จากการที่อัลบั้มใหม่มีชื่อว่า
'Arirang' (อารีรัง) รวมถึงการเลือกจัดแสดง ณ
ลานกวางฮวามุน และการเลือกชุดแต่งกายบนเวที ทำให้นักวิจารณ์มองว่านี่คือ "การประกาศถึงสถานะที่เปลี่ยนไปของวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เกาหลีบนเวทีโลก"
✅ เสียงสะท้อนจากสื่อยักษ์ใหญ่
🔺 The New York Times (สหรัฐฯ): ระบุว่า
"การแสดงซึ่งจัดขึ้น ณ ใจกลางประวัติศาสตร์ของกรุงโซลในครั้งนี้ คือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ BTS ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของซอฟต์พาวเวอร์เกาหลี" พร้อมเสริมว่าการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกผ่านทาง Netflix คือหลักฐานยืนยันถึงสถานะและความนิยมในระดับสากลของพวกเขา
🔺 CNN (สหรัฐฯ) : เน้นย้ำถึงความยิ่งใหญ่โดยระบุว่า การที่
แฮมิช แฮมิลตัน (Hamish Hamilton) ผู้กำกับชื่อดังที่เคยฝากผลงานใน Super Bowl Halftime Show มาเป็นผู้ควบคุมการแสดงในครั้งนี้
"เป็นตัวชี้วัดถึงสเกลอันมหาศาลของการคัมแบ็คครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี"
🔺Rolling Stone (นิตยสารดนตรี) : นิยามการคัมแบ็คระดับบล็อกบัสเตอร์นี้ว่า
"BTS ในฐานะวงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตอกย้ำถึงตัวตนและรากเหง้าของความเป็นเกาหลี ในขณะเดียวกันก็ผลักดันดนตรีให้ก้าวข้ามไปสู่พรมแดนใหม่ที่ท้าทาย"
🔺 NPR (สถานีวิทยุสาธารณะสหรัฐฯ) : อธิบายว่า "BTS ก้าวข้ามขีดจำกัดของแนวเพลงโดยนำดนตรีดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้ ถือเป็นการบรรลุเป้าหมายสูงสุดของดนตรีป๊อปเกาหลี และยังเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในชาติอย่างแท้จริง"
✅ มุมมองจากฝั่งยุโรป
🔺 BBC (สหราชอาณาจักร) : รายงานข่าวการกลับมาครั้งนี้เป็นประเด็นหลัก โดยเปรียบเทียบว่าเวทีคัมแบ็คของพวกเขาดูสง่างามชวนให้นึกถึง
ประตูชัย (Arc de Triomphe) และกล่าวเสริมว่า
"นี่คือเกียรติยศอันหาได้ยากที่มอบให้แก่สมาชิกทั้ง 7 คน ในฐานะ 'ใบหน้า' ของวัฒนธรรมเกาหลี"
การคัมแบ็คของ BTS สื่อต่างชาติร่วมตีข่าว... ประกาศถึงสถานะที่เปลี่ยนไปของวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เกาหลี
จากการที่อัลบั้มใหม่มีชื่อว่า 'Arirang' (อารีรัง) รวมถึงการเลือกจัดแสดง ณ ลานกวางฮวามุน และการเลือกชุดแต่งกายบนเวที ทำให้นักวิจารณ์มองว่านี่คือ "การประกาศถึงสถานะที่เปลี่ยนไปของวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เกาหลีบนเวทีโลก"
✅ เสียงสะท้อนจากสื่อยักษ์ใหญ่
🔺 The New York Times (สหรัฐฯ): ระบุว่า "การแสดงซึ่งจัดขึ้น ณ ใจกลางประวัติศาสตร์ของกรุงโซลในครั้งนี้ คือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ BTS ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของซอฟต์พาวเวอร์เกาหลี" พร้อมเสริมว่าการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกผ่านทาง Netflix คือหลักฐานยืนยันถึงสถานะและความนิยมในระดับสากลของพวกเขา
🔺 CNN (สหรัฐฯ) : เน้นย้ำถึงความยิ่งใหญ่โดยระบุว่า การที่ แฮมิช แฮมิลตัน (Hamish Hamilton) ผู้กำกับชื่อดังที่เคยฝากผลงานใน Super Bowl Halftime Show มาเป็นผู้ควบคุมการแสดงในครั้งนี้ "เป็นตัวชี้วัดถึงสเกลอันมหาศาลของการคัมแบ็คครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี"
🔺Rolling Stone (นิตยสารดนตรี) : นิยามการคัมแบ็คระดับบล็อกบัสเตอร์นี้ว่า "BTS ในฐานะวงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตอกย้ำถึงตัวตนและรากเหง้าของความเป็นเกาหลี ในขณะเดียวกันก็ผลักดันดนตรีให้ก้าวข้ามไปสู่พรมแดนใหม่ที่ท้าทาย"
🔺 NPR (สถานีวิทยุสาธารณะสหรัฐฯ) : อธิบายว่า "BTS ก้าวข้ามขีดจำกัดของแนวเพลงโดยนำดนตรีดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้ ถือเป็นการบรรลุเป้าหมายสูงสุดของดนตรีป๊อปเกาหลี และยังเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในชาติอย่างแท้จริง"
✅ มุมมองจากฝั่งยุโรป
🔺 BBC (สหราชอาณาจักร) : รายงานข่าวการกลับมาครั้งนี้เป็นประเด็นหลัก โดยเปรียบเทียบว่าเวทีคัมแบ็คของพวกเขาดูสง่างามชวนให้นึกถึง ประตูชัย (Arc de Triomphe) และกล่าวเสริมว่า "นี่คือเกียรติยศอันหาได้ยากที่มอบให้แก่สมาชิกทั้ง 7 คน ในฐานะ 'ใบหน้า' ของวัฒนธรรมเกาหลี"