🚰🥤 น้ำสะอาด กำลังกลายเป็นของหายาก และมีค่าไม่ต่างจากน้ำมัน

กระทู้สนทนา
น้ำสะอาด กำลังกลายเป็นของหายาก และมีค่าไม่ต่างจากน้ำมัน /โดย ลงทุนแมน
(The English version is below)

เราเห็นข่าวอิหร่านใช้กลยุทธ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อดักทางน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งคิดเป็นปริมาณกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

ที่น่าสนใจคือ นอกจากน้ำมันที่เป็นจุดเพ่งเล็งของสงครามแล้ว โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลของกลุ่มประเทศรอบข้าง ก็เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกเพ่งเล็งเช่นกัน

หรือแม้แต่ในโลกของอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง AI ก็มีน้ำสะอาด ที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน จนถึงขนาดที่ว่าจะตั้ง Data Center หรือผลิตชิปได้ น้ำต้องอุดมสมบูรณ์มากพอ..

แล้วทำไมทรัพยากรอย่างน้ำ ที่ในอดีตเคยถูกมองว่าใช้ได้ไม่มีวันหมด กำลังกลายเป็นสิ่งมีค่า
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

“โลกของเรา ประกอบไปด้วยน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วน”
นี่เป็นประโยคที่หลายคนเคยได้ยินมาในคาบเรียนวิชาภูมิศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ เมื่อตอนเรียนหนังสือ

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น ก็คือ น้ำกว่า 97% บนโลก คือน้ำเค็มในมหาสมุทร ที่เราไม่สามารถนำมาใช้ดื่มกิน หรือใช้ในอุตสาหกรรมได้โดยตรง

ส่วนน้ำอีก 2% ก็อยู่ในรูปของธารน้ำแข็งหรือแหล่งน้ำบาดาลลึก ซึ่งยากที่จะนำมาใช้

ทำให้น้ำจืด ซึ่งเป็นส่วนที่เราใช้อุปโภคบริโภค ไปจนถึงใช้ในทางอุตสาหกรรมได้จริง ๆ นั้น มีไม่ถึง 1% ของปริมาณน้ำทั้งหมดบนโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนี้ ก็กำลังถูกบีบให้ลดลงจากภาวะโลกร้อน ที่ทำให้แหล่งน้ำทั่วโลก เริ่มแห้งขอดลงเรื่อย ๆ

รวมถึงแหล่งน้ำบาดาลที่อยู่ใต้ดิน เป็นแหล่งที่ผ่านการสะสมมานานนับพันนับหมื่นปี แต่ปัจจุบันเรากำลังสูบมันขึ้นมาใช้ในอัตราที่เร็วกว่าการเติมเต็มตามธรรมชาติหลายเท่า

ที่สำคัญคือ น้ำจืดไม่ได้แปลว่าน้ำสะอาด..

เพราะน้ำจืดที่มีน้อยอยู่แล้ว ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหามลพิษจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม

หลายอุตสาหกรรม จึงไม่สามารถดูดน้ำจากแม่น้ำมาใช้ได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการบำบัดหลายขั้นตอน ซึ่งทุกขั้นตอนมีการสูญเสียน้ำและใช้พลังงานมหาศาล ทำให้น้ำจืดที่พร้อมใช้งานจริงมีน้อยลงไปอีก

จึงไม่แปลก ที่ในสมรภูมิโลกยุคใหม่ “โรงงานผลิตน้ำจืด” กำลังกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ไม่ต่างจากบ่อน้ำมัน

โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่แทบไม่มีแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติ น้ำจืดทุกหยดที่ใช้หล่อเลี้ยงเมืองและอุตสาหกรรม จึงต้องมาจากการสกัดเกลือออกจากน้ำทะเล

ทำให้การโจมตีโรงงานเหล่านี้เพียงแห่งเดียว อาจสร้างความเสียหายได้รุนแรงกว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะมันคือการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ใช้ประทังชีวิตของผู้คนทั้งประเทศให้หยุดชะงักลงในทันที..

และในขณะที่ภาพของฝั่ง Supply กำลังหดตัวลง ฝั่ง Demand กลับขยายใหญ่ขึ้น..

