ก่อนจะข้ามรั้วเข้าไปในสนามม้า ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ช่วยส่งรูป "ก๊อกน้ำสาธารณะ" มาให้ดูนะครับ เห็นแล้วภาพในหัวผมชัดขึ้นมาทันที ในวันธรรมดาก๊อกน้ำตัวนี้แหละครับที่เป็นศูนย์กลางความสงบของชาวบ้านนางเลิ้งที่มาต่อคิวรองน้ำใส่หาบกันเงียบๆ
แต่เชื่อไหมครับ... พอถึง "วันอาทิตย์" ก๊อกน้ำตัวเดิมนี้จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่วุ่นวายที่สุด! ทั้งคนขายโปรแกรมม้าที่แวะมาล้างหน้าดับร้อน และเหล่านักแสวงโชคที่เดินกันขวักไขว่จนฝุ่นถนนฟุ้งกระจายไปหมด
ตัดภาพมาที่ตัวผมในวัย 8 ขวบ จากเด็กชายที่เคยเดินเล่นดูรถรางในวันธรรมดา พอถึงวันอาทิตย์ผมจะกลายร่างเป็น "เด็กสนามม้า" เต็มตัว ในมือที่เคยถือฝาเบียร์เล่นรถราง จะถูกแทนที่ด้วย "โปรแกรมม้า" และหูที่คอยสอดรับคำสั่งงานจากแม่ ในการต้อนรับลูกค้าที่มาเยือนย่านนี้
ฟุตบาทขอบถนนฝั่งตรงข้ามบ้านผม ตั้งแต่ปากทางเข้าสนามม้าเรียงรายไปจนถึงสะพานเทวกรรม จะถูกแม่ยึดหัวหาดเป็นที่ "รับฝากรถสามล้อถีบ" สำหรับเหล่าสารถีที่แวะมาเสี่ยงโชค ซึ่งตัวผมเองตอนนั้นก็ยังนึกฉงนว่า แม่ไปใช้กำลังภายในท่าไหนถึงยึดพื้นที่ทำเลทองตรงนั้นมาบริหารจัดการได้
เตี่ยของผมเป็นชาวจีนอพยพ สอบเข้าทำงานที่กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ และต้องไปปฏิบัติหน้าที่ประจำไม่เว้นวันหยุด ดังนั้นในวันอาทิตย์ที่เป็น "วันม้าแข่ง" แม่จึงรับหน้าที่เป็นบอสใหญ่ คอยบริหารจัดการธุรกิจหน้าบ้านอย่างเต็มตัว...
หน้าที่หลักของผมคือการจัดระเบียบการจอดรถและแจกบัตรรับฝากครับ บัตรนี้เราทำกันง่ายๆ จากกระดาษแข็งที่เหลือใช้ในบ้าน ตัดเป็นใบเล็กๆ มอบให้คนฝากใบหนึ่ง ส่วนอีกใบผมจะนำไปเหน็บไว้ที่ ซอกประทุนกันแดดของรถสามล้อ โดยค่าบริการสมัยนั้นคันละ 5 บาทครับ และที่สำคัญคือ "ต้องเก็บเงินก่อนทันที" เพราะเป็นที่รู้กันว่าหากปล่อยให้ลูกค้าเข้าไปเสี่ยงโชคจนหมดกระเป๋าในสนามม้าขึ้นมา ตอนขากลับอาจจะมีปัญหาเรื่องค่าจอดรถได้ (หัวเราะ)
นอกจากคุมลานจอดแล้ว ผมยังมีหน้าที่ขาย "โปรแกรมม้า" ไปด้วย ราคาเล่มละ 1 บาท จะมีอยู่สามสีด้วยกันคือ ปกแดง ปกเขียว และปกเหลือง แต่ที่ขายดีที่สุดคือ "ปกแดง" ครับ เพราะข้างในมีการวิเคราะห์สถิติและให้ม้าเด็ดไว้ด้วย
และด้วยความที่เป็น "กีฬาพระราชา" ทางสนามจึงเคร่งครัดเรื่องการแต่งกายมาก ต้องใส่เสื้อเชิ้ต นุ่งกางเกงขายาว สวมรองเท้าหุ้มส้นเท่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้ "บอสแม่" เปิดบริการให้เช่าชุดแปลงโฉมให้บรรดาสารถีสามล้อ ถือเป็นรายได้เสริมที่ชาญฉลาดและเข้ากับยุคสมัยอย่างยิ่ง
