"อาป๊ะ บ่อ ฮกขี่" (คุณพ่อไม่มีวาสนา)
ใกล้วัน "เช็งเม้ง" ทำให้นึกถึงช่วงโควิดระบาดหนักเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ลูกหลานจีนเลี่ยงที่จะไม่ไปไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน มาจัดไหว้ที่บ้านแทน ในปีนั้นพวกเราพี่น้องทักแชทคุยกันในกลุ่มตระกูลลี้ ดังติ๊งติ๊งตลอดเวลา
แม่นันทำงานไปค่อยๆไล่อ่านข้อความในกลุ่มไป เพราะอยากเช็คให้แน่ใจว่าเรานัดไหว้อาป๊ะอาอึ้ม (คุณพ่อคุณแม่) ที่บ้านอาตั่วเฮียกันในวันที่ 5 เมย. แน่ๆ
ใช่มั้ย จะได้จัดตารางของตัวเองถูก ไล่ไปไล่มา มาสะดุดตรงข้อความที่อาตั่วแจ้พิมพ์บอกอาโหง่วแจ้ (พี่สาวคนที่5) ที่กำลังเดินทางไปบ้านอาเฮียเพื่อ
จุดธูปบอกกล่าวต่อหน้ารูปอาป๊ะอาอึ้มว่า เราลูกหลานมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่ไหว้เช็งเม้งเป็นที่บ้านแทน
ไลน์อาตั่วแจ้เด้งขึ้น
อาตั่วแจ้: "บอกพ่อด้วย ตอนพวกเราเด็กๆ พ่อมีปูสองตัวก็นึกถึงแต่ลูกๆ แกะให้พวกเรากิน วันนี้ลูกๆเอาเนื้อปูล้วนๆมาให้พ่อกินแล้วนะ"
แม่นันอ่านแล้วนิ่งไปห้าวิ น้ำตาซึม..
อาตั่วแจ้เป็นลูกคนโต ใกล้ชิดพ่อแม่มากที่สุด ผ่านความสุขเห็นความลำบากบนความรักในระหว่างมื้ออาหารที่อาป๊ะมีให้ต่ออาอึ้มและลูกๆ มาโดยตลอด แม่นันก็รับรู้มาโดยตลอดผ่านการบอกเล่าของอาตั่วแจ้และพวกอาแจ้ทั้งหลาย จึงไม่แปลกเลยที่ประโยคนี้จะทำให้แม่นันร้องไห้ ....
ก่อนเช็งเม้งในปีนั้นก็ครั้งหนึ่งแล้ว ที่หนึ่งในพี่น้องเราติดโควิด ทำให้ทุกคนเลี่ยงที่จะเดินทางไปรวมตัวกันที่บ้านอาเฮียในวันไหว้อาป๊ะจ้อขี่ (ครบรอบวันตายของคุณพ่อ) โดยอาตั่วแจ้ให้อาเฮีย (ลูกชายคนโต) เป็นคนไหว้แทนทุกคน (หิ้งพ่อแม่ ลูกชายคนโตเป็นผู้ดูแล) อาตั่วแจ้เล่าว่า อาตั่วแจ้เศร้าที่สุดเลยในวันนั้น ที่ตั้งใจทำอาหารที่อาป๊ะชอบ และอยากนำไปไหว้ด้วยตัวเอง แต่ก็ไปไม่ได้
แม่นันถามว่า "เศร้าทำไม แจ้ไม่ได้ไปไหว้ด้วยตัวเองแต่ส่งอาหารไปให้อาเฮียไหว้ อาป๊ะก็ได้รับเหมือนกัน ถ้าหากแจ้ไม่สบายใจแจ้ก็ทำใส่บาตรให้อาป๊ะ
ได้อีกนี่นา" "เห็นทุกครั้งก็ทำใส่บาตรให้บ่อยๆ ทำไมครั้งนี้เกิดขี้แงขึ้นมาล่ะ"
....น้ำเสียงอาตั่วแจ้เศร้าจริงๆ...
"เล็กรู้มั้ย แจ้รู้สึกเศร้าใจมาก แจ้นั่งซึมทั้งวัน จนเจ๊ลั้ง (แม่บ้าน) ผิดสังเกต เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงอยู่บ่อยๆ"
"แจ้นั่งคิดถึงอาป๊ะ” "นั่ง ไก่อาป๊า บ่อฮกขี่ จิงซิก" (คิดถึงพ่อของเรา พ่อเป็นคนไม่มีวาสนาจริงๆ)
"อาป๊ะมักจะแบ่งให้ลูกๆได้กินก่อนเสมอ อาป๊ะกินน้อยหรือไม่ได้กินก็ไม่เป็นไร แม้แต่ของชอบของอาป๊ะ อาป๊ะก็ไม่ยอมกิน..อยากเห็นลูกมีความสุขมากกว่า" อาแจ้เล่า
แล้วอาแจ้ก็เล่าให้แม่นันฟังต่อถึงตอนอาป๊ะแจกมะม่วงให้พวกเรากินกับข้าว แม่นันรีบโพร่งออกไป "ใช่ๆ หนูจำได้ หนูว่ากินมะม่วงสุกกับข้าวนี่เข้ากันที่สุด และมื้อนั้นก็อร่อยที่สุดในโลกกกกด้วย
อาแจ้พูดดักคอ "ใช่สิ เธอตัวกะติ้ดเดียวตอนนั้น กินอะไรก็อร่อย มาอาแจ้จะเล่าต่อให้ฟัง"
"วันนั้นอาป๊ะได้มะม่วงอกร่องมา อาป๊ะรีบเอาไปแช่น้ำในโอ่ง เพื่อให้มะม่วงได้รับความเย็นจากน้ำก่อนที่จะนำมาผ่าแล้วแจกให้ลูกๆได้กินกับข้าวสวย อาป๊ะจะผ่าครึ่งมะม่วงตามยาวทั้งสองด้าน แล้วสอนให้พวกเราค่อยๆแยกเปลือกออกจากเนื้อ กินมะม่วงแทนกับ พวกเรานั่งล้อมวงกัน อาป๊ะค่อยๆแจกมะม่วงวนให้พวกลูกๆ รอจนทุกคนกินหมด ก็จะผ่าแล้วแจกวนรอบใหม่ อาป๊ะจะแยกเมล็ดมะม่วงใส่จานไว้ต่างหาก ให้ลูกๆได้แทะเนื้อข้างๆเล่นจนกว่าลูกๆจะอิ่ม อาป๊ะจึงจะหยิบส่วนที่เหลือให้ตัวเอง"
"พอวันไหนมีเงินพอที่จะซื้อหอยแครง อาป๊ะก็จะนำมาลวกแล้วแกะทีละตัวทีละตัววางเรียงให้ลูกๆกิน แจ้เห็นแววตา เห็นรอยยิ้มมุมปากของอาป๊ะที่เห็นลูกๆ
มีความสุข"
อาแจ้เล่าว่า "อาป๊ะจะมีท่านั่งประจำ คือนั่งไขว่ห้างมือคีบบุหรี่ สูบบุหรี่ไปสายตาก็มองลูกๆวิ่งเล่นไป ในใจอาป๊ะกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่แจ้ไม่รู้
อาตั่วแจ้เล่าจบ แม่นันรีบโพล่งออกไป "ใครว่าอาป๊ะบ่อฮกขี่ (วาสนา)"
"ฮกขี่ของอาป๊ะคือการมีลูกๆที่รักกันนี่ไง แล้วลูกคนที่ทำให้อาป๊ะมีความสุขที่สุด ก็คือคนนี้ไง แม่นันเอานิ้วจิ้มเบาๆที่ปลายจมูกอาตั่วแจ้ แล้วเราก็หัวเราะกัน"
...พวกเราน้องๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่เห็นอาตั่วแจ้จัดเตรียมอาหารวางเรียงเต็มโต๊ะไหว้พ่อไหว้แม่ทุกครั้ง....
“อาป๊ะอาอึ้ม… แม้ไม่อยู่ตรงหน้า แต่ความรักและความทรงจำยังอบอุ่นในใจเราเสมอ”
illustration: AI generated, conceptualized and refined by MaeNan (NANTHINEE HOMEMADE).
.
"อาป๊ะ บ่อ ฮกขี่" (คุณพ่อไม่มีวาสนา)