ห้องเช่าราคาถูก : 7วันสยองขวัญ(1)

กระทู้สนทนา
​สวัสดีค่ะทุกคน ตามที่เราเกริ่นไว้ในกระทู้เปิดตัวนะคะ
วันนี้เราจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่จำฝังใจที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ตอนนั้นเราอายุประมาณ 5-6 ขวบ พวกเรามีกัน 4 คน แม่ พี่คนโต พี่คนรอง และเรา มันเป็นช่วงที่ครอบครัวเราลำบากต้องย้ายบ้านหนีหนี้อยู่บ่อยๆ แม่เป็นคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกเองทั้งหมด 3 คนเลยต้องหาหนทางรอดเพื่อพวกเราทำให้เป็นหนี้ท่วมหัวและใช้คืนไม่ไหว เพราะครอบครัวเราจนมากเลยทำให้ต้องหาบ้านเช่าที่ราคาไม่แพงมากเพื่อหาที่อาศัยระหว่างหลบหนีในทุกๆครั้ง และในที่สุดแม่ก็เจอทาวน์โฮม 2 ชั้นที่ดูผ่านทางเฟสบุ๊คและเห็นเป็นบ้านหลังสุดท้ายในซอยตามรูป ซึ่งมันดูปลอดภัยจากการตามหาของเจ้าหนี้ ในวันเดียวกันแม่ทักหาเจ้าของบ้านเพื่อถามราคาเช่า และราคาเช่าที่เจ้าของบอก ค่าเช่าแค่เดือนละ 1,000 นิดๆ ไม่ถึง 1500 ด้วยซ้ำ เมื่อแม่รู้ราคาแล้วเลยตัดสินใจพาพวกเราย้ายไปในคืนนั้นเลย

​วันที่ 1: ย้ายที่ใหม่
โอเค เอาคร่าวๆที่เราจำได้นะ
เรากับครอบครัวมีกันอยู่4คน แม่ พี่สาว2คน และเรา พวกเรามักจะย้ายบ้านบ่อยเพราะแม่ต้องคอยหาเงินเพื่อเลี้ยงดูเรา3คน ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม และการที่แม่ไปยืมเงินคนอื่นบ่อยๆทำให้ในหลายๆครั้งไม่ไหวที่จะคืนเลยเลือกที่จะย้ายหนีทุกครั้ง และการย้ายทุกครั้งแม่ก็มักจะหาบ้านหรือห้องเช่าที่ราคาถูกเสมอเพื่อให้ง่ายต่อการจ่ายเงิน และบ้านหลังนี้เราจำไม่เคยลืม เราย้ายเข้าบ้านหลังนี้โดยที่แม่คุยกับเจ้าของบ้านผ่านทางไลน์หรือแชทและตกลงกันที่ราคาเช่าต่อเดือนคือ1000นิดๆ ทีแรกเราคิดว่าเป็นแค่ห้องเช่าเล็กๆเพราะราคามันค่อนข้างถูก แต่คืนนั้นเหมือนแม่รีบเพราะกลัวเจ้าหนี้มาทวงเงินเลยทำให้เราต้องขนของย้ายกันตั้งแต่6โมงเย็นของวันนั้นและถึงบ้านใหม่ตอน2ทุ่มวันนั้นเลย(ไม่แน่ใจเรื่องเวลานะคะ แต่เป็นช่วงเวลาที่ฟ้ามืดแล้วเลยกะเอาค่ะ) พอเราถึงที่หมาย สภาพบ้านค่อนข้างเก่ามาก เป็นทาวน์โฮม 2 ชั้นที่อยู่หลังสุดท้ายในซอยลึก และบ้านรอบๆประมาณ 3-4 หลังก็ไม่มีคนอยู่เลย(เพราะไม่เห็นเปิดไฟและมืดมาก) ข้างหน้าบ้านจะเป็นรั้วเหล็กที่ขึ้นสนิมเขรอะ ใบไม้แห้งตายเกลื่อนเต็มพื้น แม่เดินนำเข้าไปก่อนตามด้วยพี่สาวทั้ง 2 และเราคนสุดท้าย พอเข้าไปข้างก็ดูสะอาดตาอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่มีฝุ่นเกาะนิดนึง แม่บอกให้เรานอนพักกันข้างล่างก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยตื่นมาทำความสะอาดกัน แล้วเราก็นอนพักกันที่ข้างล่าง ในคืนแรกยังไม่มีอะไร แต่ดันมีหมาที่ไหนไม่รู้มาเห่าหอนสร้างบรรยากาศทั้งคืนเลย
อ้อแล้วเราจำได้คร่าวๆนะเพราะตอนนั้นเราเด็กมากน่าจะสัก5-6ขวบมั้ง เป็นช่วงเวลาที่ไม่เคยลืมเลยล่ะ5555
เราจำได้ว่าตอนกำลังเดินเข้าไปในบ้าน เราก็เอาแต่จ้องไปที่ระเบียงชั้น 2 ของบ้านที่อยู่ตรงกับหน้าบ้านพอดี มันไม่มีอะไรนะเพราะมันมืดมาก แต่พอยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเย็นวาบแปลกๆ ไม่รู้ว่าเพราะยังเด็กอยู่ด้วยรึป่าวเลยทำให้คิดไปเลื่อยเปื่อย

