อีกไม่นาน ค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้นต่อจากน้ำมัน +เผยนาที!! อิหร่านถล่ม"ราส ลัฟฟาน"กาตาร์ แหล่งก๊าซ LNG ใหญ่ที่สุดในโลก

กระทู้สนทนา
NEXT STATION !
ค่าไฟ !
อีกไม่นาน ค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้น ต่อจากน้ำมัน /โดย ลงทุนแมน


       สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่กำลังระอุในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันพุ่งแรงนั้น กำลังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้น้ำมันในประเทศไทยจำนวนมาก
       แต่นอกจากราคาน้ำมันที่กำลังเพิ่มขึ้นแล้ว ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยก็อาจจะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับเพิ่มขึ้น หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ว ๆ นี้

เรื่องนี้เป็นเพราะอะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

       ย้อนกลับไปในปี 2516 ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถูกค้นพบครั้งแรกที่แหล่งเอราวัณในอ่าวไทยก่อนที่ต่อมา ประเทศไทยจะมีการผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกขึ้นในปี 2524 เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า, เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม, ยานพาหนะ, ก๊าซหุงต้ม รวมทั้งเป็นวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ จนนำไปสู่การพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในเวลาต่อมา เวลาผ่านไปกว่า 4 ทศวรรษ วันนี้ ก๊าซธรรมชาติถือเป็นแหล่งพลังงานหลัก ที่นำมาผลิตไฟฟ้าในประเทศ

หากลองไปดูสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าตามแหล่งพลังงานของประเทศไทย จะประกอบไปด้วย
- ก๊าซธรรมชาติ 56%
- ถ่านหินและลิกไนต์ 15%
- พลังงานหมุนเวียน 12%
- ไฟฟ้านำเข้า 13%
- อื่น ๆ 4%

ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติที่นำมาผลิตไฟฟ้าของประเทศนั้น ปัจจุบันมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ
- ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย
- ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากเมียนมา
- และก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ “LNG” ที่นำเข้าจากต่างประเทศ
       ในบรรดา 3 แหล่งดังกล่าวนั้น ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ถือเป็นแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตภายในประเทศ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าขนส่งระยะไกล  อย่างไรก็ตาม ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ถูกนำมาใช้เป็นเวลาหลายสิบปี ทำให้ต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งก๊าซในอ่าวไทย  
       โดยแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหลัก ๆ นั้นมาจากกาตาร์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย แต่เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้า มีต้นทุนแพงที่สุดเมื่อเทียบกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากเมียนมา เนื่องจากต้องขนส่งระยะไกลผ่านทางเรือ  ที่สำคัญคือ ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามา ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการลดอุณหภูมิก๊าซลงเหลือประมาณ -160 องศาเซลเซียส เพื่อให้กลายเป็นของเหลว เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขนส่ง และเมื่อไปถึงปลายทาง ก็จะมีการแปลงสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวให้กลับไปเป็นก๊าซอีกครั้ง

       พอเรื่องเป็นแบบนี้ จึงทำให้ก๊าซธรรมชาติเหลว กลายเป็นวัตถุดิบที่มีต้นทุนในการนำไปผลิตไฟฟ้าที่แพงที่สุด ในบรรดาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่นำมาผลิตไฟฟ้าของประเทศ

*ที่น่าจับตาคือ ประเทศไทยเริ่มนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาครั้งแรกในปี 2554 และสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปี 2554 สัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากเมียนมา 91% และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว 9%
ปี 2568 สัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากเมียนมา 21% และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว 79%

*ขณะที่มูลค่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ปี 2558 มูลค่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว 77,000 ล้านบาท
ปี 2568 มูลค่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว 150,000 ล้านบาท
จะเห็นว่า ประเทศไทยนั้นมีการพึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งรายจ่ายที่นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

และเมื่อย้อนกลับไปในปี 2565 หลายคนน่าจะพอจำกันได้ว่า หนึ่งในผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้น ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันค่าไฟฟ้าของไทยให้ปรับตัวสูงในช่วงเวลาดังกล่าว

       ประเด็นสำคัญก็คือ วิกฤติสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ทำให้กาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ตัดสินใจระงับการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว จากเหตุผลด้านความปลอดภัย  หรือก็คือ ก๊าซธรรมชาติเหลวกว่า 1 ใน 5 ของโลกที่กาตาร์ผลิตได้ จะหายไปจากตลาดทันที จนทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า เรื่องนี้อาจทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวพุ่งสูง จนส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าอีกครั้ง

ถ้าสรุปสั้น ๆ แล้ว
- ตอนนี้ เราผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติกว่า 56%
- 10 ปีที่ผ่านมา เรานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
- Supply ที่หายไปทันทีกว่า 1 ใน 5 ของโลก กำลังดันให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวพุ่งสูงขึ้น
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็คงไม่แปลกอะไร ถ้าราคาค่าไฟ ต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก
และแน่นอนว่าเรื่องนี้ ก็คงซ้ำเติมภาคธุรกิจ และครัวเรือนไทย ไม่น้อยเลยทีเดียว..

