
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ด้านการพัฒนา ก.ล.ต. เตรียมปฏิรูปโครงสร้างการลงทุนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ยกระดับหน่วยลงทุน (Unit Trust) ให้อยู่ในรูปแบบของ Blockchain เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง (แบบ 24/7)
โดยวางเป้าหมายให้ประชาชนกลุ่ม “รากหญ้า” (Micro-Investment) หรือตัวเล็ก ๆ ที่มีเงินเพียง 5-10 บาท สามารถลงทุนในกองทุนรวมที่อ้างอิงกับหุ้นได้ ซึ่งจะช่วยให้คนกลุ่มนี้ได้รับปันผลจากหุ้น (ปัจจุบันปันผลประมาณ 3-4%) แทนพึ่งพาเพียงดอกเบี้ยเงินฝาก
“ก.ล.ต. คาดหากหน่วยลงทุนดิจิทัลนี้สามารถให้ผลตอบแทนสุทธิ (หลังหักค่าธรรมเนียม) ได้ราว 2.5% จะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของเงินฝากแบงก์ และช่วยให้เกิดการกระจายเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้น”
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ทั้งนี้ ก.ล.ต. เล็งเห็นความสำเร็จและมีการศึกษา อินเดียโมเดลเป็นต้นแบบที่ให้รายย่อยเข้ามาเล่นในตลาดหุ้น และอนุพันธ์จำนวนมาก เพราะระบบสามารถ “ย่อย” หน่วยลงทุนให้เล็กลงได้เหมือนการซื้อขายคริปโทฯ แต่มองระบบต้องรองรับการขายคืนและรับเงินได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ลงทุนรายย่อยกลุ่มนี้ไม่มีสายป่านยาวพอที่จะรอเงินนาน ๆ ได้
นางพรอนงค์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากหน่วยลงทุนไม่มีข้อจำกัดเรื่องใบหุ้นเหมือนพันธบัตร หรือหุ้นกู้ ทำให้น่าจะสามารถดำเนินการได้ง่ายและรวดเร็วจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ ก.ล.ต. คาดจะเห็นความชัดเจนในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ก.ล.ต. คาดจะเปิด Sandbox ให้เอกชนทดลองนวัตกรรม และพยายามกำหนดมาตรฐานกลาง (Interoperability) เพื่อให้บล็อกเชนของแต่ละค่าย (เช่น ของธนาคารแต่ละแห่ง) สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่เป็นต้นทุนซ้ำซ้อนในอนาคต
“กฎหมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของตราสารหนี้หรือบอนด์ยังต้องมีใบหลักทรัพย์ (Paper) หากมีผู้ลงทุนรายเดียวต้องการใบหุ้น บริษัทก็ต้องออกให้ ข้อจำกัดนี้ทำให้การออกหลักทรัพย์บนระบบบล็อกเชน (Blockchain) ในวงกว้างยังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะระบบดิจิทัลไม่มีตัวตนทางกายภาพ (Virtual Asset) จึงขัดกับข้อกำหนดเรื่องใบหุ้นในกฎหมายปัจจุบัน“
ด้านความคืบหน้าการผลักดันกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องค้างอยู่ในกระบวนการของกระทรวงการคลังและรัฐสภาจำนวน 4 ฉบับ ที่ผ่านมา ก.ล.ต. พยายามผลักดันโดยเฉพาะการติดตามร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีการลงนามไปก่อนที่รัฐบาลจะเปลี่ยน ขณะนี้รอการนำเข้าวาระการพิจารณา
“เราต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการอธิบายให้ทุกภาคส่วน รวมถึงฝ่ายค้าน เข้าใจถึงความสำคัญของกฎหมายนี้ เพื่อให้การออกหลักทรัพย์ทำได้ง่ายขึ้น”
เมื่อกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้ตลาดทุนไทยเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Paperless ได้เต็มรูปแบบ สร้างระบบนิเวศการลงทุนที่รองรับการซื้อขายแบบ T+0 (ชำระราคาและส่งมอบทันที) ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัด ลดต้นทุนการระดมทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ กำลังรอการผลักดันกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขณะนี้ค้างอยู่ที่สภาและกระทรวงรวม 4 ฉบับ กฎหมายเหล่านี้จะช่วยให้หลักทรัพย์เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Paperless) ได้ง่ายขึ้นมาก ซึ่งในระหว่างที่รอกฎหมายนี้ แผนงานด้านตราสารหนี้จึงยังมีความล่าช้ากว่าเมื่อเทียบกับหน่วยลงทุน (Unit Trust) ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องใบหุ้นและสามารถเริ่มดำเนินการได้ก่อนในปีนี้
นอกจากนี้ ก.ล.ต. มีแผนที่จะเปิดตัว “ทักฟอร์ซ บอนด์” (Task Force Bond) ในเดือนเม.ย. นี้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับมาตรการที่เคยออก Task Force สำหรับฝั่งหุ้นไปก่อนหน้านี้ โดยการจัดตั้งกลุ่มทำงานนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรการและการบริหารจัดการในอุตสาหกรรมตราสารหนี้ให้ดียิ่งขึ้น
ก.ล.ต.ดัน “หน่วยลงทุนดิจิทัล” ดึงฐานรากสู่ระบบตลาดหุ้น
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ด้านการพัฒนา ก.ล.ต. เตรียมปฏิรูปโครงสร้างการลงทุนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ยกระดับหน่วยลงทุน (Unit Trust) ให้อยู่ในรูปแบบของ Blockchain เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง (แบบ 24/7)