธเจ้า​แต่​ไม่​รู้จัก​เห็น​หน้า​พระพุทธ​เจ้า​

~ปุกกุสาติไม่รู้ว่าตัวเองกำลังนั่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า~

[ณ แคว้นมคธ นครราชคฤห์ พระพุทธเจ้าขอเข้าพักในโรงหม้อของนายช่างปั้นหม้อชื่อภัคควะ นายช่างตอบว่าไม่ขัดข้องแต่ตอนนี้มีนักบวชรูปหนึ่ง (ชื่อปุกกุสาติ) เข้าไปพักอยู่ก่อนแล้ว ถ้าท่านนั้นอนุญาตก็เชิญพักได้ตามสบาย เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าไปที่พักก็กล่าวกับนักบวชรูปนั้นว่า]
พ:  ภิกษุ ถ้าเธอไม่หนักใจ เราจะขอพักที่นี่ด้วยหนึ่งคืน
ป:  ท่านผู้อาวุโส  ที่นี่กว้างขวางอยู่ เชิญท่านพักตามสบายเถิด

[หลังจากที่ทั้งสองได้นั่งสมาธิเงียบ ๆ เป็นเวลานานถึงกลางดึก พระพุทธเจ้าก็คิดว่านักบวชรูปนี้ดูน่าชื่นชมจึงเริ่มชวนคุย]
พ:  ใครเป็นครูของเธอ เธอชอบธรรมของใคร?  
ป:  มีสมณะที่ออกบวชจากตระกูลศากยะ เป็นที่เลื่องลือว่าท่านเป็นผู้หมดกิเลสพ้นทุกข์ รู้แจ้งได้ด้วยตัวเอง พระรูปนั้นคือครูของผม ผมยอมรับธรรมของท่าน
พ:  ตอนนี้สมณะรูปนั้นอยู่ที่ไหน?
ป:  อยู่ทางตอนเหนือที่สาวัตถี
พ:  เธอเคยเห็นไหม? ถ้าเห็นแล้วจะรู้จักไหม?
ป:  ผมไม่เคยเห็น ถึงเห็นก็ไม่รู้จัก

[พระพุทธเจ้านึกในใจว่าคนคนนี้ตั้งใจบวชเพราะเรา เราควรสอนธรรมเขา]
พ:  เราจักแสดงธรรมแก่เธอ ท่านจงตั้งใจฟัง
ป:  ดีแล้วท่านผู้อาวุโส
พ:  ภิกษุ คนเรานี้มี 6 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาส (ที่ว่างในตัว) และการรับรู้ (วิญญาณ)
     ธาตุดิน คือ สิ่งที่แข็งหยาบซึ่งธาตุรู้กำกับอยู่ (มีวิญญาณครอง) เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ หัวใจ ปอด
     ธาตุน้ำ คือ สิ่งที่เอิบอาบซึมซาบซึ่งธาตุรู้กำกับอยู่ เช่น เลือด เหงื่อ น้ำตา น้ำมูก น้ำลาย น้ำเหลือง ไขข้อ
     ธาตุไฟ คือ สิ่งที่อบอุ่นรุ่มร้อนซึ่งธาตุรู้กำกับอยู่ ทำให้กายอุ่น ทรุดโทรม หรือกระวนกระวายได้
     ธาตุลม คือ สิ่งที่พัดผันเคลื่อนไปซึ่งธาตุรู้กำกับอยู่ เช่น ลมในตัวที่แล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจเข้าออก
     ธาตุอากาส คือ สิ่งที่ว่างปรุโปร่งซึ่งธาตุรู้กำกับอยู่ เช่น ช่องหู ช่องปาก ช่องจมูก ที่ขับถ่าย

     พึงเห็นธาตุทั้งหลายเหล่านี้ด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่านั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ได้เป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีตัวตน (มีแต่เหตุปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกันขึ้นมาเป็นสิ่งที่เราสมมติว่าเป็นตัวตนของเรา) เมื่อเห็นทั้งหมดนี้ด้วยปัญญาตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะเบื่อหน่ายและคลายความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้งห้านี้

     ต่อจากนั้น สิ่งที่จะเหลืออยู่ก็คือธาตุรู้ (วิญญาณ) อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง บุคคลย่อมรับรู้อะไร ๆ ได้ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ คือรู้ว่าสุขบ้างทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง เพราะอาศัยการกระทบสัมผัสผ่านทั้งหกช่องทางนั้นที่นำมาซึ่งความสุขจึงเกิดความรู้สึกสุข เมื่อสุขก็รู้ว่าสุขอยู่ เพราะอาศัยการกระทบสัมผัสผ่านทั้งหกช่องทางนั้นที่นำมาซึ่งความทุกข์จึงเกิดความรู้สึกทุกข์ เมื่อทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์อยู่ เพราะอาศัยการกระทบสัมผัสผ่านทั้งหกช่องทางนั้นที่นำมาซึ่งความไม่สุขไม่ทุกข์จึงเกิดความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์อยู่ และเมื่อการกระทบสัมผัสเหล่านั้นหายไป ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นก็ดับไป ภิกษุ เปรียบเหมือนไม้สองท่อนเสียดสีกันจึงเกิดความร้อนเกิดไฟลุกขึ้น เมื่อแยกไม้ทั้งสองนั้นออกจากกัน ความร้อนก็ดับไป  

