ฟิวส ์ตามรอยครู ประวัติหลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง จ.พิจิตร ย้อนรอยตำนาน ตะกรุดคู่ชีวิต

กระทู้ข่าว
ประวัติ หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง จ.พิจิตร
ย้อนรอยตำนาน ตะกรุดคู่ชีวิต 
(ที่ขนาดนามว่า ตะกรุดอยู่คนอยู่)

ประวัติ ท่านชื่อพิธ นามสกุล ขมินทกูล เกิดที่บ้านบางเพียร หมู่ที่ ๔ ตำบลฆะมัง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ มี.ค. พ.ศ.๒๔๑๘ ตรงกับวันอังคารแรม ๕ คํ่าเดือน ๔ ปีกุน

หลวงพ่อพิธ เป็นบุตรของขุนหิรัญสมบัติ
มารดาชื่อปุย หลวงพ่อพิธมีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ๓ คนเป็นชาย ๑ คน หญิง ๒ คน คือ 
๑.นายพิธ ขมินทกูล 
๒.นางไพ 
๓.นางพับ

หลวงพ่ออุปสมบทเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ อายุได้ ๒๒ปี ณ พัทธสีมาวัดบึงตะโกน อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยมีพระครูธรรมทัสสีมุนีวงค์(เอี่ยม) เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรในขณะนั้น

เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาวิจิตร วัดฆะมัง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์พลอย วัดราชช้างขวัญ เป็นอนุสาวนาจารย์ หลังจากอุปสมบทแล้วหลวงพ่อได้ไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ

เพื่อศึกษาหาความรู้จะได้นำเอาความรู้ที่ได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้า เท่าที่สอบถามพระอธิการทานขมินทกูล เจ้าอาวาสวัดฆะมังและนายปุย ขมินทกูล(น้องชายต่างมารดาของหลวงพ่อพิธ)  เล่าว่าหลวงพ่อได้ไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ ดังนี้

 ๑. วัดใหญ่ วัดหลวงพ่อพุทธชินราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
๒. วัดบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก 
จังหวัดพิจิตร
๓. วัดท่าถนน ซึ่งเป็นวัดอยู่ในตลาดอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์
๔. วัดหัวดง ตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตรโดยเฉพาะวัดหัวดงนี้หลวงพ่อจำพรรษาอยู่นานที่สุด
๕. วัดวังปราบ จังหวัดนครสวรรค์วัดนี้หลวงพ่อได้ฝึกวิชารักษาฝีในท้องกับพระอาจารย์สิน
๖. วัดบางคลาน อำเภอโพทะเล เพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเงิน และได้เรียนวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงพ่อเงินตลอดจนความรู้ต่างๆ จนเป็นที่แตกฉาน

จึงได้มาจำพรรษา ณ วัดฆะมัง บ้านเกิดเมืองนอนของท่านนอกจากหลวงพ่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนจากเกจิอาจารย์ต่างๆ แล้วหลวงพ่อยังได้เล่าเรียนวิชาความรู้เกี่ยวกับเวทมนต์คาถาจากปู่ของท่านอีกด้วย 

นับว่าหลวงพ่อเป็นผู้เสาะแสงหาความรู้อย่างแท้จริงหลวงพ่อเป็นพระที่มักน้อย ถือสันโดษ และไม่ยอมสะสมเงินทองจึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างถาวรวัตถุเพื่อบำรุงพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบต่อไป

หลวงพ่อจึงได้สร้างอุโบสถถึง ๕ หลัง คือ
๑. วัดฆะมัง
๒. วัดดงป่าคำใต้ (วัดใหม่คำวัน)
๓. วัดบึงตะโกน
๔. วัดสามขา
๕. วัดหัวดง
หลวงพ่อมรณภาพ ด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ณ วัดฆะมัง อำเภอเมืองพิจิตร รวมอายุได้ ๗๐ ปี

นอกจากนี้แล้ว ที่จะเอ่ยถึงไม่ได้คือสุดยอดเครื่องรางแห่งเมืองไทย คือ ตะกรุดคู่ชีวิต เครื่องรางที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ของหลวงพ่อพิธก็คือ ตะกรุด

เป็นสุดยอดตะกรุด ที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมากเรียกขานว่า "ตะกรุดคู่ชีวิต" คือ ลงจานยันต์คู่ชีวิต(ยันต์ อะสิสัตติ) ซึ่งร่ำเรียนมาจากหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานมีอานุภาพทางอยู่ยงคงกระพันสูงมาก