ตลอดช่วงสายๆ ของวัน บริเวณถนนสองเลนหน้าสนามจะคลาคล่ำไปด้วยรถสามล้อถีบ รถแท็กซี่ และรถบรรทุกม้า ต่างวิ่งมุ่งหน้าเข้าสู่ลานกีฬาพระราชา บางทีก็จะเห็นคนเดินจูงม้ามาก็มี ขณะเดียวกันก็จะมีแฟนอาชาเดินเข้าสู่สนามแต่หัววัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นหน้าสนามก็คือเสียงโหวกเหวกจนฟังไม่ได้ศัพท์ คือเสียงเรียกจับจองลูกค้าที่โดยสารมากับยานพาหนะต่าง ๆ ของบรรดาคนขายโปรแกรมม้า ที่ยืนเรียงรายกันเต็มหน้ากระดาน ใครก็ตามที่จะจองลูกค้ารถคันไหนก็จะตะโกนชื่อชนิดรถเช่น "ติน 1" ก็หมายถึงรถแท็กซี่ออสตินคันแรก หรือ "โนล์ด 2" ก็หมายถึงแท็กซี่เรโนลด์คันที่ 2 และจะไม่มีใครเรียกซ้ำเป็นอันขาด ซึ่งถือเป็นจัดการระเบียบที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งในยุคนั้น
ส่วนผมยังเด็กมาก ไม่สามารถจะเข้าไปร่วมวงกับเขาได้ คงได้แต่นั่งอยู่บนรถที่เขาเอามาฝากนั่นแหละครับ
จนกระทั่งบ่ายๆ ก็เริ่มมีลูกค้ากลุ่มแรกกลับมารับรถ ดูจากสีหน้าแต่ละคนแล้วน่าจะผิดหวังกลับออกมา มาจนถึงขณะนี้ผมยังอยากจะบอกเลยว่าอย่าไปเล่นมันเลย (หัวเราะ) แต่ช่วงเวลานั้นผมยังเด็กคงคิดอะไรไปมากกว่าการขอบัตรจอดรถคืน และถ้าเห็นเขายังมีโปรแกรมม้าอยู่ในมือ ผมก็จะรีบเข้าไปบอกว่า "น้า... ขอโปรแกรมม้าด้วยนะ"
ซึ่งสิ่งนี้แหละครับที่ผมจะนำกลับมาเวียนขายให้กับคนมาใหม่อีกครั้งในราคาลดครึ่งราคา ถือเป็นรายได้เสริมที่ภูมิใจมากครับ...
แต่สิ่งที่ทำให้คนนางเลิ้งอย่างเรา "เก๋า" กว่าใคร คือเรามี "วิชาหูทิพย์" ครับ ต่อให้นั่งกินข้าวอยู่ในบ้าน เราก็รู้พิกัดม้าได้แม่นยำยิ่งกว่ามีจอมอนิเตอร์เสียอีก!
เมื่อความเงียบสงัดถูกขัดจังหวะด้วยเสียง "เฮ..." เบาๆ แว่วมาตามลม... เราจะรู้ทันทีว่าม้าออกจากซองแล้ว! จากนั้นจังหวะเสียงเชียร์จะเริ่มเปลี่ยนโทนไปตามระยะทาง หากเสียงเริ่มดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังฟังไม่ได้ศัพท์ นั่นคือม้ากำลังเบียดกันผ่าน "โค้งป้ายสิบ" เพื่อเตรียมดีดตัวออกสู่ทางตรงสุดท้าย
แต่พอเสียงเชียร์ระเบิดกลายเป็นเสียงตะโกนเรียกชื่อม้าแต่ละตัวดังสนั่นหวั่นไหว ผสมกับเสียงกระทืบเท้าบนอัฒจันทร์จนแผ่นดินสะเทือนถึงโคนต้นก้ามปูข้างนอก นั่นคือม้าถึง "ป้ายเก้า" แล้วครับ! เป็นระยะทางตรงสุดท้ายที่เดิมพันด้วยโชคชะตาของเซียนม้าทั้งสนาม
สำหรับผม ความตื่นเต้นที่แว่วมาถึงบ้านนี่แหละครับที่เป็น "แรงดึงดูด" มหาศาล โดยเฉพาะเสียงประกาศภาษาอังกฤษสำเนียงโก้เก๋ที่ลอดออกมาจากข้างในว่า:
"Only one minute before post time... Please buy your tickets now." ตามด้วยเสียงภาษาไทยที่บีบคั้นหัวใจว่า "เหลือเวลาอีกหนึ่งนาที ธงสัญญาณปล่อยม้าจะยกขึ้นแล้ว โปรดรีบซื้อตั๋วด่วนค่ะ"