​วันที่ 2: ทำความสะอาด
ตอนเช้าของวันเราน่าจะตื่นเป็นคนสุดท้ายแล้วก็สายมากด้วย ทุกคนเลยเก็บชั้น2กันเสร็จหมดแล้ว แม่เป็นคนแรกที่ขึ้นไปชั้น 2 ก่อน ตามด้วยพี่สาว 2 คน พอเราตื่นเราเลยเริ่มสำรวจบ้าน เริ่มจากหน้าบ้าน ข้างหน้าเป็นรั้วสนิมมีที่จอดรถได้ 1 คัน เดินเข้ามาประตูเข้าบ้านจะอยู่ทางซ้ายมือ และมีกระจากหน้าต่างบานเล็กๆอยู่ทางขวา2บาน ในตัวบ้านจะเป็นโถงยาวแต่ไม่ใหญ่มาก อารมณ์เหมือนบ้านในหมู่บ้านพฤกษาทั่วๆไป ตรงเข้าไปด้านในสุดจะมีห้องน้ำที่หันเข้าหาครัวด้านหลัง ในครัวแปลกมากที่ไม่มีรูระบายอะไรเลยมีแค่แผ่นกระเบื้องใสบนหลังคาประมาณ 2-3 แผ่นเพื่อให้แสงผ่านเข้ามา มันเป็นห้องเปล่าที่ไม่มีอะไรเลย มีก็อกน้ำสายยางและเราคิดว่าน่าจะเป็นคาบน้ำที่อยู่แถวๆก็อก มันไม่มีแม้แต่ชั้นหรือตู้วางของเลย เป็นห้องเปล่าที่สามารถทำเป็นห้องนอนได้เลย แต่ใครจะนอนล่ะ555
ชั้น 2 เราแปลกใจอย่างนึงคือบันไดระหว่างขั้นมันห่างกันพอสมควรเหมือนขั้นบันไดบ้านไม้แบบโบราณ แล้วมันก็ทำจากไม้ที่ดูเก่าด้วย พอขึ้นไปชั้น 2 จะมีห้องตรงบันไดพอดีน่าจะเป็นห้องใหญ่สุด และทางขวาจะมีห้องเล็กที่มีกุญแจล็อคไว้เราไม่สามารถเปิดได้ หันขวาอีกก็จะเป็นห้องเล็กอีกห้องที่เป็นของพวกเรา 3 พี่น้อง เพราห้องมันเล็กมากทำให้นอนด้วยกัน 4 คนไม่พอ และก่อนที่เราจะเปิดเข้าไปดูในห้องใหญ่ แม่ก็เปิดประตูสวนออกมาก่อนแล้วบอกว่าแม่จะนอนห้องใหญ่คนเดียว และยังบอกอีกว่าถ้าแม่ไม่อยู่ห้ามใครเข้าไปในห้องแม่เด็ดขาด ทีแรกเราก็ไม่อะไรแถมยังคิดว่าแม่คงจะแอบผู้ชายไว้เหมือนทุกที และวันที่ 2 ก็จบลงด้วยการทำความสะอาดเสร็จและแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน

​วันที่ 3: เหตุที่ทำให้เกิด...
และเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเริ่มในวันที่ 3 ของการอยู่ที่นี่ ด้วยความที่เราและพี่คนรองอายุยังเด็กเลยมีความไม่เชื่อฟังสิ่งที่แม่พูด ปกติเราจะเล่นกันอยู่ข้างล่างเวลาที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่ แต่ในวันที่ 3 ตอนเช้าในขณะที่แม่กับพี่คนโตออกไปข้างนอก เรากับพี่คนรองเลือกที่จะเข้าไปดูในห้องแม่ว่ามีอะไร ตอนแรกเราก็กล้าๆกลัวๆและยืนเถียงกันอยู่หน้าห้องใหญ่ว่าใครจะเข้าไปก่อน แต่สุดท้ายก็เป็นพี่รองที่เปิดเข้าไปก่อน ภายในห้องกว้างมาก เหมือนตั้งใจให้ชั้น2มีแค่ห้องเดียวเท่านั้น มันคือห้องที่มีระเบียงที่เรามองตั้งแต่ตอนแรกที่ย้ายมา พอเข้าไปในห้องจะมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่วางไว้ข้างประตูทางเข้าเลยและมีฐานเตียงขนาด5-6ฟุต(จำไม่ได้)วางไว้อยู่กลางห้อง ที่นอนแม่เป็นที่นอนโตโต้ปูอยู่ที่พื้นอยู่ตรงกลางระหว่างเตียงและตู้เสื้อผ้า เราและพี่สาวเดินไปดูที่ระเบียงตอนแรกไม่มีไม่อะไรแต่พอเดินออกไปกลับเจอศาลไม้ที่ตั้งอยู่นอกระเบียง เราและพี่สาวเห็นว่ามันแปลกๆเลยคิดว่าจะออกกันแล้ว แต่ก่อนออกก็แอบเปิดตู้เสื้อผ้าดูว่ามีอะไร มันยิ่งทำให้เราตกใจ เพราะในตู้ มีตุ๊กตาหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าตัวคนตั้งไว้อยู่ ลักษณะของหุ่นขี้ผึ้งนั้นเราจำได้ดี มันเป็นเหมือนรูปตานีหรือนางกวักสักอย่าง อยู่ในท่านั่งพับเพียบและสวมเสื้อผ้าชุดไทย(สไบ) และในตู้ยังมีที่เหมือนกับยันสีแดงและสายศิลป์วางไว้อยู่บนชั้นลอยในตู้เสื้อผ้า และพอเราเห็นแบบนั้นเราก็รีบปิดประตูแล้วลงไปข้างล่างทันที เรื่องหลอนมันก็เริ่มที่คืนนี้แหละ
คืนนั้นแม่ต้องนอนที่ชั้นล่างเพราะจู่ๆห้องนอนของแม่มันก็ล็อค พวกเราพยายามงัดแงะแคะพังเข้าไปทุกวิธีแล้วก็เปิดไม่ออก และเรากับพี่รองมั่นใจนะว่าไม่ได้ล็อคห้องก่อนที่พวกเราจะออกมา ทีแรกเราจะให้แม่นอนในห้องด้วยกันแต่ห้องมันเล็กมากแค่ 3 คนนอนก็จะติดประตูแล้ว และคืนแรกของความสยองก็เริ่มขึ้น คืนที่ 3 เราและพี่รองเริ่มได้ยินเสียงเคาะจากข้างนอกห้องและเสียงเปิดประตู เราและพี่รองนอนคุยกันไปเรื่อยเปื่อยเพื่อลบความกลัวออกจากจิตใจ เราและพี่รองคุยกันนานมากพร้อมกับได้ยินเสียงหมาเห่าหอนมาเป็นระยะๆ จนเราทั้งคู่ผอยหลับไป และตื่นเช้ามาด้วยความอ่อนเพลีย เราและพี่รองเอาเรื่องที่เจอไปคุยกับพี่คนโต แต่เค้าก็ไม่คิดอะไร

​วันที่ 4: เสียงอะไร...
เช้าวันที่ 4 เราไปถามแม่ตรงๆว่าเมื่อคืนแม่ได้ขึ้นมาบนห้องมั้ย แต่แม่ก็ตอบว่าไม่ได้ขึ้นทั้งยังบอกอีกว่าแม่ออกไปหาเพื่อนข้างนอกกลับเข้ามาอีกทีก็เช้าเลย ตอนนั้นเราคิดจะปล่อยผ่านแล้วเพราะไม่อยากจะคิดอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว แล้วเราทุกคนก็ออกไปข้างนอกกัน ครอบครัวเราเป็นคนอรรถยาศัยดี เวลามีคนมาซื้อพวงมาลัยแม่ก็จะคุยด้วยตลอด ตกเย็นเวลา 4-5 โมงเย็นพวกเราแวะร้านค้าใกล้บ้าน เป็นร้านของชำเล็กๆแถวนั้น คนขายเป็นคนแก่ที่อยู่กับลูกอีกคนที่ดูมีอายุเช่นกัน ทีแรกไม่มีอะไรก็ซื้อของตามปกติแต่เมื่อยายเค้าถามแล้วเราตอบ บรรยากาศที่คุยกันดีๆตอนแรกก็เปลี่ยนไป ยายถามเราว่าบ้านอยู่ไหนกัน เราเลยตอบไปว่าอยู่ซอยนี้หลังนี้ หลังจากที่เค้าได้ยินคำตอบของเรา รอยยิ้มบนหน้าก็หายไปทันที เราเห็นแล้วว่าหน้ายายเค้าเป็นยังไง หน้าเค้าดูเคร่งเครียดขึ้นมานิดหน่อยแต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คืนนี้เราและพี่รองเลือกตัดสินใจที่จะเปิดไฟไว้นั่งเล่นกันยันเช้าเพื่อจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงอะไร เราเอาของเล่นที่ซื้อจากบ้านยายมานั่งเล่นกันพร้อมชวนพี่คนโตมาเล่นด้วย แต่ด้วยความที่เค้าเหนื่อยจากการออกไปข้างนอกมาจึงชิงหลับไปก่อน เราและพี่รองพยายามเล่นด้วยกันจนถึงเช้า และดูเวลาในโทรศัพท์ปุ่มกดรุ่นเก่าว่ากี่โมงอยู่ตลอด จนมันถึงช่วงที่เหมาะเจาะพอดีจริงๆ เราดูนาฬิกามันอยู่ที่ตี3กว่าๆ สำหรับเด็กเล็ก 2 คนช่วงเวลานี้มันทั้งมันง่วงและเพลียมาก เราคิดว่าใกล้เช้าแล้วคงจะไม่มีอะไรแล้ว เลยเลือกที่จะนอนกันแต่เรากับพี่รองเผอิญหันไปเห็นแสงอ่อนๆผ่านร่องประตูด้านล่างพอดี เราทั้งคู่แน่ใจว่าเห็นเหมือนมีเงาคนกำลังเดินวนไปมาอยู่หลายรอบ เราทั้งคู่รีบหลับตาเพื่อให้ผ่านค่ำคืนนี้ไปเร็วๆ แต่พอเราหลับตาปี๋เพื่อที่จะพยายามนอน เราทั้งคู่ได้ยินชัดเจนว่ามีคนปาเก้าอี้พลาสติกในห้องที่มืดสนิทอย่างเสียงดังชัดเจนเลย และยังมีเสียงเหมือนบิดหรือเหยียบขวดน้ำอีกด้วย เราและพี่รองมั่นใจว่าเสียงมันอยู่ในห้องของพวกเรา แต่เราและพี่รองหลับตาปี๋ไม่มีใครกล้าลืมตาเลยจนเราเผลอหลับไปอีกครั้งและตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ที่หน้าตกใจคือเราพบว่าในห้องนอนของเราไม่มีขวดน้ำหรือเก้าอี้เลย มีเพียงแค่ของเล่นพลาสติกรูปปิ่นโตชิ้นเล็กๆที่เราเอามาเล่นกับพี่รองเมื่อคืนนี้เท่านั้น...

4วันแรกใครคิดว่ายังไหวชิวอยู่มั้ยคะ555
​"อย่างแรกเราต้องออกตัวก่อนนะคะว่าเรื่องนี้ผ่านมานานมากแล้ว เราพึ่งมีโอกาสได้ไปเช็กความจำกับพี่สาวคนรองที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน จุดที่ตรงกันเป๊ะคือเรื่อง 'เสียงปาเก้าอี้กลางห้อง' ที่เราสองคนจำได้ไม่มีวันลืม แต่รายละเอียดบางอย่าง เช่น ประวัติการตาย หรือสิ่งที่อยู่ในตู้ ความทรงจำเราสองคนอาจจะต่างกันไปบ้างตามประสาเด็กในตอนนั้นค่ะ..."

และถ้าใครอยากรู้ว่าอีก 3 วันที่เหลือจะเป็นยังไงก็รอติดตามนะคะ เราจะมาแชร์อีกกระทู้นะคะ เดี๋ยวมันจะยาวเกินไปค่ะ5555
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่