มีเรื่องอยากมาแบ่งปันเพื่อเป็นกรณีศึกษา สำหรับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน หรือจะใช้เงินฝากตัวเองค้ำประกันวงเงิน (OD) กับธนาคาร เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไปติดต่อธนาคารสีเหลือง ย่านหางดง เชียงใหม่
สรุปประเด็นที่น่าตกใจและอยากให้ระวังกัน:
1. การจัดการข้อมูลลูกค้าที่หละหลวม: เริ่มเรื่องจากสาขาที่ติดต่ออยู่ดีๆ ก็ปิดตัวลงโดยไม่แจ้งลูกค้าเงินกู้ พอตามไปสาขาใหม่ ข้อมูลที่เคยคุยไว้กับเจ้าหน้าที่คนเดิม (ที่เกษียณไป) กลับไม่มีการบันทึกในระบบ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด เสียเวลาไปฟรีๆ ร่วมเดือน
2. เงื่อนไข "แฝง" ที่ไม่ควรมี: เมื่อจะเดินเรื่องต่อ กลับได้รับคำแนะนำเชิง "กดดัน" ว่าถ้าอยากให้เรื่องเร็วขึ้น เจ้าของเงินต้อง
"ทำประกันกับธนาคาร" เพื่อเป็นการเปิดธุรกรรม ทั้งที่เป็นการกู้โดยใช้เงินสดตัวเองค้ำประกัน 100% และยอมเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารอยู่แล้ว
3. คำมั่นสัญญาของผู้บริหารสาขา: พอตัดสินใจจะถอนเงินหนีไปอีกสาขา กลับเจอผู้จัดการสาขาใหม่เข้ามาเกทับสาขาเดิม รับปากดิบดีว่า "สาขาเราไม่มีนโยบายบังคับทำประกัน เรื่องผ่านสะดวกแน่นอน" แต่สุดท้ายพอเริ่มกระบวนการจริง กลับวนลูปเดิมเป๊ะ! อ้างโน่นอ้างนี่เหมือนเดิม
4. ความไม่โปร่งใสในเจตนา: ทั้งที่ธนาคารทราบเงื่อนไขแต่แรกว่าเราจะซื้อโรงงานเก่า และใช้เงินฝากค้ำเท่าจำนวนที่กู้ แต่กลับพยายามยื้อเวลาและบีบให้ทำธุรกรรมอื่นพ่วงเข้ามา
บทสรุปและข้อคิด:
สุดท้ายตัดสินใจ
"ยกเลิก" ทั้งหมดครับ เพราะรู้สึกว่าความจริงใจไม่มีอยู่จริง เสียเวลาไปหลายเดือนกับสิ่งที่ควรจะง่ายที่สุดอย่างการกู้เงินตัวเอง
ตั้งข้อสังเกต:
หรือจริงๆ แล้ว ธนาคารแค่ต้องการกักเงินฝากลูกค้าไว้หมุนเวียน โดยใช้เทคนิคการดึงเรื่องและบีบขายประกันเป็นเครื่องมือ?
ใครที่กำลังจะทำธุรกรรมประเภทนี้ ฝากเช็กและตกลงเงื่อนไขให้ขาดตั้งแต่แรกนะครับ อย่าหลงเชื่อคำหวานของผู้จัดการบางสาขาที่เน้นเอาตัวรอดไปวันๆ เสียความรู้สึกและเสียโอกาสทางธุรกิจจริงๆ
#แชร์ประสบการณ์ #เตือนภัยธุรกิจ #ธนาคารสีเหลือง #กู้เงินตัวเอง #SMEไทย #บริการธนาคาร
"กู้เงินตัวเองค้ำ" แต่ทำไมกลายเป็นเรื่องยาก? บทเรียนราคาแพงที่เสียทั้งเวลาและเจ้าหน้าที่ไม่จริงใจ
สรุปประเด็นที่น่าตกใจและอยากให้ระวังกัน:
1. การจัดการข้อมูลลูกค้าที่หละหลวม: เริ่มเรื่องจากสาขาที่ติดต่ออยู่ดีๆ ก็ปิดตัวลงโดยไม่แจ้งลูกค้าเงินกู้ พอตามไปสาขาใหม่ ข้อมูลที่เคยคุยไว้กับเจ้าหน้าที่คนเดิม (ที่เกษียณไป) กลับไม่มีการบันทึกในระบบ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด เสียเวลาไปฟรีๆ ร่วมเดือน
2. เงื่อนไข "แฝง" ที่ไม่ควรมี: เมื่อจะเดินเรื่องต่อ กลับได้รับคำแนะนำเชิง "กดดัน" ว่าถ้าอยากให้เรื่องเร็วขึ้น เจ้าของเงินต้อง "ทำประกันกับธนาคาร" เพื่อเป็นการเปิดธุรกรรม ทั้งที่เป็นการกู้โดยใช้เงินสดตัวเองค้ำประกัน 100% และยอมเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารอยู่แล้ว
3. คำมั่นสัญญาของผู้บริหารสาขา: พอตัดสินใจจะถอนเงินหนีไปอีกสาขา กลับเจอผู้จัดการสาขาใหม่เข้ามาเกทับสาขาเดิม รับปากดิบดีว่า "สาขาเราไม่มีนโยบายบังคับทำประกัน เรื่องผ่านสะดวกแน่นอน" แต่สุดท้ายพอเริ่มกระบวนการจริง กลับวนลูปเดิมเป๊ะ! อ้างโน่นอ้างนี่เหมือนเดิม
4. ความไม่โปร่งใสในเจตนา: ทั้งที่ธนาคารทราบเงื่อนไขแต่แรกว่าเราจะซื้อโรงงานเก่า และใช้เงินฝากค้ำเท่าจำนวนที่กู้ แต่กลับพยายามยื้อเวลาและบีบให้ทำธุรกรรมอื่นพ่วงเข้ามา
บทสรุปและข้อคิด:
สุดท้ายตัดสินใจ "ยกเลิก" ทั้งหมดครับ เพราะรู้สึกว่าความจริงใจไม่มีอยู่จริง เสียเวลาไปหลายเดือนกับสิ่งที่ควรจะง่ายที่สุดอย่างการกู้เงินตัวเอง
ตั้งข้อสังเกต:
หรือจริงๆ แล้ว ธนาคารแค่ต้องการกักเงินฝากลูกค้าไว้หมุนเวียน โดยใช้เทคนิคการดึงเรื่องและบีบขายประกันเป็นเครื่องมือ?
ใครที่กำลังจะทำธุรกรรมประเภทนี้ ฝากเช็กและตกลงเงื่อนไขให้ขาดตั้งแต่แรกนะครับ อย่าหลงเชื่อคำหวานของผู้จัดการบางสาขาที่เน้นเอาตัวรอดไปวันๆ เสียความรู้สึกและเสียโอกาสทางธุรกิจจริงๆ
#แชร์ประสบการณ์ #เตือนภัยธุรกิจ #ธนาคารสีเหลือง #กู้เงินตัวเอง #SMEไทย #บริการธนาคาร