แด่คุณพ่อคุณแม่ในอนาคต ว่าด้วยเรื่องการสอบแข่งขัน/เรียนพิเศษ ที่ลูกอาจเจอในยุคปัจจุบัน จากเด็กที่พึ่งจะผ่านมันมา

กระทู้สนทนา
สวัสดีครับ ผมสมัครเว็บบอร์ดมาเพื่อเขียนกระทู้นี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นว่าตนจะพ้นจากระบบการศึกษาในระยะเวลาอันสั้น และคงไม่ได้มาแตะกับมันอีก จะทิ้งสิ่งที่รู้ที่เจอมาก็เสียดาย จึงอยากเขียนไว้เพื่ออาจพอเป็นประโยชน์กับผู้ที่แวะมาอ่านได้บ้าง เผื่อจะช่วยให้เห็นภาพใหญ่

ยาวไปไม่อ่าน : เริ่มให้เร็ว, อย่าอนุมานว่าลูกรู้ทุกอย่าง ไม่งั้นจะเสียโอกาส

เราคงจะเห็นข่าวว่าการแข่งขันมันเริ่มตั้งแต่อนุบาล ที่ต้องแย่งกันสอบเข้าโรงเรียนดี ๆ ที่ค่าเทอมที่ครอบครัวจ่ายไหว, ผมไม่แปลกใจเลย และอยากจะบอกว่านั้นคือจุดเริ่มต้น, อันที่จริง ถ้าไม่คาดหวังว่าลูกต้องพูดภาษาอังกฤษ/จีนได้ตั้งแต่เล็ก ก็ยังพอจะมีเวลาเรียน ๆ เล่น ๆ ตามวัยจนถึง ป.4 และแล้วมันก็เริ่มขึ้น

เมื่อขึ้น ป.4 ข้อเท็จจริงที่ว่าการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นก็ประจักษ์ชัด ถ้าคุณคาดหวังให้ลูกเข้าโรงเรียนมัธยมชั้นนำได้ เริ่มให้ลูกเรียนพิเศษอย่างช้าคือตรงนี้ไม่งั้นมันจะเหนื่อย เพราะแต่ละโรงเรียนเรียนไม่เหมือนกัน เรียนตามโรงเรียนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การกวดขัน/ชี้ให้เห็นเป้าหมายเพื่อให้ตัวบุตรหลานทำโจทย์/อ่านหนังสือ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะสอบในระดับนี้ถ้าขยันมากพอ ก็พอจะสอบติดได้ (ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้ขยันขนาดนั้นก็ตาม ผู้เขียนรู้สึกเข้าใจตนเองในตอนนั้นอย่างยิ่ง กระนั้นแล้วถ้าย้อนเวลากลับเป็นผู้ปกครองตนเองได้ ก็จะพยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการอ่าน เป้าหมาย และแรงบันดาลใจให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เราขยันได้เองโดยไม่ได้ต้องบังคับ)

ในช่วงนี้ การสอบแข่งขันก็เริ่มมีเยอะขึ้น ที่เห็นจะประโยชน์ก็จะมี การแข่งขันคณิตศาสตร์ของสมาคมคณิตศาสตร์ฯ, TEDET, ASMO และก็มีการสอบอื่น ๆ ที่เอกชนจัดขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไร

การสอบเข้า ม.1 เป็นการแข่งขันที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อในความเห็นส่วนตัว หลาย ๆ บ้านยอมซื้อคอนโด/เช่าเพื่อย้ายทะเบียนบ้าน ในเขตพื้นที่ที่โรงเรียนนั้น ๆ อยู่ เพื่อจะได้ใช้สิทธิ “เด็กในเขตพื้นที่บริการ” ซึ่งมีอัตราการแข่งกันที่ดีกว่า

เมื่อเข้า ม.1 ได้แล้ว ตรงนี้ก็จะเริ่มมีอะไรอีกเต็มไปหมด สังคมใหม่ ฯลฯ
การสอบแข่งขันที่มีประโยชน์ก็มี IJSO (ม.3 บางวิชาจะเป็น สอวน.), สมาคมคณิต ฯลฯ ซึ่งถ้าจะสอบได้ ก็ต้องติวกันอีกเป็นเรื่องเป็นราว

