วิดกระยาสาร์ทของ : Project Hail Mary



เกริ่นนำ Project Hail Mary เป็นหนังไซไฟของ Andy Weir นักเขียนนิยายผู้โด่งดังจากเรื่อง The Martian ซึ่งสำหรับ Project Hail Mary ที่มีกำหนดฉายในปี 2026 นี้ จะมีความเว่อร์วังภายใต้ความบ้าคลั่งทางวิดกระยาสาร์ท ขนาดต้องถามว่าคนเขียนเมากาวขนาดไหนถึงจะคิดคอนเซปต์โม้เหม็นทางวิทยาศาสตร์ได้สมจริงสมจังขนาดนี้ ถ้าจะมีใครทุ่มเทวิจัยขนาดคนแต่งนิยายวิทยาศาสตร์แบบนี้ก็คงได้โนเบลไปแล้ว บทความนี้ผมเขียนไว้ใน facebook ตั้งแต่กลางปี 2025 โดยอิงจากนิยาย ดังนั้นบทความอาจมีความต่างจากหนังได้พอควร


เรื่อง Project Hail Mary เป็นเรื่องของครูฟิสิกส์ ม.ปลาย ที่จบ ป.เอกทางชีวะอวกาศ ซึ่งจับพลัดจับผลูถูกยัดขึ้นเรือ โกอิ้ง เอ๊ย จรวด "เฮล แมรี่" เพื่อไปแก้ปัญหาที่ดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์ของเราเกิดการหรี่แสงเพราะโดนสิ่งมีชีวิตอวกาศ Astrophage (Astro = ดวงดาว, Phage = กิน) ซึ่งเป็นสิ่งคล้ายเซลล์เดียว มาสร้างโคโลนีอยู่ที่วงโคจรดาวศุกร์เป็นวงแหวนบดบังแสงอาทิตย์ จนโลกจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งและสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ภายในไม่ถึงร้อยปี
ในหมู่ดาวใกล้ๆกับดวงอาทิตย์ของเรานี้ จะมีเพียง Tau Ceti เท่านั้นที่ไม่เกิดการหรี่แสง ดังนั้นมนุษย์จึงส่งยานอวกาศออกไปเพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใด Astrophage จึงไม่สามารถก่อคราสที่ Tau Ceti ได้



ขนาดของการบดบังแสงอาทิตย์ของ Astrophage ต้องมากแค่ไหนจึงจะทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งได้

Astrophage เป็นสิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์พลังงานจากดวงอาทิตย์โดยดูดซับ นิวตริโน และสร้าง Pair Production เพื่อเปลี่ยนพลังงานเป็นมวลในระดับอุณหภูมิต่ำ (ข้อนี้จะพูดละเอียดในตอนถัดไป)

มันใช้ ดาวศุกร์เป็นแหล่งคาร์บอนและออกซิเจน ในการสร้างร่างกาย และเคลื่อนที่ด้วยการแปลงมวลเป็นพลังงานแบบ Photon Thruster ในเชิงสถาปัตยกรรมของการบังแสง เราจะจินตนาการ Astrophage ว่าแพร่กระจายเป็นโคโลนีรูปแบบคล้าย เชื้อราไมซีเลียม อยู่รอบวงโคจรดาวศุกร์ ซึ่งหากมันเคลื่อนห่างออกไปมากก็จะหลุดจากระบบขนส่งธาตุที่ใช้เติบโต ทำให้ความหนาของวงแหวนที่มันสร้างขึ้นจึงต้องอยู่ในขอบเขตที่สามารถบังแสงได้โดยยังคงขนส่งมวลได้ต่อเนื่อง

ถ้ามันหนาเท่าดาวศุกร์ โลกจะเย็นลงแค่ไหน?

ถ้าเราสมมุติ มุมบังแสงของ Astrophage ขนาดเท่าดาวศุกร์ ณ ตำแหน่งวงโคจรของดาวศุกร์ จากพื้นที่มุมลำแสงที่ถูกบัง การลดลงของ Solar Irradiance ที่โลกได้รับ ขนาดของคราสหนาเท่าดาวศุกร์ จะลด irradiance ที่พื้นโลกได้ราว ๆ 0.19 W/m² ซึ่งแปลงเป็นอุณหภูมิโดยตรงได้ประมาณ -0.05 °C

และเมื่อใส่การปรับโดยโมเดลเรือนกระจก (GHG model) ที่มี CO2 ราว 400 ppm และไอน้ำ 4000 ppm จะพบว่าการลดลงจริงของอุณหภูมิผิวโลกอยู่ที่เพียง -0.02 °C เท่านั้น แปลว่าขนาดของคราสหนาเท่าดาวศุกร์นี่ไม่พอแน่

แล้วถ้าจะให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ต้องหนาขนาดไหน?

