เราเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง โตมาในที่ที่ไม่มีทะเล มีแค่ทุ่งนา ถนนเงียบๆ กับชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะได้เก็บกระเป๋าแล้วเดินทางไกลคนเดียวเพื่อมาดูอะไรที่เคยเห็นแค่ในรูป
วันที่มาถึงทะเลจริงๆ มันเงียบกว่าที่คิดนะ ทั้งที่รอบตัวมีคนมากมาย แต่ในใจเรากลับรู้สึกเงียบแบบแปลกๆ ลมทะเลพัดแรงกว่าที่เคยเจอ กลิ่นเค็มๆ ลอยมาแตะจมูก แล้วเราก็ยืนมองมันอยู่นานโดยไม่รู้จะทำอะไรต่อ เหมือนทุกอย่างมันใหญ่เกินกว่าความรู้สึกข้างในจะอธิบายได้
เราเดินไปเรื่อยๆ บนทราย ปล่อยให้เท้าจมลงไปทีละนิด ฟังเสียงคลื่นซัดเข้ามาแล้วก็ถอยกลับ เหมือนมันกำลังเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง แต่เราฟังไม่ออก แค่รู้สึกว่ามันทั้งสวยและเหงาในเวลาเดียวกัน
เราเดินไปเรื่อยๆ บนทราย ปล่อยให้เท้าจมลงไปทีละนิด ฟังเสียงคลื่นซัดเข้ามาแล้วก็ถอยกลับ เหมือนมันกำลังเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง แต่เราฟังไม่ออก แค่รู้สึกว่ามันทั้งสวยและเหงาในเวลาเดียวกัน
มีบางช่วงที่เผลอคิดว่า ถ้ามีใครสักคนยืนอยู่ข้างๆ มันคงอุ่นกว่านี้ อาจจะได้ชวนกันถ่ายรูป หรือหัวเราะกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่พอคิดอีกที การที่เราได้มายืนอยู่ตรงนี้คนเดียว มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า เราสามารถพาตัวเองมาเห็นโลกอีกแบบหนึ่งได้
ตอนเย็นเรานั่งมองพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับลงไปกับเส้นน้ำ มันสวยมากจนไม่รู้จะอธิบายยังไง
แล้วก็แอบเสียดายนิดหน่อยที่ไม่มีใครให้หันไปบอกว่า “ดูสิ มันสวยจริงๆ นะ”
ทริปนี้อาจจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา ไม่มีรูปสวยๆ มากมาย แต่กลับเป็นความทรงจำที่เงียบๆ อบอุ่น และติดอยู่ในใจแบบไม่ต้องพยายามจำ
บางทีความเหงากับความสวยงาม…มันอาจจะอยู่ด้วยกันได้จริงๆ ก็ได้
ครั้งแรกที่ฉันได้เห็นทะเล…ในวันที่ไม่มีใครอยู่ข้างๆ
วันที่มาถึงทะเลจริงๆ มันเงียบกว่าที่คิดนะ ทั้งที่รอบตัวมีคนมากมาย แต่ในใจเรากลับรู้สึกเงียบแบบแปลกๆ ลมทะเลพัดแรงกว่าที่เคยเจอ กลิ่นเค็มๆ ลอยมาแตะจมูก แล้วเราก็ยืนมองมันอยู่นานโดยไม่รู้จะทำอะไรต่อ เหมือนทุกอย่างมันใหญ่เกินกว่าความรู้สึกข้างในจะอธิบายได้
เราเดินไปเรื่อยๆ บนทราย ปล่อยให้เท้าจมลงไปทีละนิด ฟังเสียงคลื่นซัดเข้ามาแล้วก็ถอยกลับ เหมือนมันกำลังเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง แต่เราฟังไม่ออก แค่รู้สึกว่ามันทั้งสวยและเหงาในเวลาเดียวกัน
เราเดินไปเรื่อยๆ บนทราย ปล่อยให้เท้าจมลงไปทีละนิด ฟังเสียงคลื่นซัดเข้ามาแล้วก็ถอยกลับ เหมือนมันกำลังเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง แต่เราฟังไม่ออก แค่รู้สึกว่ามันทั้งสวยและเหงาในเวลาเดียวกัน
มีบางช่วงที่เผลอคิดว่า ถ้ามีใครสักคนยืนอยู่ข้างๆ มันคงอุ่นกว่านี้ อาจจะได้ชวนกันถ่ายรูป หรือหัวเราะกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่พอคิดอีกที การที่เราได้มายืนอยู่ตรงนี้คนเดียว มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า เราสามารถพาตัวเองมาเห็นโลกอีกแบบหนึ่งได้
ตอนเย็นเรานั่งมองพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับลงไปกับเส้นน้ำ มันสวยมากจนไม่รู้จะอธิบายยังไง
แล้วก็แอบเสียดายนิดหน่อยที่ไม่มีใครให้หันไปบอกว่า “ดูสิ มันสวยจริงๆ นะ”
ทริปนี้อาจจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา ไม่มีรูปสวยๆ มากมาย แต่กลับเป็นความทรงจำที่เงียบๆ อบอุ่น และติดอยู่ในใจแบบไม่ต้องพยายามจำ
บางทีความเหงากับความสวยงาม…มันอาจจะอยู่ด้วยกันได้จริงๆ ก็ได้