VI ลงทุนแบบไหนในยามสงคราม : โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร






ในยามที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระดับที่อาจจะเป็นวิกฤติได้อย่างเช่นภาวะสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นนั้น คำถามสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มและทุกคนในตลาดก็คือ เราควรจะทำอย่างไร?

แน่นอนว่าแต่ละกลุ่มและแต่ละคนคงทำไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพูดถึงแนวโน้มทั่วไปว่านักลงทุนในแต่ละกลุ่มมักจะทำอย่างไร ไล่ตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ โบรกเกอร์ เฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนรายใหญ่ และ VI เป็นต้น มักจะทำอย่างไรและผลกระทบต่อตลาดมักจะเป็นอย่างไร

เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าทำไมตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดจึงเป็นเช่นนั้นในยามที่ตลาดกำลังปั่นป่วน ตกลงมารุนแรงและก็เด้งขึ้นมารุนแรง รวมถึงการฟื้นตัวที่มักจะตามมาหลังเกิดวิกฤติ

เริ่มตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย โดยปกติก็มักจะเป็นคนที่เล่นหุ้นตามกระแสหรือตามแห่อยู่แล้วที่คนไทยชอบเรียกว่าเป็น “แมลงเม่า” ที่ชอบบินเข้าหากองไฟ คือถ้ามี “ไฟ” หรือมี “ข่าวร้อน” เกิดขึ้นที่ไหน แมงเม่าก็จะบินเข้าไปหาโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นั่นก็คือ เข้าไปเล่นในหุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นร้อนแรงแทบทุกตัว พวกเขากลัวมากว่าจะ “ตกรถ” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า FOMO หรือ “Fear of Missing Out”

ในยามที่ตกใจเนื่องจากเหตุการณ์อย่างสงครามนั้น พวกเขามักจะ “ขายหุ้น” แต่แทนที่จะตกใจและขายทันที นักลงทุนรายย่อยกลับมักจะเป็นคนที่ขายช้ากว่ารายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบัน เหตุผลอาจจะเป็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะแย่หนักจริงหรือเปล่า ส่วนหนึ่งเพราะข้อมูลมีน้อยหรือได้รับภายหลังและการวิเคราะห์ยังไม่ชำนาญพอ สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยใช้ในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรก็คือ “ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้น” เป็นหลัก จึงทำให้ขายช้า หุ้นตกลงมา 10-20% แล้วจึงเริ่มขาย

เมื่อขายเสร็จและราคาหุ้นตกลงมาระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ หุ้นมีการปรับตัวขึ้นทางเทคนิคหรือที่เรียกว่า “Correction” นักลงทุนรายย่อยก็จะกลับมาซื้อ “เร็วเกินไป” เพราะหลังจากซื้อแล้ว ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็กลับตกลงมาอีกและต่ำกว่าจุดเดิมที่เข้าไปช้อนเก็บหุ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากอย่างเช่นในตลาดหุ้นไทยยุคก่อน ในขณะที่ปัจจุบันนั้น ตลาดหุ้นเวียตนามดูเหมือนว่าจะมีรายย่อยมากกว่า และจึงผันผวนกว่า

นักลงทุนกลุ่มที่สองคือ นักลงทุนสถาบัน พวกเขาก็คือกองทุนรวมทั้งหลายรวมถึงกองทุนของข้าราชการและกองทุนประกันสังคมที่มีขนาดใหญ่และบริหารโดยนักลงทุนมืออาชีพที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้เน้นว่าจะต้องทำผลตอบแทนดีเลิศ แต่ต้องไม่ขาดทุนหนักหรือมีความเสี่ยงสูง พูดง่าย ๆ เน้นความปลอดภัยมากกว่าผลตอบแทนสูงมาก ๆ

กรอบการลงทุนของสถาบันก็คือ มองระยะยาว เน้นการลงทุนตาม “พื้นฐาน” ทางธุรกิจของหุ้นเป็นหลัก และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การเปรียบเทียบหรือ “Benchmark” กับค่าเฉลี่ยหรือดัชนีตลาดที่อ้างอิง พูดง่าย ๆ ลงทุนโดยพยายามให้ได้ผลตอบแทน “เกาะ” หรือตามผลตอบแทนของดัชนีตลาด พยายามเอาชนะตลาด แต่ต้องไม่เสี่ยง ที่สำคัญกว่าก็คือ อย่าให้แพ้ เพราะเดี๋ยวจะตกงานหรือโบนัสหาย