มันคือเสียงที่กระตุ้นให้ทุกคนต้องรีบตัดสินใจ... รวมถึงเด็กวัย 8 ขวบอย่างผมด้วย ความอยากรู้อยากเห็นที่สั่งสมมาทั้งวัน ทำให้ผมตัดสินใจทำเรื่องที่บ้าบิ่นที่สุด คือการแอบเลาะไปตามแนวรั้วลวดหนามข้างโรงเก็บราชยานยนต์โบราณ เพื่อหาช่อง "มุด" เข้าไปดูโลกข้างในให้เห็นกับตา! โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เท้าแตะพื้นสนามข้างใน บทเรียนแรกที่ผมจะได้รับ ไม่ใช่ภาพความสวยงามของม้าแข่ง... แต่เป็นสัมผัสจากมืออันหนักอึ้งของ "พี่ตำรวจ" ที่รวบคอเสื้อผมจนตัวลอย!
ในตอนหน้า... ผมจะพาทุกท่านมุดรั้วเข้าไปสัมผัส "ห้องขังในสนามม้า" และฟังเสียงตะโกนเรียกฟ้าผ่าของชายผู้เสียสัจจะ ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงของกิ่งก้านต้นก้ามปูที่ซ่อนโศกนาฏกรรมเอาไว้...
โปรดติดตามตอนที่ 3: "กรงขังในสนามม้า และเงาสลัวใต้ต้นก้ามปู" เร็วๆ นี้ครับ
อ่านกระทู้ก่อนหน้าได้ที่นี่
https://pantip.com/topic/44021898?sc=FG12DbU
ตอนที่ 2: วันอาทิตย์ที่โลกเปลี่ยนไป... และขุมทรัพย์ในกองโพยม้า
ก่อนจะข้ามรั้วเข้าไปในสนามม้า ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ช่วยส่งรูป "ก๊อกน้ำสาธารณะ" มาให้ดูนะครับ เห็นแล้วภาพในหัวผมชัดขึ้นมาทันที ในวันธรรมดาก๊อกน้ำตัวนี้แหละครับที่เป็นศูนย์กลางความสงบของชาวบ้านนางเลิ้งที่มาต่อคิวรองน้ำใส่หาบกันเงียบๆ
แต่เชื่อไหมครับ... พอถึง "วันอาทิตย์" ก๊อกน้ำตัวเดิมนี้จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่วุ่นวายที่สุด! ทั้งคนขายโปรแกรมม้าที่แวะมาล้างหน้าดับร้อน และเหล่านักแสวงโชคที่เดินกันขวักไขว่จนฝุ่นถนนฟุ้งกระจายไปหมด
ตัดภาพมาที่ตัวผมในวัย 8 ขวบ จากเด็กชายที่เคยเดินเล่นดูรถรางในวันธรรมดา พอถึงวันอาทิตย์ผมจะกลายร่างเป็น "เด็กสนามม้า" เต็มตัว ในมือที่เคยถือฝาเบียร์เล่นรถราง จะถูกแทนที่ด้วย "โปรแกรมม้า" และหูที่คอยสอดรับคำสั่งงานจากแม่ ในการต้อนรับลูกค้าที่มาเยือนย่านนี้
ฟุตบาทขอบถนนฝั่งตรงข้ามบ้านผม ตั้งแต่ปากทางเข้าสนามม้าเรียงรายไปจนถึงสะพานเทวกรรม จะถูกแม่ยึดหัวหาดเป็นที่ "รับฝากรถสามล้อถีบ" สำหรับเหล่าสารถีที่แวะมาเสี่ยงโชค ซึ่งตัวผมเองตอนนั้นก็ยังนึกฉงนว่า แม่ไปใช้กำลังภายในท่าไหนถึงยึดพื้นที่ทำเลทองตรงนั้นมาบริหารจัดการได้
เตี่ยของผมเป็นชาวจีนอพยพ สอบเข้าทำงานที่กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ และต้องไปปฏิบัติหน้าที่ประจำไม่เว้นวันหยุด ดังนั้นในวันอาทิตย์ที่เป็น "วันม้าแข่ง" แม่จึงรับหน้าที่เป็นบอสใหญ่ คอยบริหารจัดการธุรกิจหน้าบ้านอย่างเต็มตัว...
