ข้อมูลอินเตอร์เน็ต 95% วิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ทะเล เส้นเลือดใหญ่ข้อมูลสำคัญของโลก

กระทู้สนทนา
ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนอากาศสำหรับการหายใจที่ขาดไม่ได้ของมนุษย์ และภาพจำของใครหลายคนอาจเชื่อว่าการขนส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตใช้วิธีผ่านท้องฟ้า ไร้สาย หรือวิ่งผ่านดาวเทียมเหนือโลก

เชื่อหรือไม่ว่าข้อมูลอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศกว่า 95% เดินทางผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ท้องทะเล โครงข่ายลึกลับใต้ผิวมหาสมุทรเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเครือข่ายโลกสมัยใหม่ที่ถูกมองข้ามมากที่สุด

https://www.facebook.com/100067404650474/posts/pfbid0Ls2i5ZeDBXvEPY4K8kFkEzcVjsXy2QpSvCGCh917TApDeDxVmz8t53DfVT832nX9l/?mibextid=wwXIfr



โครงข่ายใต้ทะเลขนาดยักษ์

ปัจจุบัน โลกมีโครงข่ายสายเคเบิลใต้ทะเลที่ใช้งานประมาณ 500-600 สาย ที่เชื่อมต่อทวีปต่าง ๆ กันอย่างหนาแน่น ความยาวรวมของสายเคเบิลใต้น้ำทั้งหมดหลายล้านกิโลเมตร คล้ายกับสายเคเบิลหลายร้อยเส้นถูกถักถอกรอบโลกเป็นวงถักเนียน แต่ละสายเป็นโครงสร้างแบบหลายชั้นที่หุ้มใยแก้วนำแสง (Fiber optic) ไว้ภายใน เพื่อป้องกันแรงดันน้ำ น้ำเค็ม และความเสียหายจากเรือหรือกิจกรรมของมนุษย์

สายเคเบิลเหล่านี้รองรับไม่เพียงแต่การส่งข้อมูลผู้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังขนส่งข้อมูลสำคัญของรัฐบาล การเงินระหว่างประเทศ และการสื่อสารทางธุรกิจระดับโลก ทำให้อินเทอร์เน็ตสามารถทำงานร่วมกันทั้งโลกได้อย่างต่อเนื่อง

ทำไมจึงใช้สายใต้ทะเลมากกว่าดาวเทียม

สายเคเบิลใต้ทะเลนั้นมีแบนด์วิดธ์สูงกว่าดาวเทียมหลายสิบเท่า และมีความหน่วง (Latency) ต่ำกว่ามาก ทำให้เหมาะกับการส่งถ่ายข้อมูลปริมาณมหาศาล เช่น วิดีโอสตรีมมิง ข้อมูลสื่อสังคม คลาวด์ หรือการซื้อขายทางการเงินในตลาดหุ้น ด้วยเหตุนี้ แม้ดาวเทียมจะมีบทบาทในการเติมเต็มพื้นที่ที่โครงข่ายสายสื่อไม่ครอบคลุม แต่การสื่อสารระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาสายเคเบิลใต้ทะเล

นักวิจัยและองค์กรด้านความปลอดภัยไซเบอร์หลายแห่งระบุว่า ไม่ต่ำกว่า 95% ของข้อมูลข้ามทวีปทั้งหมด วิ่งผ่านสายใต้ทะเล ขณะที่บางรายงานและผู้เชี่ยวชาญให้ตัวเลขสูงถึงประมาณ 99% ของข้อมูลระหว่างประเทศ สะท้อนความสำคัญของโครงข่ายใต้ทะเลในระบบดิจิทัลสมัยใหม่

ความเปราะบางของโครงข่ายใต้ดินและใต้ทะเล

ท่ามกลางความสำคัญมหาศาล โครงข่ายเคเบิลใต้ทะเลกลับเปราะบางมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะต่อ อุบัติเหตุจากเรือประมงและเรือขนส่ง ที่อาจเหวี่ยงสมอหรือลากอวนจนตัดสายเคเบิล รวมถึงภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวใต้ทะเล หรือการถูกแทรกแซงทางทหารหรือการก่อวินาศกรรม รายงานหลายฉบับระบุว่าในแต่ละปีมีเคเบิลใต้น้ำถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายหลายสิบถึงร้อยครั้ง ทำให้การสื่อสารบางเส้นทางช้าลงหรือตัดขาดเป็นช่วงสั้น ๆ

เมื่อสายเคเบิลเส้นใดเส้นหนึ่งตัดขาด ระบบจะพยายามเชื่อมข้อมูลผ่านสายอื่น ๆ ที่ยังทำงานได้ แต่หากเกิดเหตุการณ์ใหญ่หรือโจมตีเชิงกลยุทธ์หลายเส้นทางพร้อมกัน อาจทำให้การสื่อสารระหว่างภูมิภาคล่มสลายชั่วคราว กระทบต่อเศรษฐกิจ การเงิน และการสื่อสารระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง

บทบาทของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น Google, Meta, Microsoft และ Amazon ได้เริ่มลงทุนอย่างจริงจังในการสร้างและเช่าสายเคเบิลใต้ทะเลของตนเอง หรือร่วมลงทุนกับกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่าย สาเหตุสำคัญคือการขยายศูนย์ข้อมูลคลาวด์และระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ที่ต้องถ่ายโอนข้อมูลปริมาณมหาศาลระหว่างทวีป การควบคุมสายเคเบิลเองทำให้พวกเขาสามารถออกแบบแบนด์วิดธ์ ความล่าช้า และความปลอดภัยของข้อมูลได้ตรงตามความต้องการ

อย่างไรก็ตาม การที่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตสำคัญหลายส่วนตกอยู่ในมือของบริษัทเอกชนรายใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้เกิดคำถามด้านความเป็นกลาง ความปลอดภัยของข้อมูล และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะการควบคุมเส้นเลือดของการสื่อสารระดับโลกหมายถึงอำนาจเชิงกลยุทธ์ระดับชาติและภูมิภาค

ในอนาคตมีโครงสร้างพื้นฐานแทนเคเบิลใต้ทะเลได้หรือไม่ ?

แม้สายเคเบิลใต้ทะเลจะยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการสื่อสารข้ามทวีป แต่หลายคนเริ่มพูดถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาสายเคเบิลใต้ทะเลมากเกินไป ทำให้หลายประเทศและองค์กรกำลังศึกษาหาโครงสร้างพื้นฐานสำรอง เช่น ระบบดาวเทียมความถี่สูง หรือเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระดับโลก เช่น ระบบดาวเทียมวงต่ำ LEO เพื่อลดความเสี่ยงหากสายเคเบิลใต้ทะเลเกิดถูกตัดขาดจำนวนมากพร้อมกัน

แต่ในทางปฏิบัติ โครงข่ายดาวเทียมยังไม่สามารถเทียบเท่าสายเคเบิลในแง่ของแบนด์วิดธ์และต้นทุนการดำเนินงาน ดังนั้น โครงข่ายใต้ทะเลจะยังคงเป็นโครงสร้างหลักของอินเทอร์เน็ตข้ามทวีปไปอีกนานหลายทศวรรษ ขณะที่ภารกิจของโลกคือการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยและป้องกันความเสี่ยงให้กับโครงสร้างพื้นฐานใต้พื้นมหาสมุทรเหล่านี้

ที่มาของข้อมูล CSIS, KMCD, Atlanticcouncil, Komando, UN News, CNBC
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่