เราเรียนจบในสายงานการเรียนรู้ค่ะ เป็นการทำเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียน คิด Path way การเรียนของเด็ก ว่าเด็กแต่ละคนควรออกแบบการเรียนรู้ของเขายังไงให้ถึงเป้าหมาย มาเจองานปัจจุบันนี้เป็นงานที่ 2 หลังจากเรียนจบ จากนั้นก็อยู่ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ประมาณ 4 ปีได้แล้วค่ะ
ช่วงแรกๆก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และช่วงหลังบริษัทเติบโต ขยายกิจการ ทำให้หน้างานของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามที่ผู้บริหารอยากให้ทำ แต่เราก็สนุกนะคะ ได้ทำหลายอย่าง และยังได้อยู่ในแวดวงการศึกษาที่ตัวเองชอบ ช่วงหลังๆมาจะเน้นเป็นงาน Markrting เป็นหลัก เช่น ทำการตลาดออนไลน์ให้คนรู้จักองค์กรเรามากขึ้น ติดต่อกับโรงเรียนภายนอกเพื่อนำเสนอบทบาทของบริษัท ประสานงานกับผู้ใหญ่ ประสานงานกับองค์กรต่างๆ แต่นี่ก็เป็นข้อเสีย ที่ทำเราไม่มี JD ที่ชัดเจน ทำงานเหมือนเป็ด คือทำได้หลายอย่างมาก ทำให้งานสำเร็จได้ แต่ไม่เชี่ยวชาญอย่างจริงจังในสักทาง
บริษัทเราทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหารค่ะ เนื่องจากมีพนักงานไม่กี่สิบคน และหน้างานเรา ช่วงหลังๆต้องติดต่อกับผู้บริหารบ่อยครั้งเพราะต้องแจ้งความคืบหน้าของานที่ทำกับองค์กรภายนอก ท่านเป็นผู้หญิง อายุราวๆ 60 ปีค่ะ เราไม่รู้ว่าอาการที่รู้สึกว่าผู้บริหารคนนี้ไม่ชอบเรามันเกิดขึ้นตอนไหน แต่มันเริ่มมาชัดประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ขอยกตัวอย่างนะคะ
1. เรานั่งทำงานอยู่ และท่านก็มายืนด้านหลัง เพื่อคุยกับที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเรา ตอนนั้นเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรา เราจึงทำงานต่อ ไม่ได้หยุดเพื่อฟัง ท่านตบหัวเราและด่าเราเสียงดัง ว่าไม่มีมารยาท ผู้ใหญ่คุยกันแต่ไม่ยอมฟัง จะกลายเป็นคนโง่ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
2. ทุกครั้งที่เราเดินไปแจ้งความคืบหน้างาน หรือนำเอกสารไปให้เซ็น ก็จะถูกต่อว่าเรื่องการสื่อสารที่พูดไม่รู้เรื่อง หรือพิมพ์ไม่รู้เรื่อง ทั้งที่จังหวะนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการพูดไม่รู้เรื่องเลย ข้อนี้เราไม่รู้ว่าเพราะอคติ หรือเราสื่อสารด้วยข้อความที่ไม่ถูกใจคนวัยนี้นะคะ เพราะทุกคนที่เราประสานงาน เขาก็เข้าใจข้อความที่เราสื่อสารกันทั้งหมด ลามมาพูดถึงลูกเราทุกครั้ง ว่าการที่เราเป็นคนแบบนี้ จะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี ลูกจะโง่ เข้ากับสังคมไม่ได้ จะเอาแต่ใจ พูดไม่รู้เรื่อง