หน้าที่หลักของผมคือการจัดระเบียบการจอดรถและแจกบัตรรับฝากครับ บัตรนี้เราทำกันง่ายๆ จากกระดาษแข็งที่เหลือใช้ในบ้าน ตัดเป็นใบเล็กๆ มอบให้คนฝากใบหนึ่ง ส่วนอีกใบผมจะนำไปเหน็บไว้ที่ ซอกประทุนกันแดดของรถสามล้อ โดยค่าบริการสมัยนั้นคันละ 5 บาทครับ และที่สำคัญคือ "ต้องเก็บเงินก่อนทันที" เพราะเป็นที่รู้กันว่าหากปล่อยให้ลูกค้าเข้าไปเสี่ยงโชคจนหมดกระเป๋าในสนามม้าขึ้นมา ตอนขากลับอาจจะมีปัญหาเรื่องค่าจอดรถได้ (หัวเราะ)
นอกจากคุมลานจอดแล้ว ผมยังมีหน้าที่ขาย "โปรแกรมม้า" ไปด้วย ราคาเล่มละ 1 บาท จะมีอยู่สามสีด้วยกันคือ ปกแดง ปกเขียว และปกเหลือง แต่ที่ขายดีที่สุดคือ "ปกแดง" ครับ เพราะข้างในมีการวิเคราะห์สถิติและให้ม้าเด็ดไว้ด้วย
และด้วยความที่เป็น "กีฬาพระราชา" ทางสนามจึงเคร่งครัดเรื่องการแต่งกายมาก ต้องใส่เสื้อเชิ้ต นุ่งกางเกงขายาว สวมรองเท้าหุ้มส้นเท่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้ "บอสแม่" เปิดบริการให้เช่าชุดแปลงโฉมให้บรรดาสารถีสามล้อ ถือเป็นรายได้เสริมที่ชาญฉลาดและเข้ากับยุคสมัยอย่างยิ่ง
ตลอดช่วงสายๆ ของวัน บริเวณถนนสองเลนหน้าสนามจะคลาคล่ำไปด้วยรถสามล้อถีบ รถแท็กซี่ และรถบรรทุกม้า ต่างวิ่งมุ่งหน้าเข้าสู่ลานกีฬาพระราชา บางทีก็จะเห็นคนเดินจูงม้ามาก็มี ขณะเดียวกันก็จะมีแฟนอาชาเดินเข้าสู่สนามแต่หัววัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นหน้าสนามก็คือเสียงโหวกเหวกจนฟังไม่ได้ศัพท์ คือเสียงเรียกจับจองลูกค้าที่โดยสารมากับยานพาหนะต่าง ๆ ของบรรดาคนขายโปรแกรมม้า ที่ยืนเรียงรายกันเต็มหน้ากระดาน ใครก็ตามที่จะจองลูกค้ารถคันไหนก็จะตะโกนชื่อชนิดรถเช่น "ติน 1" ก็หมายถึงรถแท็กซี่ออสตินคันแรก หรือ "โนล์ด 2" ก็หมายถึงแท็กซี่เรโนลด์คันที่ 2 และจะไม่มีใครเรียกซ้ำเป็นอันขาด ซึ่งถือเป็นจัดการระเบียบที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งในยุคนั้น
ส่วนผมยังเด็กมาก ไม่สามารถจะเข้าไปร่วมวงกับเขาได้ คงได้แต่นั่งอยู่บนรถที่เขาเอามาฝากนั่นแหละครับ
จนกระทั่งบ่ายๆ ก็เริ่มมีลูกค้ากลุ่มแรกกลับมารับรถ ดูจากสีหน้าแต่ละคนแล้วน่าจะผิดหวังกลับออกมา มาจนถึงขณะนี้ผมยังอยากจะบอกเลยว่าอย่าไปเล่นมันเลย (หัวเราะ) แต่ช่วงเวลานั้นผมยังเด็กคงคิดอะไรไปมากกว่าการขอบัตรจอดรถคืน และถ้าเห็นเขายังมีโปรแกรมม้าอยู่ในมือ ผมก็จะรีบเข้าไปบอกว่า "น้า... ขอโปรแกรมม้าด้วยนะ"
ซึ่งสิ่งนี้แหละครับที่ผมจะนำกลับมาเวียนขายให้กับคนมาใหม่อีกครั้งในราคาลดครึ่งราคา ถือเป็นรายได้เสริมที่ภูมิใจมากครับ...