References
-https://www.eppo.go.th/.../stiulation-half-2568
-https://www.energy-conservationtech.com/.../%E0%B8%9E%E0
-https://gdcatalog.go.th/.../ef910204-5420-44b9-94aa
-https://www.thailand-energy-academy.org/.../Gas
-https://catalog.eppo.go.th/.../956992f9-780b-4216-aff9

โลกสั่นคลอน [img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t45/1/16/1f6a8.png[/img]
เผยนาที!! อิหร่านถล่ม"ราส ลัฟฟาน"กาตาร์กลายเป็นทะเลเพลิง แหล่งก๊าซ LNG ใหญ่ที่สุดในโลก กระทบตลาดพลังงานทั้งโลก[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tdc/1/16/26a0.png[/img]
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t2d/1/16/1f4cd.png[/img]นาทีประวัติศาสตร์! กองกำลังพิทักษ์ปฎิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) เปิดฉากล้างแค้นสหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มศูนย์กลางก๊าซ LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ของกาตาร์ กลายเป็นทะเลเพลิง คาดการซ่อมแซม ใช้เวลา 3-4 ปี กว่าจะกลับสภาวะปกติ





       ซีอีโอ QatarEnergy เผยอิหร่านโจมตีแหล่งพลังงาน "ราส ลัฟฟาน" ส่งผลให้กำลังผลิต LNG หายไป 17% และต้องระงับส่งออกก๊าซ เพื่อซ่อมแซมความเสียหายที่อาจกินเวลานาน 3-5 ปี

      เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 ผู้บริหาร QatarEnergy รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศกาตาร์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่อิหร่านโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ศูนย์กลางการผลิตก๊าซหลักของกาตาร์ ด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ได้ทำลายสายการผลิต LNG ไปถึง 2 สาย ส่งผลให้ขีดความสามารถในการส่งออกก๊าซธรรมชาติของกาตาร์ หายไปทันทีร้อยละ 17 คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
      ผู้บริหาร QatarEnergy กล่าวว่า กาตาร์จำเป็นต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย เพื่อระงับการส่งก๊าซตามสัญญาซื้อขายระยะยาวกับประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ประเทศอิตาลี เบลเยียม เกาหลีใต้ และจีน โดยคาดว่า การซ่อมแซมจะกินเวลานานถึง 3-5 ปี ซึ่งจะทำให้อุปทานก๊าซในยุโรปและเอเชียเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอย่างหนักในช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึง

อิหร่านโจมตี "แหล่งพลังงาน" รอบอ่าวเปอร์เซีย

       วันเดียวกันยังปรากฏภาพการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย เช่น โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองมินา อับดัลลาห์ของประเทศคูเวต ที่ถูกโดรนโจมตี เช่นเดียวกับโรงกลั่นน้ำมันในเมืองยานบู เมืองท่าริมทะเลแดง ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีรายงานถูกโดรนโจมตี แต่ทางการยืนยันว่าได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย

       ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในเมืองไฮฟา เมืองท่าทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล ถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันในเมืองนี้ถูกขีปนาวุธโจมตีและเกิดความเสียหาย แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

      รายงานข่าวระบุว่า อิหร่านเดินหน้าโจมตีประเทศต่าง ๆ รอบอ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 18 มี.ค.ตามเวลาท้องถิ่น หลังถูกอิสราเอลโจมตีเซาท์ พาร์ส (South Pars) แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทางตอนใต้ของประเทศ

      แม้บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศจาก 12 ชาติในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะออกแถลงการณ์ร่วมกัน ประณามการกระทำของอิหร่านที่ใช้อาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตน้ำจืด สนามบินและสถานทูต พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีทันที

      ขณะที่โฆษกกองทัพอิหร่าน ระบุว่า ได้โจมตีแหล่งพลังงานที่ถือเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ไปแล้วหลายแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลางและจะเดินหน้าตอบโต้ต่อไป โดยขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หากเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใดๆ ของอิหร่านเพิ่มอีก

     ด้านนายกรัฐมนตรีกาตาร์ ระบุว่า อิหร่านโจมตีศูนย์กลางการผลิตก๊าซหลักกาตาร์ เป็นหลักฐานชัดเจนว่าอิหร่านไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีเฉพาะผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียตามที่กล่าวอ้าง และระบุว่าเหตุโจมตีดังกล่าวจะส่งผลกระทบระดับรุนแรงต่ออุปทานพลังงานโลก

แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่