ดังนั้น ในยามวิกฤตหรือเกิดสงคราม พวกเขาก็จะต้อง “ปรับพอร์ต” มากกว่าจะขายทิ้งแบบไม่ลืมหูลืมตา บางกองก็อาจจะเปลี่ยนตัวหุ้น จากที่แย่ลงหนักเพราะสงคราม หันมาลงทุนในหุ้นที่ปลอดภัยหรือได้ประโยชน์จากสงครามบ้าง โดยทั้งหมดก็ต้องมีน้ำหนักหุ้นตามน้ำหนักของหุ้นในดัชนีที่อ้างอิง ทั้งหมดนั้นก็มีส่วนในการสนับสนุนตลาดหุ้นไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินไปโดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนรายย่อยทำให้ตลาดปั่นป่วนมากขึ้น

กลุ่มที่สามคือ นักลงทุนต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วก็คือนักลงทุนสถาบันที่อยู่ในต่างประเทศ ดังนั้น เขาก็มีความคิดหรือพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างเหมือนนักลงทุนสถาบัน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ พวกเขาสามารถลงทุนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้น การซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยจึงสามารถและมีการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วและทันที ซึ่งทำให้พฤติกรรมของพวกเขาต่างจากนักลงทุนสถาบันไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นก็คือ พวกเขามองภาพใหญ่หรือภาพ Macro เช่นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐ และเรื่องของ ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นตัวกำหนดว่าจะเข้าซื้อหรือขาย

ในส่วนของภาพเล็กที่เป็นหุ้นรายตัว พวกเขาเน้นว่าจะต้องเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เพราะปริมาณการลงทุนของพวกเขาสูงและมีความจำเป็นที่จะต้องเข้า-ออกเร็ว โดยเฉพาะในยามวิกฤติ ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะเล่นเฉพาะหุ้นแบ้งค์ พลังงานและสื่อสาร เป็นหลัก ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องเป็นกิจการที่มี “พื้นฐานดี” ตามแนวทางการลงทุนแบบ “สถาบัน” ด้วย

พฤติกรรมของนักลงทุนต่างประเทศที่แตกต่างมากจากนักลงทุนสถาบันจะอยู่ที่ความรวดเร็วในการเทรดที่ “ขายก่อนและขายเร็วที่สุด” เพราะเขาสามารถย้ายเงินได้ในชั่วข้ามคืน ด้วยระบบโปรแกรมเทรดดิ้งและค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำเตี้ยติดดิน การทำแบบนั้นทำให้พวกเขารอดจากราคาหุ้นที่จะตกลงมาแรงมากเพราะแรงขายของพวกเขาที่ปัจจุบันเป็นนักลงทุนที่มีพลังการซื้อขายที่สูงที่สุดกว่า 50% ของตลาด

นักลงทุนต่างประเทศต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่ชี้นำดัชนีตลาดหุ้น ใครคิดจะซื้อ-ขายหุ้นในยามนี้โปรดดูด้วยว่าต่างชาติกำลังจะซื้อหรือขายสุทธิ อย่าคิดซื้อ-ขายสวนทาง

กลุ่มที่สี่คือบริษัทหลักทรัพย์หรือ “Prop Trade” นี่คือกลุ่มที่เล่นซื้อขายสั้น ๆ ทำ Arbitrage หรือหากำไรเล็ก ๆ น้อยแต่แน่นอนจากความต่างของราคาซื้อ-ขายทางเทคนิค ยิ่งเดี๋ยวนี้มีตราสารใหม่ ๆ ออกมามากมาย พวกเขาก็ต้องซื้อ-ขายบ่อยขึ้นและมากขึ้นเพื่อสนับสนุนตราสารเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีในแง่ที่ช่วยเพิ่มสถาพคล่องให้กับตลาด และในยามสงคราม พวกเขาก็ยิ่งทำมากขึ้นทั้งซื้อและขายชอร์ต แต่ผลต่อดัชนีหุ้นคงมีไม่มาก

กลุ่มต่อมาที่ต้องพูดถึงก็คือ Value Investor หรือ VI ในภาวะสงคราม ว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไรในภาวะปกติและเมื่อเกิดวิกฤต