เพราะนอกจากความต้องการใช้น้ำในภาคการเกษตรสำหรับผลิตอาหาร และอุตสาหกรรมเดิมที่มีการใช้น้ำจืดเพื่อตอบสนองประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันแล้ว

อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี AI นั้น
ก็กำลังกลายเป็นเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่อีกแหล่งหนึ่ง

รู้หรือไม่ว่า ในทุก ๆ วันที่เราใช้งาน ChatGPT, Gemini หรือ Claude นั้น

น้ำปริมาณมหาศาลกำลังถูกใช้เพื่อให้โมเดล AI เหล่านี้ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะ Server ซึ่งเป็นเหมือนสมองที่ใช้ประมวลผล AI นั้น ใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาล

และในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อมาป้อนให้ AI นั้น
น้ำถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอันดับต้น ๆ ที่จะถูกใช้ในโรงไฟฟ้า

และด้วยความที่การประมวลผลเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการปล่อยความร้อนออกมาสูงมาก

Data Center จึงต้องมีระบบหล่อเย็นไว้คอยควบคุมอุณหภูมิ เพื่อไม่ให้ความร้อนในระบบสูงเกินไป ซึ่งใช้น้ำในปริมาณมหาศาล

มีการประเมินว่า ในการฝึกสอนโมเดล AI ขนาดใหญ่อย่าง GPT-3 แต่ละครั้งนั้น เมื่อจบหลักสูตรการฝึก 1 รอบ อาจมีการใช้น้ำในการหล่อเย็นมากถึงหลักล้านลิตรเลยทีเดียว

และในทุก ๆ 10-50 คำถาม ที่เราพิมพ์โต้ตอบกับ ChatGPT น้ำกว่า 500 มิลลิลิตร หรือเท่ากับน้ำดื่ม 1 ขวด ก็กำลังถูกใช้เพื่อหล่อเย็น Server ที่ประมวลผลให้เรา

หรือในโมเดลที่ฉลาดกว่าอย่าง GPT-4 และ GPT-5 นั้น ก็จะถูกใช้ประมวลผลในเรื่องที่ยากและท้าทายขึ้นกว่าโมเดลเดิม ๆ จึงอาจใช้น้ำในปริมาณที่มากกว่าเดิม ต่อการประมวลผลแต่ละครั้ง

และไม่ใช่แค่การใช้ AI ปลายทางเท่านั้น ที่ใช้น้ำมหาศาล

อีกหนึ่งจิกซอว์ชิ้นสำคัญของยุค AI อย่างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ก็กำลังทำตัวเป็นเครื่องสูบน้ำอยู่เช่นกัน

โดยในกระบวนการผลิตชิปนั้น จะต้องมีขั้นตอนการล้างแผ่นเวเฟอร์ เพื่อไม่ให้มีฝุ่นหรือสิ่งเจือปนไปเกาะบนชิป ซึ่งในขั้นตอนนี้จะต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมหาศาล

ตัวอย่างเช่น TSMC ผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของโลกในไต้หวัน ที่ในแต่ละวัน มีการใช้น้ำมากกว่าแสนตันต่อวัน ในกระบวนการทำความสะอาดชิป จนต้องลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำของตัวเอง

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจมีคำถามขึ้นมาว่า โลกของเรามีน้ำทะเลตั้งเยอะแยะ แล้วทำไมถึงไม่สูบน้ำทะเลมาใช้แทน ?

ต้องบอกว่าที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ได้เคยทดลองนำน้ำทะเลมาใช้ประโยชน์ใน Data Center บ้างแล้ว

อย่างเช่น Google ที่มีการนำน้ำทะเลจากอ่าวฟินแลนด์ มาใช้ในระบบหล่อเย็น Data Center ของตัวเองในเมืองฮามินา ประเทศฟินแลนด์

หรือ Microsoft ที่ถึงขั้นทดลองนำ Data Center ลงไปใต้น้ำในโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Natick เพื่อใช้น้ำทะเลช่วยระบายความร้อน

แต่ในความเป็นจริง การจะทำแบบเดียวกันในสเกลระดับโลกนั้นมีอุปสรรคสำคัญซ่อนอยู่ ซึ่งก็คือเรื่องของต้นทุน
เพราะความเค็มของน้ำทะเลนั้น มีฤทธิ์กัดกร่อนโครงสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน Data Center อย่างรุนแรง

การนำน้ำทะเลมาใช้ จึงต้องมีการลงทุนสร้างระบบทำความเย็นและท่อส่งน้ำด้วยวัสดุพิเศษ ซึ่งมีราคาแพงกว่าระบบปกติหลายเท่าตัว

ทำให้สุดท้ายแล้ว การดึงน้ำจืดในพื้นที่มาใช้ ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากกว่าอยู่ดี

และภาพที่เราอาจจะได้เห็น คือการเปิดศึกแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคครัวเรือน

หรือแม้แต่ในภาวะสงคราม ที่แหล่งน้ำจืดก็กลายเป็นหมากสำคัญอีกหนึ่งตัวที่อาจชี้ผลแพ้ชนะของสงครามได้เลยทีเดียว..

https://www.facebook.com/share/p/1GzaokJPeb/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่