เรามากำหนดเป้าหมายอุณหภูมิที่ลดลง 4-5 °C ซึ่งเพียงพอให้ เกิดหิมะตกถาวรที่ละติจูดกลาง เร่งวงจรน้ำแข็ง-สะท้อนแสง (ice-albedo feedback) และดึงคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ (carbonate weathering)

จากการคำนวณแบบย้อนกลับ โดยดูว่าโลกต้องอยู่ห่างดวงอาทิตย์เท่าใดจึงจะลด irradiance ได้พอเพียง พบว่า การจะลดอุณหภูมิได้ ~4.12 °C เราต้องลด irradiance ราว 77 W/m² หรือ เทียบเท่ากับ การบังแสง ~1.17% ถึง ~2.93%

เมื่อเทียบกับการบังแสงของ Astrophage ที่มีขนาดเท่าดาวศุกร์ (บังได้ 0.01447%) เราจะอนุมานได้ว่า ขนาด Astrophage จะต้องมีวงแหวนกว้างเป็น
9.0 - 14.2 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางดาวศุกร์ เพื่อให้ได้ผลกระทบระดับน้ำแข็งปกคลุมโลก

วงแหวนของ Astrophage ขนาดนั้นจะสามารถดูดกลืนพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 1.2% - 3.0% ของกำลังแผ่รังสีทั้งหมด แม้จะไม่ถึงขั้น Dyson Sphere เต็มรูปแบบ แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็น Dyson Ring แบบชีวภาพที่ขยายตัวได้เอง โดยไม่ต้องการเทคโนโลยีใด ๆ จากอารยธรรมชั้นสูง
สิ่งมีชีวิตอย่าง Astrophage หากแพร่กระจายไปยังระบบดาวอื่น อาจทำให้กาแลคซี่นี้กลายเป็นกาแลคซี่ร้าง โดยทุกดาวเคราะห์ในเขต Goldilocks ถูกบดบังแสงจนสูญเสียเงื่อนไขแห่งชีวิต

Spin Drive กับจรวดโฟตอนชีวภาพที่เกือบเวิร์ก


Tau Ceti เป็นระบบสุริยะที่ใกล้โลกที่สุดที่ไม่โดน Astrophage เข้าไปครอบจนหรี่แสงและเป็นเป้าหมายของยาน Hail Mary ที่จะไปสำรวจเพื่อหาคำตอบวิธีการแก้ไขปัญหา Astrophage ก่อคราสบังสุริยะจนโลกจะจบลงในยุคน้ำแข็งนิรันดร์ ระบบสุริยะ Tau Ceti นี้ห่างจากโลกไปถึง 11.9 ปีแสง ห่างไกลเกินกว่าที่อวกาศยานใดๆที่มนุษย์เคยสร้างมาจะสามารถไปถึงและส่งสารกลับได้ในช่วงเวลา 100 ปี อย่างไรก็ตาม นับเป็นโชคดีที่มนุษย์ได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์จาก Astrophage มาใช้เป็นเชื้อเพลิง บทความส่วนที่ 2 นี้จะเป็นเรื่องทางเทคนิคของการใช้พลังงานจาก กลไกการกินดาวของ Astrophage และการเดินทางไป Tau Ceti ด้วย Spin drive


Spindrive ทำงานยังไง?

Astrophage คือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่สามารถสะสมพลังงานจากแสงและนิวตริโนของดวงอาทิตย์ได้ในระดับที่ไม่น่าเชื่อ แล้วเอามาใช้สร้าง “เชื้อเพลิงแอนติแมทเทอร์” โดยเก็บอิเล็กตรอนและโพสิตรอนไว้ภายในตัว เมื่อถึงเวลาขับเคลื่อน ก็ปล่อยให้มันแปลงมวลเป็นโฟตอนเพื่อดันยานไปข้างหน้า Spin Drive ใช้วิธีพ่น Astrophage ไปบนจานหมุน หมุนเอาด้านนั้นออกนอกตัวยานแล้วฉายอินฟราเรดเข้าไปให้เกิดปฏิกิริยาเปล่งโฟตอน จากนั้นจานหมุนจะวนกลับเข้ามาอีกด้านเพื่อขูดเศษ Astrophage ที่ตายแล้วทิ้งออกไปข้างนอกยาน

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ตาม Concept เรื่อง สิ่งนี้คือ Photon Rocket ที่พยายามสร้าง momentum จากการปล่อยโฟตอนออกด้านหลัง

ปัญหาใหญ่ของ Photon Rocket

เพื่อจะเข้าใจปัญหา เรามารู้จักสมการจรวดของ Photon Rocket ซึ่งไม่มีการทิ้งมวลใดๆนอกจากมวลของโฟตอน

v = c × (m₀ - mₜ) / (m₀ + mₜ)  -- (1)
     m₀ = มวลเริ่มต้น (รวมพลังงานที่จะแปลงเป็นโฟตอน)
     mₜ = มวลสุดท้าย (payload หลังใช้พลังงานแล้ว)
     v = ความเร็วสุดท้ายของยาน
     c = ความเร็วแสง

