Netflix แพลตฟอร์มสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ที่ถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตคัมแบ็กของ BTS ไปกว่า 190 ประเทศทั่วโลก มีรายงานว่าได้ปฏิเสธข้อเสนอขอเป็นผู้สนับสนุนจากบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศแบบทันควัน โดยคนในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่ามูลค่าสปอนเซอร์ที่เสนอมานั้นสูงถึงหลายหมื่นล้านวอน (หลายพันล้านบาท)
จากข้อมูลของแหล่งข่าวในวงการบันเทิงเมื่อวันที่ 24 ระบุว่า ก่อนการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต ‘BTS Comeback Live: ARIRANG’ ณ กวางฮวามุน ทาง Netflix ได้รับการติดต่อขอสนับสนุน (Sponsorship) จากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งทั้งจากเกาหลีและต่างประเทศ
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า “ทราบมาว่ามีสายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้แห่งหนึ่ง พยายามที่จะเสนอตัวเป็นสปอนเซอร์ให้แก่ Netflix แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไปในตอนท้าย เนื่องจากทราบว่าทาง Netflix ไม่มีแผนที่จะทำสัญญาการเป็นผู้สนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้น”
🔺️ ยักษ์ใหญ่แห่รุมจีบ แต่โดนปฏิเสธเรียบ
แหล่งข่าวจากวงการบันเทิงระบุว่า ก่อนการจัดคอนเสิร์ต ‘BTS Comeback Live: ARIRANG’ ณ กวางฮวามุน Netflix ได้รับการติดต่อจากบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมาก ไม่เพียงแค่ สายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้ เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทบัตรเครดิตระดับโลก และบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านการค้นหา (Search Engine) ต่างก็พยายามยื่นข้อเสนอขอสนับสนุน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ แม้วงเงินที่เสนอจะสูงมหาศาลก็ตาม
.

🔺️ทำไม Netflix ถึงปฏิเสธเงินมหาศาล?
เหตุผลที่ Netflix ปฏิเสธไม่ใช่เพราะขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นเพราะต้องการให้ โลโก้ของ Netflix ปรากฏเพียงหนึ่งเดียว เพื่อความได้เปรียบทางการตลาด
รักษาอัตลักษณ์ (Brand Identity): Netflix มีชื่อเสียงในการไม่ใช้โมเดลสปอนเซอร์แบบดั้งเดิมในอีเวนต์ออฟไลน์ขนาดใหญ่ที่ตนเองจัดขึ้น (เช่น เทศกาลตลก 'Netflix Is A Joke' ที่ LA) โดยจะจำกัดการแสดงแบรนด์ภายนอกให้เหลือน้อยที่สุด และผลักดันคอนเทนต์ของตัวเองไว้แถวหน้า
กลยุทธ์ Lock-in (การผูกขาดลูกค้า): Netflix มองว่า "Mega Event" ที่เป็นกระแสสังคมเช่นนี้ คือเครื่องมือในการขยายคอนเทนต์เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานใหม่และรักษาฐานสมาชิกเดิม ไม่ใช่แค่ช่องทางหาประยุกต์จากค่าโฆษณา
ลดสิ่งรบกวน: การมีแบรนด์อื่นเข้ามาแทรกอาจทำให้ผู้ใช้งานเสียสมาธิ และลดทอนคุณค่าของแพลตฟอร์มในฐานะ "ผู้ฉายเอกซ์คลูซีฟเพียงผู้เดียว" (Netflix Exclusive)
ในกรณีของอีเวนต์ที่สร้างจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ภายนอก เช่น ‘Netflix Cup’ ที่เป็นการดวลกอล์ฟระหว่างนักแข่ง F1 และโปรเกอล์ฟจาก PGA นั้น Netflix ยอมรับแบรนด์ดังจากต่างประเทศมาเป็นผู้สนับสนุน แต่สำหรับกรณีการผลิตและจัดจำหน่ายคอนเทนต์ที่ตนเองเป็นผู้นำอย่าง การแสดงของ BTS Netflix กลับเลือกใช้แนวทางที่ระมัดระวังและเป็นอนุรักษนิยมมากกว่า
มีการวิเคราะห์ว่า สำหรับ Netflix ที่ทุ่มเงินงบประมาณกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) ต่อปีในการผลิตคอนเทนต์ พวกเขาไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนด้านเงินทุนจนต้องดึงเงินจากภายนอกเข้ามา โดยที่ผ่านมา Netflix ได้ลงทุนมหาศาลในการเปลี่ยนการแสดงดนตรีสดให้เป็นคอนเทนต์คุณภาพสูง เช่น การทำสัญญามูลค่ากว่า 60 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) เพื่อคว้าสิทธิ์การแสดงเทศกาล Coachella ของซุปเปอร์สตาร์ Beyoncé พร้อมสารคดีพิเศษในปี 2019
ในความเป็นจริง สำหรับการแสดงของ BTS ครั้งนี้ Netflix ได้ให้การรับรองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) แก่ทาง HYBE (ต้นสังกัด) ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ แบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจัดงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าสูงถึงหลายหมื่นล้านวอนด้วยตัวเอง ตัวแทนจาก Netflix อธิบายว่า “BTS Comeback Live คือกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดและโนฮาวการดำเนินงานที่ Netflix สะสมมานาน เพื่อนำมาใช้ในเกาหลีอย่างเต็มรูปแบบ”
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมคอนเทนต์รายหนึ่งกล่าวว่า “โดยปกติแล้ว Netflix จะไม่รับสปอนเซอร์สำหรับคอนเทนต์ที่เป็น Original Content ของตนเอง และงานในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน”