แน่นอนว่า VI คือคนที่ยึดมั่นแรงกล้าในการที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือ “Intrinsic Value” โดยแทบไม่สนใจเรื่องของภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ เราไม่สนใจ “เสียงรบกวนในระยะสั้น” หรือเหตุการณ์ร้ายที่เข้ามารบกวนระยะสั้นที่จะมีเข้ามาตลอดเวลา

และอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นพฤตกรรมแบบบัฟเฟตต์ที่คนจำนวนมากอาจจะไม่ตระหนักก็คือ VI มักจะมีเงินสดเตรียมพร้อมสำหรับการฉกฉวยโอกาสอันงดงามที่จะเกิดขึ้น

พูดง่าย ๆ VI ไม่ลงทุนง่าย ๆ เพียงเพราะมีหุ้นดีให้เลือกลงทุน แต่ VI ระดับเซียนแบบบัฟเฟตต์นั้น ต้องการ “หุ้นดีเยี่ยมและราคาถูกมาก ๆ” ที่นาน ๆ จะปรากฏขึ้นมาให้ซื้อซักที และถ้าคุณไม่มีเงินพอ มันก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น จงมีเงินสดพร้อมไว้เสมอ

สงครามอาจจะเป็นเวลาที่ VI จะเข้าซื้อหุ้นที่อาจจะตกลงมาแรงเกินไปเพราะคนตกใจขายหุ้น ทำให้ราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก อย่างไรก็ตาม การอดทนรอได้ ก็เป็นศิลปะที่สำคัญสำหรับ VI พันธุ์แท้ ที่จะต้องใจเย็นและมีความอดทนสูงมาก และหุ้นที่จะซื้อก็จะต้องเป็นหุ้นที่โดดเด่นและแข็งแกร่งมากที่มีราคาตกลงมามากอานิสงค์จากตลาดหุ้นที่ตกมาแรงจนกลายเป็นวิกฤติ

กลุ่มสุดท้ายก็คือ นักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ของไทยที่เป็นกลุ่มที่ดูเหมือนจะแตกต่างจากตลาดหุ้นอื่น ๆ ในโลก แต่จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับ Hedge Fund ในต่างประเทศที่เน้นแนวทางการลงทุนแบบ VI ว่าที่จริง เซียนหุ้นรายใหญ่ของไทยเองนั้น ในระยะหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ก็ยึดแนว VI เช่นเดียวกัน

นี่คือกลุ่มนักลงทุนจำนวนน้อยที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนการลงทุนของไทยในช่วงเวลาหนึ่งไม่น้อยกว่า 10 ปีก่อนที่จะซาลงในช่วง 5-6 ปีมานี้

พฤติกรรมการลงทุนของพวกเขาส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นการผสมผสานระหว่างการเทรดหุ้นระยะสั้นกับการลงทุนโดยใช้แนวทาง VI โดยที่เซียนหุ้นที่ยังอายุน้อยก็มักจะเทรดมากกว่าเซียนที่มีอายุมากและเป็น VI พันธุ์แท้กว่า

ในช่วงของสงครามครั้งนี้ กลยุทธ์ก็อาจจะเป็นเรื่องของการเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัวหรือ Selective Buy ในหุ้นที่แข็งแกร่งและดีมานานและยังดีอยู่โดยที่ในอดีตนั้น ราคาหุ้นยังสูงเกินไปหรือไม่ถูกพอ ถ้าสงครามทำให้หุ้นตกลงมามากจนน่าสนใจมากและจ่ายปันผลตอบแทนได้เกิน 3% ขึ้นไป ผมก็คิดว่านี่อาจจะเป็นโอกาสซื้อที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยและมาเกิดในครั้งนี้

บางคนอาจจะซื้อเข้าไปแล้ว แล้วก็อาจจะขาดทุนไปแล้วเพราะว่า “เข้าเร็วเกินไป” อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ราคาหุ้นจะกลับขึ้นมาแน่นอน เพราะด้วยอัตราปันผลที่งดงามอย่างที่ไม่เคยปรากฎ ประกอบกับปันผลที่จะไม่ลดลงค่อนข้างแน่ในระยะยาว หุ้นแบบนี้มักจะ “ไม่พลาด”


21 มี.ค 2569
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่