เช่นเดียวกัน ถ้าคาดหวังว่าลูกจะเข้า ม.4 โรงเรียนดี ๆ ได้ควรเริ่มตรงนี้ ถ้าไปบอกลูกตอน ม.3 ว่าอยากให้สอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมฯ ผมบอกได้เลย มันสายไปแล้วครับ จะมี passion และขยันขนาดไหน ถ้าไม่ได้หัวดีมีพรสวรรค์จริง ยากมาก ๆ ครับ ข้อสอบดีไม่ดีเอาเด็ก ม.6 มาทำก็ทำไม่ได้ครับ บางปีเอาข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาเปลี่ยนเลขก็มีครับ
ค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษแพงมหาศาล ที่เรียนพิเศษก็จะเริ่ม shift จากที่เรียนตอนประถม (ยกเว้นบางที่ที่สอนยาว เป็นสถาบันกวดวิชามีชื่อเสี่ยง)

เมื่อเข้า ม.4 นี้แหละของจริง จะเข้าอะไรก็ต้องเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตรงนี้ ถ้าคาดหวังจะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ ควรเรียนเนื้อหาของ ม.6 จบภายใน ม.5 เทอม 1 (ภายในตุลาของปีที่อยู่ ม.5, ถ้าเรียนพิเศษตรงนี้คือคอสเนื้อหา) แล้วที่เหลือก็คือทวนที่เรียนมานั้นแหละ (ถ้าเรียนมันคือคอสเอ็นทราน) แล้วก็เริ่มพวกคอสตะลุยโจทย์อย่างช้า ตุลา ม.6
เรื่องตลกร้ายที่สุดคือ ถ้าไม่ใช่เด็กที่ไร้ความรับผิดชอบอะไร จะเป็นช่วงนี้แหละที่ตัวเด็กเองขอเรียนพิเศษ

การสอบแข่งขันที่มีประโยชน์ก็มี สอวน. (สอวน. ก็มีหลายวิชามาก ๆ ไม่ใช่แค่ วิทย์ คณิต ยังมี ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิวเคลียส ปรัชญา), สมาคมคณิตศาสตร์ฯ, ถ้าสายกฎหมาย ก็มีตอบปัญหากฎหมายของคณะนิติ/ศาลต่าง ๆ, ถ้าสายวิทย์ ก็มีตอบปัญหา คณะแพทย์ คณะวิทย์ ของหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ซึ่งแต่ละวิชาก็มี value ของตัวมันเองในการยืนพอร์ต/quota

หากจะแนะนำอะไรสักอย่างที่ช่วยหาตัวตน pre degree ม.ราม/มสธ. ครับ สนใจอะไรก็ลองไปลงตัว 101 ดู

พอพูดถึงเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันก็แบ่งเป็น 4 รอบ

รอบ 1 รอบพอร์ต : โดยจุดประสงค์ เค้าอยากให้เด็กกิจกรรมที่โด่ดเด่นและมี passion ได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่เอาในความเป็นจริง มันก็อาจถูกครึ่งเดียว
หลาย ๆ คณะ เช่น
- สถาปัตย์ฯ ใช้รอบนี้เป็นการรับหลัก โดยไม่ได้ requited กิจกรรมอะไรมากมาย แต่ให้ "โจทย์" ในการทำผลงานตามที่กำหนดส่งไป : เห็นมั้ยครับ มันก็คือการสอบนั้นแหละ อาจเรียกว่าสอบแบบ take home ก็ยังได้ ถ้าจะเข้าคณะเหล่านี้ก็ต้องเริ่มฝึกเริ่มเรียนกันตั้งแต่ ม.4 ครับ
- บางคณะ ก็จะรับ "นักเรียนที่มีความถนัดทางภาษาอังกฤษ" อันนี้ก็ใช้คะแนนพวก IELTS toefl และคะแนนสอบต่าง ๆ
ปัจจุบันมีการสอบ TPAT TGAT ไว้ใช้ประกอบการยืนพอร์ต จัดสอบช่วงเดือนธันวา (ยังเรียน ม.6 ไม่จบ)
- สอวน.จะมีประโยชน์ในรอบนี้มาก ๆ ในหลาย ๆ คณะ แต่แค่จะเข้าค่าย 1 ก็ยากมาก ๆ แล้ว ข้อสอบเข้าค่าย 1 ยากกว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ในปัจจุบันเห็นมีการทำวิจัย/แข่งโครงงาน เพื่อเอาพอร์ต ส่วนตัวเห็นว่าหลาย ๆ ชิ้นงานก็ทำเพื่อยืนพอร์ตเท่านั้น ไม่ได้ตอบสนองจุดประสงค์จริง ๆ ของมัน
การเรียนเอาเกียรติบัตร คอสออนไลน์ ค่ายต่าง ๆ ที่หลอกเสียเงินก็มีมากมายเหลือคณานับ ส่วนตัวมีวิธีสังเกตได้ดังนี้
- สิ่งเหล่านี้ไม่มี value อะไรเลย ถ้าเรายังตอบไม่ได้ว่าเราได้อะไรจากการเข้าร่วมมัน เกียรติบัตร เป็นเพียงผลพลอยได้และเครื่องยืนยัน
- ค่ายต่าง ๆ ให้โทร/e-mail สอบถามทางคณะได้เลยว่าของคณะจัดจริงมั้ย มีผลต่อการคัดเลือกมั้ย
อีกอย่างที่มีประโยชน์คือโครงการเรียนล่วงหน้า เห็นมีของ ม.เกษตร และ เชียงใหม่ อันนี้มีประโยชน์จริง (ไม่มั่นใจว่าอยู่รอบ พอร์ต/quota)

รอบ 2 Quota : ก็ตรงตัว แค่ว่าหลาย ๆ ที่ในปัจจุบันก็ไม่ได้จำกัดพื้นที่ขนาดนั้น กทม. ก็สมัครได้ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัย หลาย ๆ หลักสูตร
รอบ 3 Admission : ก็ตรงตัวอีก สอบ A-level (ข้อสอบ entrance) สอบช่วงเดือนมีนา
รอบ 4 Direct Admission : รอบเก็บตก
ถ้าไม่นับรอบพอร์ต รอบอื่นก็คืออ่านหนังสือสอบนั้นแหละครับ

ที่พูดมาทั้งหมด เพื่ออยากให้เห็นภาพรวมและสิ่งสำคัญ เพราะ ค่าเสียโอกาสมันแพงมาก ๆ ครับ เด็กหลาย ๆ คนไม่ได้เก่งไม่พอ แค่เค้าเตรียมตัวช้าไปหรือไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวตั้งแต่ตอนไหนครับ และผมไม่แนะนำให้อนุมานว่าเด็กจะรู้สิ่งที่เขียนมาข้างต้นได้เองด้วยเหตุผลเดียวกันครับ