หากตะกรุดยังอยู่ย่อมคุ้มครองชีวิตให้รอดปลอดภัยได้ กล่าวกันว่า "ในบรรดาตะกรุดของพระเกจิอาจารย์จำนวนมากหากนำมาวางคู่กับ ตะกรุดคู่ชีวิต หลวงพ่อพิธวัดฆะมัง
แล้ว คนส่วนใหญ่มักจะหยิบตะกรุดหลวงพ่อพิธไปบูชา



ยันต์คู่ชีวิต เป็นยันต์ชั้นสูงที่มีอยู่ในตำราพิชัยสงคราม ตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาตกทอดมาสู่หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า และได้สืบทอดแก่หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จนกระทั่งหลวงพ่อพิธได้เรียนวิชานี้ในเวลาต่อมา " ยันต์นี้เมื่อใช้ลงตะกรุด แม้ไม่ได้ปลุกเสก ก็มีคุณวิเศษทางคุ้มครองป้องกันเป็นเลิศ "



ตะกรุดหลวงพ่อพิธ มีอานุภาพด้านคงกระพันสูงมาก ผู้ใช้หลายรายโดนทั้งปืนทั้งมีดไม่เคยระคายผิว ชาวบ้านบางคนถูกแทงจนเสื้อขาดแต่ก็ไม่เข้า 

พวกเศรษฐี มีเงินก็ทุ่มทุนเอาตะกรุดอกนั้น เมื่อได้ราคาหลายหมื่นก็ขายเหมือนกัน เพราะทนเงินง้างไม่ไหว 

ยันต์ อะสิสัตติ ธนูเจวะ นี้เป็นยันต์ที่มีมาแต่โบราณกาล เกจิอาจารย์รุ่นเก่า ทั้งภาคกลางและภาคเหนือใช้กันมาก หลวงพ่อดัง ๆ เช่น หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า หลวงพ่อเรือง วัดบ้านดง หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงพ่อน้อย วัดป่ายางนอก  ซึ่งเกจิอาจารย์ ที่กล่าวถึงนี้มีอายุอยู่ในศตวรรษก่อนทั้งสิ้น
ยันต์  นี้ในสมัยก่อนเราเรียกยันต์นี้ว่า ยันต์คู่ชีวิต คือ มีอยู่แล้วชีวิตอยู่ คงเป็นยันต์ที่ได้ใช้กันมานานตั้งแต่สมัยอยุธยายังรุ่งโรจน์ เป็นยันต์ ๆ หนึ่งในตำราพิชัยสงครามได้ระบุไว้ เป็นยันต์ชั้นสูงหาค่ามิได้

จากตำรา สมุดข่อยของ หลวงพ่อเรือง วัดบ้านดง อ.ชาติระการ จ.พิษณุโลก เขียนไว้ว่า “ยันต์นี้ลง ตะกรุด ไม่ต้องเสกยิงเอาเถิด จะเห็นได้ว่า ยันต์นี้มี อานุภาพเพียงใด ขลังเพียงใด คาถาที่ลงในตารางทั้งสี่มุมเขียนไว้ว่า

อะสิสัตติธนูเจวะ สัพเพเตอาวุธานิจะ ภัคคะภัคคาวิจุณณานิ โลมังมาเมนะผุสสันติ

การลงอักขระจะลงสลับไปมาในช่องต่าง ๆ ไม่ได้เรียงกันอย่างการอ่านธรรมดา คาถานี้ใช้เป็นคาถาหลักในการปลุกเสกตะกรุด
ทั้งการอาราธนาใช้โปรดดูรายละเอียดเกี่ยวกับการอาราธนาใช้ตะกรุดของท่าน

มีเหตุการณ์อัศจรรย์
ครั้งเมื่อหลวงพ่อพิธมรณภาพ หลังจากประชุมเพลิงแล้ว มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น คือ ดวงตาทั้งสอง ของท่านไฟเผาไม่ไหม้ และทางวัดฆะมังยังเก็บรักษาไว้จนทุกวันนี้ 
ชาวบ้านเลยเรียกท่านว่า หลวงพ่อพิธ ตาไฟ

สมัยที่ท่านยังไม่มรณภาพ ท่านมีดวงตาที่ดุมากตอนนั้นเรียกท่านว่า หลวงพ่อพิธ ตาเสือ พอมรณภาพแล้วเลยเรียกว่า 
หลวงพ่อพิธตาไฟ คงหมายถึงดวงตาทนต่อไฟได้นั่นเอง ฯ

ตะกรุดหลวงพ่อพิธ มีด้วยกันหลายแบบ (เพราะศิษย์หลายคนจารอักขระให้ต่างกัน) ดอกที่หลวงพ่อพิธจารเองด้วยมือนั้น อักขระจะอ่านค่อนข้างยาก