     ต่อจากนั้นจะเหลือแต่ใจที่วางเฉย (อุเบกขา) เป็นใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง อ่อนตัวต่อการใช้งาน เปรียบเหมือนช่างทองที่ติดเตาคีบทองใส่เบ้าหลอม พรมน้ำใส่แล้วสังเกตดูไปเป็นระยะ ๆ ทองนั้นจะหมดฝ้าเป็นเนื้ออ่อนผ่องแผ้ว เอาไปทำเครื่องประดับชนิดใดก็ได้ บุคคลนั้นจะน้อมใจที่วางเฉยอันบริสุทธิ์นี้ให้เข้าสู่ภาวะที่จิตสงบนิ่ง ละเอียด ตั้งมั่นเป็นสมาธิจดจ่ออยู่กับอากาศที่ว่างโล่งอันไม่มีขอบเขต (อากาสานัญจายตนฌาน) จดจ่ออยู่กับสภาวะที่ทำหน้าที่รับรู้หรือธาตุรู้ (วิญญาณัญจายตนฌาน) จดจ่ออยู่กับสภาวะอันว่างเปล่าจากสิ่งทั้งปวงหรือความไม่มีอะไรเลย (อากิญจัญญายตนฌาน) หรือจดจ่ออยู่กับความทรงจำที่บางเบามากจนจะว่ายังมีความทรงจำอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีความทรงจำแล้วก็ไม่ใช่ (เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน) โดยเมื่ออยู่ในภาวะดังกล่าวแล้วรู้ชัดว่าจิตเองก็เป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยต่าง ๆ ปรุงแต่งไป เมื่อนั้นบุคคลนั้นจะไม่ยึดมั่นในสิ่งใด

     ถ้ากำลังรู้สึกสุขก็รู้อยู่ว่าความรู้สึกสุขนั้นไม่เที่ยง ไม่ยึดติดกับความรู้สึกสุขนั้น จะรู้สึกทุกข์หรือจะไม่สุขไม่ทุกข์ก็เช่นเดียวกัน ข้ามพ้นความอยากที่ข้องอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ในโลกเสียได้แล้ว สิ่งที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีสิ่งใดอื่นที่ควรทำอีกแล้ว รู้ชัดว่าไม่มีการเกิดอีกแล้ว เปรียบเหมือนโคมไฟน้ำมันที่อาศัยไส้และน้ำมันจึงลุกโพลงอยู่ได้ เมื่อไม่เติมไส้และน้ำมัน ไฟนั้นย่อมดับไปเพราะหมดเชื้อ หมดที่ตั้งของความทุกข์ทั้งปวง สงบจากการติดใจไขว่คว้า (ราคะ) โกรธเคืองผลักไส (โทสะ) และเผลอหลงไม่ระลึกรู้ตัว (โมหะ)

      ภิกษุจะได้ชื่อว่าเป็นผู้สงบแล้วก็เพราะหมดกิเลสความถือตนทั้งหมด และเพราะสงบแล้วจึงไม่เกิดอีก เมื่อไม่มีเหตุให้เกิดแล้วจะแก่ได้อย่างไร เมื่อไม่แก่แล้วจะตายได้อย่างไร

[ถึงตอนนี้ ปุกกุสาติรู้ตัวแล้วว่ากำลังฟังพระพุทธเจ้าอยู่ จึงลุกขึ้นมากราบเท้าพระพุทธเจ้าแล้วกล่าวว่า]
ป:  ภันเต ขอท่านได้โปรดให้อภัยแก่ผมผู้โง่เขลาที่เรียกท่านว่าผู้อาวุโสโดยที่ไม่รู้เลยว่าท่านคือพระพุทธเจ้า
พ:  เราให้อภัย การที่เธอเห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้องและได้ขอโทษแล้ว นับว่าเป็นความเจริญ
ป:  ภันเต ขอให้ผมได้บวชในสำนักของท่านด้วยเถิด
พ:  เธอมีบาตรและจีวรครบแล้วหรือ?
ป:  ยังไม่ครบท่าน
พ:  ถ้างั้นก็ยังบวชไม่ได้

[ปุกกุสาติจึงออกไปหาบาตรจีวร แต่ในระหว่างนั้นเองก็ถูกแม่โคฆ่าตาย ภิกษุที่ทราบข่าวจึงถามพระพุทธเจ้าว่า ปุกกุสาติจะไปเกิดที่ไหน]
พ:  ปุกกุสาติเข้าใจธรรมตามสมควร จะไปเกิดเป็นเทพเพราะหมดกิเลสเบื้องต่ำ 5 ข้อที่ผูกรัด (สิ้นสัญโญชน์เบื้องต่ำ 5 ข้อ)  จะดับกิเลสได้หมดในโลกนั้น ไม่กลับมาเกิดอีก
___________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 23 (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ธาตุวิภังคสูตร ข้อ 673), 2559, น.312-325
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่