ที่นี้มาพูดเรื่องเรียนพิเศษกันบ้าง
การเรียนให้ประสบผลสำเร็จต้องเริ่มจากฐานราก นี้เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนเข้าใจกันดี
คนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าพื้นฐานไม่ดีก็จำเป็นต้องมาแก้เรื่อง ป.4 ใหม่อย่างช่วยไม่ได้
คณิตศาสตร์
- ส่วนตัวเห็นว่าพื้นฐานของวิชาเลข ก็คือการดำเนินการด้านจำนวน ถ้ายังแก้สมการไม่คล่อง วิชาเลขก็ยากตลอดไป ดังนั้นถ้าสร้างพื้นฐานมาดีตั้งแต่ประถม ก็จะไปได้เร็วในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย
- แนะนำให้เรียนในที่ที่เค้ามีการบ้านชัดเจน เพราะที่ที่ให้จดตามเฉย ๆ มันไม่ฟังก์ชันในการเรียน เนื่องจากจะเก่งเลขได้ต้องทำโจทย์
วิทยาศาสตร์
- ถ้าเลขแข็งพอ วิทย์ (เคมี ฟิสิกส์) ก็จะสบายขึ้นครับ แต่ละวิชาแต่ละคนมีจริตการเรียนไม่เหมือนกัน ส่วนตัวเห็นว่า ช่วงเก็บเนื้อหาจะเรียนกับใครก็ได้ เอาให้เรียนจบไม่เทคอส ทำการบ้านทัน คอสเอ็นค่อยมาพิจารณาอีกที่
ภาษาอังกฤษ
- เนื้อหาที่ใช้สอบเข้า ม.1 กับ มหาวิทยาลัยก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน และในปัจจุบันกวดวิชาแตกย่อยคอสภาษาอังกฤษเยอะมาก ๆ จนเกินจำเป็น
- ถ้า grammar แนะนำ Cambridge Series English Grammar ทำถึงเล่ม intermediate ก็เพียงพอกับสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัย
- คำศัพท์ อันนี้ก็สุดแท้แต่จะถนัดเลย ใครใคร่ท่อง ท่อง, ใครใคร่ค่อย ๆ อ่าน ก็ตามสบาย แต่ที่ถามเพื่อนในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครท่องกันครับ เพราะมันจะลืม อาศัยทำโจทย์ reading/ดูสื่อภาษาอังกฤษ/ดูรากศัพท์/ดู prefix suffix เอา
สังคม-ไทย
- มันดูเป็นวิชาลูกเมียน้อยสุด ๆ ทั้งที่จริง ๆ ผมว่าวิชานี้แหละเรียนแล้วได้ใช้จริงสุด, whatever ก็อย่าเทมันเสียทีเดียว แนะนำให้เรียนพิเศษเพื่อประหยัดเวลาครับ เมื่อเทียบกับคะแนนที่ได้ คุ้ม

Q : จะเรียนอะไรเยอะแยะ ไม่ทรมานตายหรอ
A : ทรมานมากครับ เรียนที่โรงเรียนเสร็จก็มาเรียนต่อถึง 2 ทุ่มทุกวัน(เพราะกวดวิชามันปิดตอนนั้น) เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ได้พัก แถมเป็นเด็กด้วย ไม่ได้คิดว่าต้องจัดตาราง ฯลฯ ยังไงให้มันจบทัน แต่ทุกคนก็เรียนครับ เพราะโลกนี้ไม่ได้ยุติธรรม การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกฐานะ/รักษาฐานะ ได้ดีที่สุดที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะมีได้ครับ
Q : ถ้าเริ่มช้ากว่าที่เขียนต้องทำไง
A : สู้ครับ แล้วก็ปรับให้เข้ากับตัวเอง ผู้เขียนก็พึ่งมารู้ว่าเริ่มช้ากว่าชาวบ้านขนาดไหน (จึงเขียนกระทู้นี้มาเผื่อมีพ่อแม่ใครสักคนมาเห็นแล้วอาจพอเป็นประโยชน์กับลูกเค้าได้) สุดท้ายแล้วเราก็ต้องสู้ (ผู้เขียนก็ยอมรับตามตรงว่า พึ่งแยกชนิดของคำในภาษาอังกฤษได้ตอน ม.5 แต่สุดท้ายก็สอบติดมหาวิทยาลัยมาได้)

สุดท้ายนี้ก็หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย และผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการ "เรียนเพื่อสอบ" ของทุก ๆ คนจะยังคงหลงเหลือ "การเรียนเพื่อรู้" ไว้อย่างอยู่บ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนเองแม้มันจะถูกกลืนกินด้วยการเตรียมสอบทั้งปวงก็ตาม

Disclaimer : เนื้อหาทั้งหมดนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวและมุมมองของผมเพียงคนเดียว ซึ่งอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกครอบครัว เพียงแต่อยากแชร์ไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่