เพราะท่านจารด้วยปราณ หมายถึง จะต้องจารอักขระให้เสร็จในอึดใจเดียว ตะกรุดดอกที่ท่านจารด้วยมือนี้ แถลง ไว้ใช้แต่ที่เราสามารถพิจารณาเป็นยันต์หลักได้ก็คือ ยันต์อะสิสัตติ

ตะกรุดหลวงพ่อพิธ นั้นเป็นเรื่องประวัติด้านคงกระพันมีมาก เชื่อถือได้แน่นอน ท่านเป็นศิษย์ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ได้วิชาทำตะกรุดมาจากท่าน มีหลักฐานยืนยันไว้แน่ชัด มีเอกสารเป็นหลักฐาน

หลวงพ่อพิธ แต่มีเอกลักษณ์บางอย่างที่เราสามารถแยกได้ว่า ตะกรุดดอกไหนเป็นของอาจารย์องค์ไหน
ตะกรุดของท่านสังเกตได้ง่ายๆ คือ

๑. ตะกั่วที่ใช้จารเป็นตะกั่วน้ำนม (เนื้ออ่อน)
๒. ส่วนใหญ่มีฮั่วทองเหลืองเป็นแกนกลาง
๓. ยันต์ที่ใช้จารเป็นยันต์คู่ชีวิต หรือ 
ยันต์ อะสิสัตติ เป็นหลัก ฯ

นอกจากนี้แล้ว 
ข้าพเจ้าชานนท์ เข็มครุฑ
ที่ได้หาข้อมูลรวบรวมหลักฐานจากหลายแหล่งเพื่อบันทึกไว้ เป็นการ ย้อนรอยตำนาน รอบรวมข้อมูลทั้งหมดมาไว้ตรงนี้

จะขอเล่าเรื่อง หลวงพ่อพิธ
ในวันฌาปนกิจศพหลวงพ่อพิธ ดวงตาไม่ไหม้ไฟ

หลวงพ่อทานเล่าว่า วันฌาปนกิจศพหลวงพ่อ หลังจากเผาศพเรียบร้อยแล้ว ก็มีการเก็บอัฐิ โดย มีหลวงพ่อทานเป็นผู้บังสุกุลและเก็บอัฐิเอง ในขณะนั้นได้มี นายเมอะ บ้านหัวดง เข้ามาจับกระดูกของหลวงพ่อได้ชิ้นหนึ่งแล้วรีบเอาใส่ปากเคี้ยวกลืนเข้าไปทันที เพราะเกรงว่าจะถูกแย่ง ทำความตกตะลึงให้กับผู้คนจำนวนมาก 

ขณะนั้นหลวงพ่อทาน ได้พบดวงตาข้างหนึ่งของหลวงพ่อไม่ไหม้ไฟ จึงเก็บส่งให้นายเขียว หลังจากนั้นก็เก็บอัฐิของหลวงพ่อใส่กระบุงมาตั้งไว้ที่ร้านตักบาตร เพื่อเปิดโอกาส

ให้ประชาชนหรือบรรดาศิษยานุศิษย์ ได้เก็บไว้บูชาในขณะนั้น นางพับ ได้พบดวงตาอีกข้างหนึ่งซึ่งยังไม่ไหม้ไฟ ทำความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ให้แก่ผู้พบเห็นโดยทั่วกัน จึงเป็นที่เล่าลือกันทั่วไปว่า “หลวงพ่อพิธดวงตาวิเศษ”

เป็นเรื่องที่แปลกที่สุดในโลกหลวงพ่อพิธดวงตาทั้งสองข้างนั้น กาลต่อมาบรรดาศิษยานุศิษย์ และบรรดาญาติตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้หล่อรูปหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง และได้นำดวงตาของหลวงพ่อพิธบรรจุที่รูปหล่อด้วย

ปัจจุบันรูปหล่อเท่าตัวจริงของหลวงพ่อพิธยังคงประดิษฐานอยู่ 

ณ วิหารวัดฆะมัง ถ้าท่านไปนมัสการรูปหล่อแล้วท่านจะแปลกใจอย่างมาก เพราะช่างได้หล่อได้เหมือนองค์ท่านจริงๆ เหมือนกับว่า

หลวงพ่อพิธไปนั่งอยู่ แต่ดวงตานั้นเป็นดวงตาที่ใส่ใหม่ ไม่ได้เอาดวงตาของหลวงพ่อใส่ไว้กลัวคนอื่นจะมาลักไป ฯ