แต่สิ่งที่ทำให้คนนางเลิ้งอย่างเรา "เก๋า" กว่าใคร คือเรามี "วิชาหูทิพย์" ครับ ต่อให้นั่งกินข้าวอยู่ในบ้าน เราก็รู้พิกัดม้าได้แม่นยำยิ่งกว่ามีจอมอนิเตอร์เสียอีก!
เมื่อความเงียบสงัดถูกขัดจังหวะด้วยเสียง "เฮ..." เบาๆ แว่วมาตามลม... เราจะรู้ทันทีว่าม้าออกจากซองแล้ว! จากนั้นจังหวะเสียงเชียร์จะเริ่มเปลี่ยนโทนไปตามระยะทาง หากเสียงเริ่มดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังฟังไม่ได้ศัพท์ นั่นคือม้ากำลังเบียดกันผ่าน "โค้งป้ายสิบ" เพื่อเตรียมดีดตัวออกสู่ทางตรงสุดท้าย
แต่พอเสียงเชียร์ระเบิดกลายเป็นเสียงตะโกนเรียกชื่อม้าแต่ละตัวดังสนั่นหวั่นไหว ผสมกับเสียงกระทืบเท้าบนอัฒจันทร์จนแผ่นดินสะเทือนถึงโคนต้นก้ามปูข้างนอก นั่นคือม้าถึง "ป้ายเก้า" แล้วครับ! เป็นระยะทางตรงสุดท้ายที่เดิมพันด้วยโชคชะตาของเซียนม้าทั้งสนาม
สำหรับผม ความตื่นเต้นที่แว่วมาถึงบ้านนี่แหละครับที่เป็น "แรงดึงดูด" มหาศาล โดยเฉพาะเสียงประกาศภาษาอังกฤษสำเนียงโก้เก๋ที่ลอดออกมาจากข้างในว่า:
"Only one minute before post time... Please buy your tickets now." ตามด้วยเสียงภาษาไทยที่บีบคั้นหัวใจว่า "เหลือเวลาอีกหนึ่งนาที ธงสัญญาณปล่อยม้าจะยกขึ้นแล้ว โปรดรีบซื้อตั๋วด่วนค่ะ"
มันคือเสียงที่กระตุ้นให้ทุกคนต้องรีบตัดสินใจ... รวมถึงเด็กวัย 8 ขวบอย่างผมด้วย ความอยากรู้อยากเห็นที่สั่งสมมาทั้งวัน ทำให้ผมตัดสินใจทำเรื่องที่บ้าบิ่นที่สุด คือการแอบเลาะไปตามแนวรั้วลวดหนามข้างโรงเก็บราชยานยนต์โบราณ เพื่อหาช่อง "มุด" เข้าไปดูโลกข้างในให้เห็นกับตา! โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เท้าแตะพื้นสนามข้างใน บทเรียนแรกที่ผมจะได้รับ ไม่ใช่ภาพความสวยงามของม้าแข่ง... แต่เป็นสัมผัสจากมืออันหนักอึ้งของ "พี่ตำรวจ" ที่รวบคอเสื้อผมจนตัวลอย!
ในตอนหน้า... ผมจะพาทุกท่านมุดรั้วเข้าไปสัมผัส "ห้องขังในสนามม้า" และฟังเสียงตะโกนเรียกฟ้าผ่าของชายผู้เสียสัจจะ ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงของกิ่งก้านต้นก้ามปูที่ซ่อนโศกนาฏกรรมเอาไว้...
โปรดติดตามตอนที่ 3: "กรงขังในสนามม้า และเงาสลัวใต้ต้นก้ามปู" เร็วๆ นี้ครับ
อ่านกระทู้ก่อนหน้าได้ที่นี่
https://pantip.com/topic/44021898?sc=FG12DbU