3. ช่วงปีที่แล้วเราลาคลอด เพื่อนในที่ทำงานมาเยี่ยมเราที่บ้าน และเขาเล่าให้ฟังว่าลูกชายเจ้าของบริษัท พูดกับคนที่ออฟฟิศว่า ไม่รู้บริษัทจะจ้างคนท้องอย่างเราไว้ทำไม เป็นภาระ จริงๆข้อนี้เราไม่อยากจะใส่ใจเท่าไหร่ค่ะ เพราะลูกชายคนนี้ไม่ได้ทำงานร่วมกับเราโดยตรง และเจอหน้ากันน้อยมาก แต่คำพูดนี้ มันก็แรงจนเราลืมไม่ลงจริงๆ เพราะเราทำงานให้เขาเต็มที่ ตอนท้อง 8 เดือน เราก็ยังขับรถออกไปนอกพื้นที่หลายครั้ง เพื่อเร่งให้งานเสร็จก่อนลาคลอดอยู่เลย
ทั้งหน้างาน และเงินเดือน เราถือว่าเป็นที่พอใจค่ะ เพราะตอนนี้เราอายุ 28 เงินเดือนหลักๆคือ 35,000 บาท แต่มีงานเสริมที่รับกับบริษัทโฮลดิ้งของบริษัทนี้อยู่ด้วย ได้เพิ่มเดือนละ 10,000 บาท แต่ทุกครั้งที่โดนท่านตำหนิ เรารู้สึกเหมือนท่านจะพูดเพื่อให้เราเหมือนเป็นคนด้อยค่า ทำอะไรก็จะไม่ประสบความสำเร็จ จนหลายครั้งเรามามองตัวเองว่าเรามันแย่ขนาดนั้นเลยหรือเปล่า แต่เราก็สามารถใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนรอบข้าง พูดคุยกับทุกคนรู้เรื่อง และเรามั่นใจว่าเราเลี้ยงลูกได้ดีมากๆอย่างแน่นอน แต่ทำไมพออยู่ในองค์กรนี้ เราถึงกลายเป็นคนทำอะไรก็ไม่ดีไปหมดในสายตาเขาขนาดนี้
ด้วยงานเราที่ไม่ได้ทำจริงจังตามตำแหน่งที่บริษัทอื่นๆเป็น ทำให้เราหางานได้ยาก จังหวัดที่อยู่ ก็เป็นจังหวัดปริมณฑล มีแต่สายงานโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ จนต้องเดินทางไป-กลับเพื่อทำงานในกรุงเทพ เราคิดไม่ตกว่าควรจะจัดการกับตัวเองยังไงดี ทางที่เซฟที่สุดก็คงต้องหางานที่รายรับใกล้เคียงเดิม แต่อาจจะใช้เวลานานมาก หรืออาจจะไม่ได้เลย แล้วระหว่างที่อยู่ที่นี่ เราควรจัดการความคิดยังไงดีคะ ปัญหาเรื่องงาน มันไม่หนักเท่าสภาพจิตใจที่ต้องคอยฟังเขาถากถางไปเรื่อยๆเลยค่ะ
งานถูกใจ เงินเดือนดี แต่สุขภาพจิตเสีย ควรอยู่ต่อหรือลาออกดีคะ
ช่วงแรกๆก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และช่วงหลังบริษัทเติบโต ขยายกิจการ ทำให้หน้างานของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามที่ผู้บริหารอยากให้ทำ แต่เราก็สนุกนะคะ ได้ทำหลายอย่าง และยังได้อยู่ในแวดวงการศึกษาที่ตัวเองชอบ ช่วงหลังๆมาจะเน้นเป็นงาน Markrting เป็นหลัก เช่น ทำการตลาดออนไลน์ให้คนรู้จักองค์กรเรามากขึ้น ติดต่อกับโรงเรียนภายนอกเพื่อนำเสนอบทบาทของบริษัท ประสานงานกับผู้ใหญ่ ประสานงานกับองค์กรต่างๆ แต่นี่ก็เป็นข้อเสีย ที่ทำเราไม่มี JD ที่ชัดเจน ทำงานเหมือนเป็ด คือทำได้หลายอย่างมาก ทำให้งานสำเร็จได้ แต่ไม่เชี่ยวชาญอย่างจริงจังในสักทาง
บริษัทเราทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหารค่ะ เนื่องจากมีพนักงานไม่กี่สิบคน และหน้างานเรา ช่วงหลังๆต้องติดต่อกับผู้บริหารบ่อยครั้งเพราะต้องแจ้งความคืบหน้าของานที่ทำกับองค์กรภายนอก ท่านเป็นผู้หญิง อายุราวๆ 60 ปีค่ะ เราไม่รู้ว่าอาการที่รู้สึกว่าผู้บริหารคนนี้ไม่ชอบเรามันเกิดขึ้นตอนไหน แต่มันเริ่มมาชัดประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ขอยกตัวอย่างนะคะ