 จะเล่าเรื่องความศักดิ์สิทธิ์รูปหล่อ หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง เมืองพิจิตร สร้างปี 2496 ณ บ้านช่างหล่อ กรุงเทพฯ

โรงงานคุณย่าวัน (โดยมีกำนันมี แม่พรัด แม่ชะม้อย แม่ยุ้ย นายเขียว ขุนมุ่งฆะมังการ เป็นแม่งานดำเนินการหล่อ จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อทาน วัดฆะมัง) 

เมื่อหล่อเสร็จ ก็ล่องเรือมอญกลับคืนสู่วัด พร้อมทั้งรอยพระพุทธบาท และแวะบอกบุญตลอดการเดินทาง และบรรจุอัฐิธาตุและลูกนัยตาที่ไม่ไหม้ไฟไว้ในรูปเหมือนและอัญเชิญมาตั้งบูชาไว้ในอุโบสถมาโดยตลอด 

กล่าวว่าเมื่อครั้งรูปเหมือนตั้งในโบสถ์มีคนมาลักยิงนกพิราบ บนหลังคาโบสถ์ แต่กลับยิงไม่ออกแต่ถึงออกก็ไม่โดนนกสักตัวเป็นเหตุอัศจรรย์

ต่อมาเมื่อปี 2511-2514 เริ่มก่อสร้างวิหารหลังใหม่และนำมาตั้งบนแท่นให้บูชามาโดยตลอดจนถึงปี2545 วิหารได้ทรุดโทรมและดูต่ำกว่าหอสวดมนต์และกุฎิ ซึ่งดูไม่เหมาะสม จึงมีดำริจะสร้างใหม่ และเริ่มก่อสร้างมาจนสวยสดงดงามที่เห็นดังปัจจุบัน โดยการนำของหลวงพ่อทาน และกำนันเคี้ยงร่วมกับคณะศรัทธาในขณะนั้น

คนยุคเก่าเชื่อว่าน้ำสรงและจีวรที่ห่มองค์รูปเหมือนหลวงพ่อพิธ ถือว่าวิเศษนักแล คนบ้านฆะมังเมืองพิจิตร และพี่น้องลูกหลานที่ต่างไปทำงานประกอบอาชีพต่างถิ่นต่างจังหวัดไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ต่างต้องกลับมาร่วมพิธี

สงกรานต์และถวายน้ำสรงรูปเหมือนและต่างยื้อแย่งตวงน้ำที่ย้อยตกจากองค์หลวงพ่อไปเป็นสิริมงคล ทั้งฉีกตัดแบ่งจีวรที่ห่มองค์ท่านไปเป็นสิริมงคลอีกเช่นกัน ภาพงดงามนี้จึงเป็นวัฒนธรรมอันงดงามบนพื้นฐานความศรัทธาเดียวกันของวิถีคนบ้านฆะมังและศรัทธาชาวบ้านใกล้เคียง จนเกิดความรักสมานสามัคคีกันเป็นหมู่คณะอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
ขอบคุณข้อมูลโดย วัดระฆัง
เผยแพร่เรื่องราว หลวงพ่อพิธ ย้อนรอยตำนาน

หลวงพ่อทาน วัดฆะมัง ท่านเป็นหลานแท้ๆของหลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง ท่านยังศึกษาตำราตะกรุดคู่ชีวิต และในสมัยที่ท่านยังไม่มีมรณภาพ รายการเปิดบันทึกตำนาน 
มาสัมภาษณ์ท่านจนโด่งดังในเรื่องการทำตะกรุดคู่ชีวิต (ปัจจุบัน ท่านมรณภาพแล้ว)


ตะกรุดคู่ชีวิต ของหลวงพ่อทานสร้างนั้น ศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังไม่แพ้ผู้ที่เป็นอาจารย์เลยทีเดียว

หลวงพ่อทาน วัดฆะมัง แล้วยังมีลูกศิษย์ท่านอีกรูปหนึ่งคือ ท่านพระครูพิพิธธรรมเวทย์ 
เจ้าอาวาสวัดฆะมัง รูปปัจจุบัน


เป็นศิษย์ของหลวงพ่อทาน ซึ่งหลวงพ่อทานนั้นเป็นหลานของ หลวงพ่อพิธ นั้นก็หมายความว่าพระครูพิพิธธรรมเวทย์ เป็นผู้สืบทอดการทำ ตระกรุดคู่ชีวิต ตามตำรา ของหลวงพ่อพิธ นั้นเอง



ฟิวส์ ตามรอยครู
https://fiw71040.blogspot.com/2026/03/blog-post_24.html?m=1
ผู้เขียนโดย
ชานนท์ เข็มครุฑ













 
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่