เวลาเราเห็นข่าวผู้นำระดับโลกพูดอะไรแปลกๆ คนส่วนใหญ่มักจะรีบตัดสินทันทีว่า "โกหก" หรือ "เพ้อเจ้อ" โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายรีบออกมาปฏิเสธพัลวัน แต่ในโลกของการเมืองระดับสูง "คำพูด" คือ "อาวุธ" ที่รุนแรงกว่าลูกระเบิดเสียอีก
ทำไมการที่ทรัมป์อ้างว่า "ผู้นำอิหร่านแอบโทรมาหา" ถึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว? มาลองแกะรอยความคิดแบบผู้ชนะดูครับ
1. ยุทธวิธี "เสี้ยม" ให้แตกแยก (สร้างความระแวง)
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นกลุ่มมาเฟียที่กำลังโดนตำรวจล้อม แล้วจู่ๆ หัวหน้าตำรวจประกาศออกไมค์ว่า "ขอบคุณคนข้างในที่โทรมาให้ข้อมูลลับนะ"
1. คนในกลุ่มจะเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "ใครวะ? ใครเป็นสาย?"
2. ต่อให้ไม่มีใครโทรไปจริงๆ แต่ความเชื่อใจในทีมมันพังไปแล้วครับ ทรัมป์กำลังทำให้รัฐบาลอิหร่านต้องเสียเวลามานั่งจับผิดกันเอง แทนที่จะเอาเวลาไปวางแผนรบ
2. ปั่นหัวตลาดโลก (คุมราคาน้ำมัน)
สงครามมาเมื่อไหร่ น้ำมันแพงเมื่อนั้น ซึ่งทรัมป์รู้ดีว่าน้ำมันแพงเท่ากับคะแนนนิยมเขาลดลง
1. แค่เขาพูดว่า "คุยกันได้" หรือ "เขาส่งสัญญาณดีมานะ" ตลาดหุ้นและราคาน้ำมันก็สงบลงทันที
2. เขาคุมเศรษฐกิจโลกได้ด้วยปากเปล่า โดยที่ยังไม่ต้องทำข้อตกลงจริงๆ ด้วยซ้ำ
3. ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งดูมีพิรุธ (ความจริงไม่สำคัญเท่าการรับรู้)
ในโลกการทูต "ความจริง" มักจะมาช้ากว่า "ความเชื่อ"
1. ถ้าทรัมป์พูด (จริงหรือไม่ไม่รู้) แต่คนครึ่งโลกเชื่อไปแล้วว่ามีการคุยกัน ต่อให้อิหร่านออกมาปฏิเสธ 10 รอบ คนก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า "หรือแอบคุยกันลับๆ วะ?"
2. นี่คือการทำลายภาพลักษณ์ความแข็งกร้าวของอิหร่านให้ดูอ่อนแอลงในสายตาชาวโลก
บทสรุป
การเสพสื่อแบบ "เอามัน" หรือ "เน้นสะใจ" โดยไม่มองลึกถึงผลกระทบเบื้องหลัง คือกับดักที่ทำให้เราตามโลกไม่ทัน
1. คนฉลาด จะมองหา "กำไร" จากคำพูดนั้น เช่น ทรัมป์พูดแบบนี้เพราะอยากได้อะไร?
2. คนเสพสื่อแบบเดิม จะมองหาแค่ "ใครโกหก" แล้วก็หัวเราะเยาะกันไปวันๆ
ในสงครามจิตวิทยา... คนที่หัวเราะทีหลังและได้ประโยชน์จริง คือคนที่ชนะครับ
ทรัมป์ "ขี้โม้" หรือ "หลอกด่า" ให้ระแวงกันเอง? ส่องกลยุทธ์ขยี้ใจศัตรูแบบไม่ต้องเสียกระสุน
เวลาเราเห็นข่าวผู้นำระดับโลกพูดอะไรแปลกๆ คนส่วนใหญ่มักจะรีบตัดสินทันทีว่า "โกหก" หรือ "เพ้อเจ้อ" โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายรีบออกมาปฏิเสธพัลวัน แต่ในโลกของการเมืองระดับสูง "คำพูด" คือ "อาวุธ" ที่รุนแรงกว่าลูกระเบิดเสียอีก
ทำไมการที่ทรัมป์อ้างว่า "ผู้นำอิหร่านแอบโทรมาหา" ถึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว? มาลองแกะรอยความคิดแบบผู้ชนะดูครับ
1. ยุทธวิธี "เสี้ยม" ให้แตกแยก (สร้างความระแวง)
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นกลุ่มมาเฟียที่กำลังโดนตำรวจล้อม แล้วจู่ๆ หัวหน้าตำรวจประกาศออกไมค์ว่า "ขอบคุณคนข้างในที่โทรมาให้ข้อมูลลับนะ"
1. คนในกลุ่มจะเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "ใครวะ? ใครเป็นสาย?"
2. ต่อให้ไม่มีใครโทรไปจริงๆ แต่ความเชื่อใจในทีมมันพังไปแล้วครับ ทรัมป์กำลังทำให้รัฐบาลอิหร่านต้องเสียเวลามานั่งจับผิดกันเอง แทนที่จะเอาเวลาไปวางแผนรบ
2. ปั่นหัวตลาดโลก (คุมราคาน้ำมัน)
สงครามมาเมื่อไหร่ น้ำมันแพงเมื่อนั้น ซึ่งทรัมป์รู้ดีว่าน้ำมันแพงเท่ากับคะแนนนิยมเขาลดลง
1. แค่เขาพูดว่า "คุยกันได้" หรือ "เขาส่งสัญญาณดีมานะ" ตลาดหุ้นและราคาน้ำมันก็สงบลงทันที
2. เขาคุมเศรษฐกิจโลกได้ด้วยปากเปล่า โดยที่ยังไม่ต้องทำข้อตกลงจริงๆ ด้วยซ้ำ
3. ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งดูมีพิรุธ (ความจริงไม่สำคัญเท่าการรับรู้)
ในโลกการทูต "ความจริง" มักจะมาช้ากว่า "ความเชื่อ"
1. ถ้าทรัมป์พูด (จริงหรือไม่ไม่รู้) แต่คนครึ่งโลกเชื่อไปแล้วว่ามีการคุยกัน ต่อให้อิหร่านออกมาปฏิเสธ 10 รอบ คนก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า "หรือแอบคุยกันลับๆ วะ?"
2. นี่คือการทำลายภาพลักษณ์ความแข็งกร้าวของอิหร่านให้ดูอ่อนแอลงในสายตาชาวโลก
บทสรุป
การเสพสื่อแบบ "เอามัน" หรือ "เน้นสะใจ" โดยไม่มองลึกถึงผลกระทบเบื้องหลัง คือกับดักที่ทำให้เราตามโลกไม่ทัน
1. คนฉลาด จะมองหา "กำไร" จากคำพูดนั้น เช่น ทรัมป์พูดแบบนี้เพราะอยากได้อะไร?
2. คนเสพสื่อแบบเดิม จะมองหาแค่ "ใครโกหก" แล้วก็หัวเราะเยาะกันไปวันๆ
ในสงครามจิตวิทยา... คนที่หัวเราะทีหลังและได้ประโยชน์จริง คือคนที่ชนะครับ