ในสมการนี้ ถ้าหาก มวลของ Astrophage สามารถเปลี่ยนเป็นโฟตอนได้ 100% ขีดจำกัดของความเร็ว v จะได้เท่ากับแสง c ที่ปริมาณ m₀  เป็นอนันต์ แต่ เพราะ Astrophage เป็นสิ่งมีชีวิต มันต้องมีสสารปรกติอย่าง คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนอยู่ด้วย ตัว matter vs Anti-matter แบบพร้อมใช้งานมันจะมีอยู่ได้เต็มที่ก็ราว 10% ตรงนี้ ขีดจำกัดความเร็วของมัน คือมวลที่หายไป ให้ mₜ/m₀ =0.9 เราจะพบว่าขีดจำกัด v จะเข้าใกล้ได้ที่สุดแค่ 0.052c ไม่มีทางเกินไปกว่านั้นไม่ว่าเราจะใช้มวล Astrophage มากแค่ไหนก็ตาม

ดังนั้น ตามเนื้อเรื่อง Spin drive ของ Hail Mary จึงต้องมีการ scrap เขาซาก Astrophage ออก และสมการจรวดของเราจะเข้าใกล้สมการจรวดแบบ Relativistic Tsiolkovsky Rocket Equation เป็นสมการที่ 2

v = c × tanh[(vₑ / c) × ln(m₀ / mₜ)]  --(2)
     vₑ = ความเร็วของ exhaust (ไอเสีย)
     c = ความเร็วแสง
     m₀ = มวลเริ่มต้น
     mₜ = มวลสุดท้าย (terminal mass หรือ payload)

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้วยโฟตอนนี้ โมเมนตัมที่ได้จากแสง จะได้เท่ากับพลังงานที่ได้จาก matter-antimatter annihilation หารด้วยความเร็วแสง หรือ p = E/c ซึ่ง ถ้าเราต้องปรับสมการที่ 2 เล็กน้อย โดยให้ me มวล Astrophage ที่ถูกทิ้งออกไป (me=m₀ - mₜ) เสมือนมี ve คือ ve=E/me.c หรือได้ ve ราว 0.1c ที่อัตราการแปลงมวลเป็นพลังงาน 10% ของ Astrophage และจรวดโฟตอนของเราจะสามารถไปถึงขีดจำกัดความเร็วแสงได้ที่มวล m₀ เป็นอนันต์

Photon Rocket แบบ scrapped-off นี้แม้จะไม่ดีเลิศ แต่ก็ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ เพียงแค่ มันต้องใช้เยอะโคตรๆ แบบ 2.47 ล้านตัน ต่อ 1 ตัน payload นั่นเอง แต่โทษทีเหอะ ปริมาณมวลสารเยอะขนาดนั้น มันเหมือนถ้าจะส่งรถยนต์เทสล่าไปที่ความเร็ว 0.9c มันต้องใช้มวลราว 10 Borg cube  ด้วยทรัพยากรของมนุษย์ ปริมาณตรงนี้น่าจะต้องใช้เวลาสร้างจรวดเป็นพันปี และเราก็โดนสุริยคราสนิรันดร์แช่แข็งไปแล้ว

แล้วมีอะไรเวิร์กกว่านี้ไหม?

ในฐานะชาวหว้ากอผู้ชำนาญการ เราควรแนะนำให้ผู้เขียนออกแบบ Spin Drive ใหม่ โดยใช้ Astrophage เป็นแหล่งพลังงาน → แล้วแปลงพลังงานนั้นไปขับเคลื่อน “ไอออนของ Astrophage ที่ตายแล้ว” ให้พ่นออกด้วยความเร็วสูงแบบ Ion Thruster ในการนี้ โมเมนตัมต่อพลังงานที่ได้จะเพิ่มขึ้นมาจาก ve=E/me.c มาเป็น ve = [c²(1 - (1/γ)²)]0.5 ที่ปริมาณขีดจำกัดการแปลงมวลของ Astrophage 10% เป็นพลังงาน ขีดจำกัด ve จะขึ้นมาที่แถวๆ 0.42c ประสิทธิภาพทาง mass ratio ดีขึ้นมาก จากระดับ 2.47 ล้าน:1 → เหลือแค่ 34:1 เท่านั้น

ถ้าเดินทางแบบเร่งไปแล้วชะลอความเร็วลง ก็ต้องเตรียมมวลแค่ 1156:1 และถ้าเผื่อขากลับด้วยก็ราว 1.3 ล้าน:1 ด้วยเหตุนี้เอง การเดินทางของ Hail Mary จึงเป็นการเดินทางทางเดียว ขาไปคือมีมนุษย์กับตัว space station ขากลับให้นำวัสดุหรือคำตอบ ที่ใช้ในการจัดการ Astrophage ได้ส่งกลับมาเป็น Payload ขนาดเล็ก ทิ้งทั้งสถานีอวกาศและมนุษย์ไว้เบื้องหลังนั่นเอง


แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่