จึง​ไหม? อย่า​เลียนแบบ​พระ​พุทธเจ้า​เพราะ​ท่าน​บัญัติ​พระ​วินัย​เพื่อ​พระ​สงฆ์​ไม่ใช่​ตัวเอง​

มีในพระไตรปิฎก​ไหม
​ธรรม​ะเรื่อง​นี้มีช่วงสนทนา
พระ​พุทธเจ้า​ตรัสว่าบัญญัติ​พระวินัย​
เพื่อ​พระสงฆ์​ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน​เอง
​ผม​ทำลูกศร>>ติ้กไว้​ให้​อ่าน​แล้ว​



เรื่อง.ยมกปาฏิหาริย์  เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ เพื่อปราบความหลงผิด

กาลครั้งหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์
มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ได้ไม้จันทน์แดงล้ำค่ามาโดยบังเอิญ
เขาคิดว่า
“ในโลกนี้ ใครกันแน่คือพระอรหันต์?”
จึงให้ช่างกลึงทำเป็น “บาตรไม้จันทน์”
แล้วแขวนไว้สูงในอากาศกว่า ๖๐ ศอก
พร้อมประกาศว่า
“ผู้ใดเป็นพระอรหันต์ จงเหาะขึ้นมาเอาบาตรนี้ไป”

ครูเดียรถีย์ทั้ง ๖ ต่างอ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์
แต่ไม่มีใครเหาะขึ้นไปเอาบาตรได้จริง
บางคนถึงกับวางแผน “แกล้งทำเป็นเหาะ”
แต่สุดท้ายก็ถูกลูกศิษย์ดึงลงมาเองต่อหน้าคนทั้งเมือง
ผ่านไป ๖ วัน…
ไม่มีใครทำได้
ชาวเมืองเริ่มพูดกันว่า
“หรือว่าโลกนี้…ไม่มีพระอรหันต์จริง?”

พระอรหันต์แท้ ปรากฏตัว
วันที่ ๗
พระมหาโมคคัลลานะ เห็นคนดูหมิ่นพระศาสนา
จึงบอกพระปิณโฑลภารทวาชะให้ไปแสดงฤทธิ์
พระเถระเข้าฌาน
แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศ
ถึงกับยกแผ่นหินใหญ่ขึ้นลอยเหนือเมือง
เวียนรอบถึง ๗ รอบ
ผู้คนตกใจกลัวกันทั้งเมือง
ก่อนที่ท่านจะลงมา…และรับบาตรไม้จันทน์นั้น

เมื่อเรื่องถึงพระพุทธเจ้า
พระองค์ไม่ได้ทรงยินดี
กลับตรัสตำหนิว่า
การแสดงฤทธิ์เพื่ออวดอ้าง
ไม่ใช่ทางของพระศาสนา
แล้วทรงสั่งให้ “ทำลายบาตรนั้น”
และบัญญัติสิกขาบท
ห้ามภิกษุแสดงปาฏิหาริย์เพื่อโอ้อวด

เดียรถีย์คิดว่าตนได้โอกาส
พวกเดียรถีย์เห็นดังนั้น
จึงคิดว่า “พระพุทธเจ้าและสาวกคงทำไม่ได้แล้ว”
จึงท้าทายว่า
“พวกเราจะทำปาฏิหาริย์แข่ง!”

พระพุทธเจ้าทรงรับคำ
พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลถามว่า
“พระองค์จะทำอย่างไร?”

>>>พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“สิกขาบทนั้น เราบัญญัติสำหรับสาวก มิใช่สำหรับเรา” <<<<<<
แล้วทรงประกาศว่า
อีก ๔ เดือนข้างหน้า
ในวันเพ็ญเดือน ๘
ณ เมืองสาวัตถี
พระองค์จะทรงแสดงปาฏิหาริย์

วันแห่ง “ยมกปาฏิหาริย์”
เมื่อถึงวันนั้น
มหาชนจากทั่วทุกสารทิศมาชุมนุมกัน
พระพุทธเจ้าทรงเนรมิต “ต้นมะม่วง” ขึ้นทันที
แล้วเสด็จขึ้นไปบนอากาศ
จากนั้นทรงแสดง “ยมกปาฏิหาริย์”

ไฟออกจากพระวรกายข้างหนึ่ง
น้ำออกจากอีกข้างหนึ่ง
สลับกันไปมาอย่างอัศจรรย์
ทั้งไฟและน้ำ…ไม่ขัดแย้งกัน
แต่เกิดขึ้นพร้อมกันได้

ไม่ใช่แค่ฤทธิ์…แต่คือ “ธรรม”
หลังจากนั้น
พระองค์ไม่ได้หยุดแค่แสดงฤทธิ์
แต่ทรงแสดงธรรมแก่เทวดาและมนุษย์จำนวนมาก

พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นลำดับ เพื่อให้คนเข้าใจง่าย จนถึงความจริงสูงสุด
๑. ทาน
ให้เห็นคุณของการ “ให้” ว่าเป็นเหตุแห่งความสุข
๒. ศีล
การไม่เบียดเบียน ทำให้ชีวิตสงบ ปลอดภัย
๓. สวรรค์
ทำดี ย่อมได้ผลดี เป็นกำลังใจให้สร้างความดี
๔. โทษของกาม
ความสุขทางโลกไม่เที่ยง มีทุกข์แฝง
๕. อานิสงส์ของการออกจากกาม
ความสงบที่แท้จริง ไม่ต้องพึ่งสิ่งภายนอก
๖. อริยสัจ ๔ (หัวใจสำคัญ)
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางดับทุกข์

จนผู้คนจำนวนมหาศาล
ได้ดวงตาเห็นธรรม

ฤทธิ์ไม่ใช่เครื่องวัดความหลุดพ้น
ผู้โอ้อวด ย่อมพ่ายแพ้ต่อความจริง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์…เฉพาะเมื่อจำเป็น เพื่อปราบทิฐิ
สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ “ปาฏิหาริย์”
แต่คือ “ปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริง”

“ฤทธิ์อาจทำให้คนตะลึง
แต่ธรรมะ…ทำให้คนพ้นทุกข์”
#ธรรมะพระพุทธเจ้า #ธรรมะพระไตรปิฎก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่