Netflix ผู้หยิ่งผยอง... ปฏิเสธเงินสนับสนุนโฆษณา 'คอนเสิร์ต BTS' มูลค่าหลายหมื่นล้านวอน
Netflix แพลตฟอร์มสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ที่ถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตคัมแบ็กของ BTS ไปกว่า 190 ประเทศทั่วโลก มีรายงานว่าได้ปฏิเสธข้อเสนอขอเป็นผู้สนับสนุนจากบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศแบบทันควัน โดยคนในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่ามูลค่าสปอนเซอร์ที่เสนอมานั้นสูงถึงหลายหมื่นล้านวอน (หลายพันล้านบาท)
จากข้อมูลของแหล่งข่าวในวงการบันเทิงเมื่อวันที่ 24 ระบุว่า ก่อนการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต ‘BTS Comeback Live: ARIRANG’ ณ กวางฮวามุน ทาง Netflix ได้รับการติดต่อขอสนับสนุน (Sponsorship) จากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งทั้งจากเกาหลีและต่างประเทศ
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า “ทราบมาว่ามีสายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้แห่งหนึ่ง พยายามที่จะเสนอตัวเป็นสปอนเซอร์ให้แก่ Netflix แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไปในตอนท้าย เนื่องจากทราบว่าทาง Netflix ไม่มีแผนที่จะทำสัญญาการเป็นผู้สนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้น”
🔺️ ยักษ์ใหญ่แห่รุมจีบ แต่โดนปฏิเสธเรียบ
แหล่งข่าวจากวงการบันเทิงระบุว่า ก่อนการจัดคอนเสิร์ต ‘BTS Comeback Live: ARIRANG’ ณ กวางฮวามุน Netflix ได้รับการติดต่อจากบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมาก ไม่เพียงแค่ สายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้ เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทบัตรเครดิตระดับโลก และบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านการค้นหา (Search Engine) ต่างก็พยายามยื่นข้อเสนอขอสนับสนุน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ แม้วงเงินที่เสนอจะสูงมหาศาลก็ตาม
.
เหตุผลที่ Netflix ปฏิเสธไม่ใช่เพราะขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นเพราะต้องการให้ โลโก้ของ Netflix ปรากฏเพียงหนึ่งเดียว เพื่อความได้เปรียบทางการตลาด
รักษาอัตลักษณ์ (Brand Identity): Netflix มีชื่อเสียงในการไม่ใช้โมเดลสปอนเซอร์แบบดั้งเดิมในอีเวนต์ออฟไลน์ขนาดใหญ่ที่ตนเองจัดขึ้น (เช่น เทศกาลตลก 'Netflix Is A Joke' ที่ LA) โดยจะจำกัดการแสดงแบรนด์ภายนอกให้เหลือน้อยที่สุด และผลักดันคอนเทนต์ของตัวเองไว้แถวหน้า
กลยุทธ์ Lock-in (การผูกขาดลูกค้า): Netflix มองว่า "Mega Event" ที่เป็นกระแสสังคมเช่นนี้ คือเครื่องมือในการขยายคอนเทนต์เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานใหม่และรักษาฐานสมาชิกเดิม ไม่ใช่แค่ช่องทางหาประยุกต์จากค่าโฆษณา
ลดสิ่งรบกวน: การมีแบรนด์อื่นเข้ามาแทรกอาจทำให้ผู้ใช้งานเสียสมาธิ และลดทอนคุณค่าของแพลตฟอร์มในฐานะ "ผู้ฉายเอกซ์คลูซีฟเพียงผู้เดียว" (Netflix Exclusive)
ในกรณีของอีเวนต์ที่สร้างจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ภายนอก เช่น ‘Netflix Cup’ ที่เป็นการดวลกอล์ฟระหว่างนักแข่ง F1 และโปรเกอล์ฟจาก PGA นั้น Netflix ยอมรับแบรนด์ดังจากต่างประเทศมาเป็นผู้สนับสนุน แต่สำหรับกรณีการผลิตและจัดจำหน่ายคอนเทนต์ที่ตนเองเป็นผู้นำอย่าง การแสดงของ BTS Netflix กลับเลือกใช้แนวทางที่ระมัดระวังและเป็นอนุรักษนิยมมากกว่า
มีการวิเคราะห์ว่า สำหรับ Netflix ที่ทุ่มเงินงบประมาณกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) ต่อปีในการผลิตคอนเทนต์ พวกเขาไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนด้านเงินทุนจนต้องดึงเงินจากภายนอกเข้ามา โดยที่ผ่านมา Netflix ได้ลงทุนมหาศาลในการเปลี่ยนการแสดงดนตรีสดให้เป็นคอนเทนต์คุณภาพสูง เช่น การทำสัญญามูลค่ากว่า 60 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) เพื่อคว้าสิทธิ์การแสดงเทศกาล Coachella ของซุปเปอร์สตาร์ Beyoncé พร้อมสารคดีพิเศษในปี 2019
ในความเป็นจริง สำหรับการแสดงของ BTS ครั้งนี้ Netflix ได้ให้การรับรองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) แก่ทาง HYBE (ต้นสังกัด) ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ แบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจัดงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าสูงถึงหลายหมื่นล้านวอนด้วยตัวเอง ตัวแทนจาก Netflix อธิบายว่า “BTS Comeback Live คือกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดและโนฮาวการดำเนินงานที่ Netflix สะสมมานาน เพื่อนำมาใช้ในเกาหลีอย่างเต็มรูปแบบ”
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมคอนเทนต์รายหนึ่งกล่าวว่า “โดยปกติแล้ว Netflix จะไม่รับสปอนเซอร์สำหรับคอนเทนต์ที่เป็น Original Content ของตนเอง และงานในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน”