เจาะลึกเส้นทางสาย "เคเบิลใต้ทะเล" ฮอร์มุซ สงคราม! เสี่ยงทำอินเทอร์เน็ตล่ม แค่ไหน รายละเอียดเชิงลึก



สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมในฐานะคนทำงานสาย IT และผู้ที่ติดตามข่าวสารด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายระดับโลก (Global Network Infrastructure) จะขอพามาเจาะลึกประเด็นที่กำลังเป็น "วาระซ่อนเร้น" ระดับโลกจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดช่วงต้นปี 2026)

เมื่อพูดถึงสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และ ทะเลแดง (Red Sea) คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงผลกระทบต่อ "ราคาน้ำมัน" และ "การขนส่งสินค้า" แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภัยคุกคามที่เงียบสงบแต่รุนแรงไม่แพ้กันคือความเสี่ยงต่อ "เคเบิลใต้ทะเล" (Submarine Cables) ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของโลกดิจิทัล วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เชิงลึกกันครับว่า หากจุดยุทธศาสตร์นี้ถูกตัดขาด อินเทอร์เน็ตทั่วโลกจะ "ล่ม" จริงหรือไม่?


1. ทำความรู้จัก "เคเบิลใต้ทะเล" กระดูกสันหลังของโลกอินเทอร์เน็ต

หลายคนอาจคิดว่าอินเทอร์เน็ตหรือระบบ Cloud ที่เราใช้งานกันอยู่ ส่งข้อมูลผ่านดาวเทียมเป็นหลัก แต่ความจริงก็คือ กว่า 95-99% ของข้อมูลปริมาณมหาศาลบนโลก ถูกส่งผ่าน "สายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเล" สายเคเบิลเหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางพอๆ กับสายยางรดน้ำต้นไม้เท่านั้น แต่ภายในบรรจุเส้นใยแก้ว (Fiber Optics) ที่มีขนาดเล็กเท่าเส้นผม ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ระดับ Terabits ต่อวินาที (Tbps) ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินระหว่างประเทศ, การดึงข้อมูลจาก AWS หรือ Azure, ไปจนถึงการประมวลผลของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้วนพึ่งพาสายเคเบิลเหล่านี้ทั้งสิ้น

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน โครงสร้างของเคเบิลใต้ทะเลไม่ได้มีแค่เส้นใยแก้ว แต่ต้องถูกห่อหุ้มด้วยชั้นฉนวนพลาสติก, ลวดเหล็กกล้า (Steel wires) เพื่อป้องกันแรงกระแทก, และท่อทองแดงสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) ที่อยู่ใต้น้ำ


2. ทำไมต้อง "ช่องแคบฮอร์มุซ" คอขวดที่เปราะบางที่สุดของโลกดิจิทัล

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดตัดทางภูมิศาสตร์ที่แคบมาก (ส่วนที่แคบที่สุดกว้างเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร) แต่กลับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สายเคเบิลสำคัญหลายเส้นต้องพาดผ่าน เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย สายเคเบิลระดับ Tier 1 ที่สำคัญในบริเวณนี้ ได้แก่

     - EPEG (Europe-Persia Express Gateway) ความยาวกว่า 25,000 กม. เชื่อมยุโรปสู่ตะวันออกกลางและเอเชีย
     - AAE-1 (Asia-Africa-Europe 1) หนึ่งในสายเคเบิลที่สำคัญที่สุดที่เชื่อมภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ไปยังยุโรป
     - FALCON และ OMRAN โครงข่ายสำคัญที่กระจายสัญญาณภายในอ่าวเปอร์เซีย

ทำไมถึงไม่ลากสายหลบไปทางอื่น? การวางสายเคเบิลบนแผ่นดิน (Terrestrial cables) ผ่านประเทศในแถบนั้นมีต้นทุนสูงมาก และมีความเสี่ยงทางการเมือง (เช่น การลากสายผ่านอิรัก หรือซีเรีย) ทำให้การวางสายลงใต้ทะเลผ่านทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและมีความหน่วง (Latency) ต่ำที่สุด ด้วยเหตุนี้ ท้องทะเลในบริเวณนี้จึงกลายเป็น "คอขวด" (Chokepoint) ของ Data Traffic กว่า 30% ของโลก

3. สงครามกระทบสายเคเบิลได้อย่างไร? (บทเรียนจากทะเลแดง)

ในสภาวะสงคราม สายเคเบิลใต้ทะเลไม่ได้ถูกตัดขาดจากระเบิดหรือตอร์ปิโดเสมอไป แต่สาเหตุหลักๆ ที่เกิดขึ้นจริง (อ้างอิงจากเหตุการณ์ในทะเลแดงช่วงปี 2024-2025) ได้แก่

     - การลากสมอเรือ (Anchor Dragging): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง! เมื่อเรือพาณิชย์ถูกโจมตี หรือต้องจอดฉุกเฉินในเขตน้ำตื้น สมอเรือที่ถูกทิ้งลงไปและลากไปตามพื้นทะเลด้วยน้ำหนักหลายตัน จะเกี่ยวและตัดสายเคเบิลขาดสะบั้นได้อย่างง่ายดาย ในปี 2024 เหตุการณ์นี้ทำให้สายเคเบิลหลัก 4 เส้นในทะเลแดงขาดพร้อมกัน
     - ทุ่นระเบิดใต้น้ำ (Sea Mines): การวางทุ่นระเบิดเพื่อปิดล้อมน่านน้ำ ทำให้เกิดความเสี่ยงโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่วางอยู่บนพื้นทะเล
     - การโจมตีโดยเจตนา (Sabotage): แม้จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะสายเคเบิลอยู่ลึก แต่ในเขตน้ำตื้นของช่องแคบฮอร์มุซ โดรนใต้น้ำหรือนักประดาน้ำทางยุทธวิธีสามารถลงไปทำลายสายเคเบิลเป้าหมายได้

4. ผลกระทบเชิงลึก "อินเทอร์เน็ตล่ม" ทั่วโลกจริงหรือ?

คำตอบสั้นๆ คือ "ไม่ล่มทั้งหมด แต่จะเกิดอาการ อัมพาตทางความเร็ว (Extreme Latency) และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล"
อินเทอร์เน็ตถูกออกแบบมาในลักษณะ "เครือข่ายใยแมงมุม" (Network of Networks) เมื่อสายเคเบิลเส้นหนึ่งขาด โปรโตคอล BGP (Border Gateway Protocol) จะทำหน้าที่สลับเส้นทาง (Reroute) ข้อมูลไปยังสายเส้นอื่นที่ยังใช้งานได้โดยอัตโนมัติ

แต่ปัญหาคือ Bandwidth ของสายเส้นสำรองมีจำกัด! เมื่อข้อมูลมหาศาลจากช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง (ซึ่งประเมินว่ากระทบ Data Traffic ระหว่างยุโรป-เอเชียสูงถึง 70%) ถูกบีบให้ไปวิ่งในสายเส้นอื่นที่อ้อมกว่า เช่น สายที่อ้อมแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกาใต้) ผลที่ตามมาคือ

     - Latency พุ่งสูงปรี๊ด การปิง (Ping) ไปยังเซิร์ฟเวอร์ยุโรปหรือตะวันออกกลางจะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด กระทบต่อระบบที่ต้องการ Real-time Processing เช่น การเทรดหุ้น (High-Frequency Trading), เกมออนไลน์, และบริการ Cloud (AWS, Azure)
     - Packet Loss ข้อมูลสูญหายระหว่างทาง ทำให้การวิดีโอคอล หรือการสตรีมมิ่งกระตุกและหลุดบ่อยครั้ง
     - Local Outages ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียอาจเผชิญกับภาวะอินเทอร์เน็ตดับ (Blackout) ในระดับท้องถิ่น หากสายเคเบิลหลักที่เชื่อมต่อเข้าประเทศถูกตัดขาดทั้งหมด

5. ฝันร้ายที่สุดของวิศวกร "ซ่อมไม่ได้"

โดยปกติ เมื่อสายเคเบิลขาด ผู้ให้บริการจะส่ง เรือซ่อมสายเคเบิล (Cable Repair Ships) ไปยังจุดเกิดเหตุ เรือจะใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำ (ROV) ดึงสายเคเบิลขึ้นมาบนเรือเพื่อทำการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วใหม่ (Splicing) ซึ่งปกติใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์

แต่ในพื้นที่สงคราม ทุกอย่างคือฝันร้าย!

     - เรือซ่อมบำรุงไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ที่มีการยิงจรวดหรือมีทุ่นระเบิดได้
     - บริษัทประกันภัยทางทะเลปฏิเสธที่จะรับประกันเรือที่เข้าไปในเขตสงคราม (War Zones)
     - ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 โปรเจกต์เคเบิลขนาดใหญ่อย่าง 2Africa Pearls ของ Meta (Facebook) ต้องประกาศระงับการดำเนินการ (Force Majeure) และเรือติดตั้งต้องลอยลำรออย่างไม่มีกำหนดเพราะความไม่ปลอดภัย

บทสรุป
ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซตอกย้ำให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของโลกเรานั้นเปราะบางเพียงใด แม้เราจะอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีจุดเชื่อมต่อสายเคเบิล (Landing Stations) ของตัวเองทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่หากเส้นทางหลักสู่ยุโรปถูกตัดขาด เราย่อมได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของเครือข่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤตนี้เป็นตัวเร่งให้บริษัท Tech Giants และผู้ให้บริการเครือข่ายทั่วโลก ต้องเร่งหาเส้นทางใหม่ๆ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายขึ้น (Redundancy) เพื่อไม่ให้อนาคตของโลกดิจิทัลต้องไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายในเขตสงครามเพียงจุดเดียวครับ

หากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของเคเบิลใต้ทะเล หรือระบบ Routing ของอินเทอร์เน็ต สามารถคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะครับ!

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่