1. เรานั่งทำงานอยู่ และท่านก็มายืนด้านหลัง เพื่อคุยกับที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเรา ตอนนั้นเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรา เราจึงทำงานต่อ ไม่ได้หยุดเพื่อฟัง ท่านตบหัวเราและด่าเราเสียงดัง ว่าไม่มีมารยาท ผู้ใหญ่คุยกันแต่ไม่ยอมฟัง จะกลายเป็นคนโง่ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
2. ทุกครั้งที่เราเดินไปแจ้งความคืบหน้างาน หรือนำเอกสารไปให้เซ็น ก็จะถูกต่อว่าเรื่องการสื่อสารที่พูดไม่รู้เรื่อง หรือพิมพ์ไม่รู้เรื่อง ทั้งที่จังหวะนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการพูดไม่รู้เรื่องเลย ข้อนี้เราไม่รู้ว่าเพราะอคติ หรือเราสื่อสารด้วยข้อความที่ไม่ถูกใจคนวัยนี้นะคะ เพราะทุกคนที่เราประสานงาน เขาก็เข้าใจข้อความที่เราสื่อสารกันทั้งหมด ลามมาพูดถึงลูกเราทุกครั้ง ว่าการที่เราเป็นคนแบบนี้ จะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี ลูกจะโง่ เข้ากับสังคมไม่ได้ จะเอาแต่ใจ พูดไม่รู้เรื่อง
3. ช่วงปีที่แล้วเราลาคลอด เพื่อนในที่ทำงานมาเยี่ยมเราที่บ้าน และเขาเล่าให้ฟังว่าลูกชายเจ้าของบริษัท พูดกับคนที่ออฟฟิศว่า ไม่รู้บริษัทจะจ้างคนท้องอย่างเราไว้ทำไม เป็นภาระ จริงๆข้อนี้เราไม่อยากจะใส่ใจเท่าไหร่ค่ะ เพราะลูกชายคนนี้ไม่ได้ทำงานร่วมกับเราโดยตรง และเจอหน้ากันน้อยมาก แต่คำพูดนี้ มันก็แรงจนเราลืมไม่ลงจริงๆ เพราะเราทำงานให้เขาเต็มที่ ตอนท้อง 8 เดือน เราก็ยังขับรถออกไปนอกพื้นที่หลายครั้ง เพื่อเร่งให้งานเสร็จก่อนลาคลอดอยู่เลย
ทั้งหน้างาน และเงินเดือน เราถือว่าเป็นที่พอใจค่ะ เพราะตอนนี้เราอายุ 28 เงินเดือนหลักๆคือ 35,000 บาท แต่มีงานเสริมที่รับกับบริษัทโฮลดิ้งของบริษัทนี้อยู่ด้วย ได้เพิ่มเดือนละ 10,000 บาท แต่ทุกครั้งที่โดนท่านตำหนิ เรารู้สึกเหมือนท่านจะพูดเพื่อให้เราเหมือนเป็นคนด้อยค่า ทำอะไรก็จะไม่ประสบความสำเร็จ จนหลายครั้งเรามามองตัวเองว่าเรามันแย่ขนาดนั้นเลยหรือเปล่า แต่เราก็สามารถใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนรอบข้าง พูดคุยกับทุกคนรู้เรื่อง และเรามั่นใจว่าเราเลี้ยงลูกได้ดีมากๆอย่างแน่นอน แต่ทำไมพออยู่ในองค์กรนี้ เราถึงกลายเป็นคนทำอะไรก็ไม่ดีไปหมดในสายตาเขาขนาดนี้
ด้วยงานเราที่ไม่ได้ทำจริงจังตามตำแหน่งที่บริษัทอื่นๆเป็น ทำให้เราหางานได้ยาก จังหวัดที่อยู่ ก็เป็นจังหวัดปริมณฑล มีแต่สายงานโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ จนต้องเดินทางไป-กลับเพื่อทำงานในกรุงเทพ เราคิดไม่ตกว่าควรจะจัดการกับตัวเองยังไงดี ทางที่เซฟที่สุดก็คงต้องหางานที่รายรับใกล้เคียงเดิม แต่อาจจะใช้เวลานานมาก หรืออาจจะไม่ได้เลย แล้วระหว่างที่อยู่ที่นี่ เราควรจัดการความคิดยังไงดีคะ ปัญหาเรื่องงาน มันไม่หนักเท่าสภาพจิตใจที่ต้องคอยฟังเขาถากถางไปเรื่อยๆเลยค่ะ