และขายในราคาที่สูงกว่าปรกติอ้างว่ารับมาแพง ซ้ำเติมประชาชนในภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำมัน
ขยายผลจากปั๊มสิงห์บุรี ตำรวจ-พาณิชย์ บุกตรวจบริษัทน้ำมันอ่างทอง พบตุนน้ำมัน 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12 ล้าน
วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วย
พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.)
และ พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 2 บก.ปคบ. ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ.
นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดอ่างทอง และพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ปูพรมเข้าตรวจสอบบริษัท
จำหน่ายน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง
ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
ฉวยโอกาสจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่สูงกว่าปกติมากในช่วงวิกฤตพลังงาน เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและขยายผล
เส้นทางการค้า จนพบว่าแหล่งที่มาของน้ำมันล็อตดังกล่าว ถูกส่งต่อมาจากบริษัทจำหน่ายน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง จึงนำไปสู่การขอ
อนุมัติเข้าตรวจค้นคลังน้ำมันของบริษัทดังกล่าวในทันที
จากการตรวจสอบภายในคลังน้ำมัน เจ้าหน้าที่พบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงกักตุนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมปริมาณทั้งสิ้นกว่า 331,000 ลิตร
คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 12,520,400 บาท โดยแบ่งออกเป็น:
⚈ น้ำมันดีเซล ประมาณ 48,000 ลิตร
⚈ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ประมาณ 210,000 ลิตร
⚈ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ประมาณ 73,000 ลิตร
เมื่อตรวจสอบพฤติการณ์ทางการค้า เบื้องต้นพบว่าบริษัทดังกล่าวมีการลักลอบจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับลูกค้าในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
และจังหวัดใกล้เคียง ในราคาสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท ซึ่งเป็นการตั้งราคาที่สูงกว่าโครงสร้างราคามาตรฐานทั่วไปในท้องตลาดอย่างมาก
โดยทางผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่า รับซื้อน้ำมันมาจากต้นทางในราคาลิตรละ 39.50 บาท จึงต้องปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ขอดูเอกสารการซื้อขายและหลักฐานการชำระเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทางบริษัทกลับไม่สามารถนำ
เอกสารใดๆ มาแสดงเพื่อยืนยันแหล่งที่มาและต้นทุนที่แท้จริงได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการอายัดของกลางทั้งหมด พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างน้ำมัน
ส่งไปตรวจสอบคุณภาพที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อดูว่าเป็นน้ำมันที่ได้มาตรฐานหรือไม่
นอกจากนี้ ยังได้ประสานส่งข้อมูลการตรวจสอบเพิ่มเติมไปยังกรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีสรรพสามิต
อย่างละเอียด ซึ่งหากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิด ทั้งในเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษี การปลอมปนน้ำมัน หรือการค้ากำไรเกินควร
ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดต่อไป เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชนในยุคที่พลังงานมีราคาแพง
#TheStandardNews
เกิดอาการหัวหมอ คลังน้ำมันในอ่างทองตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร
ขยายผลจากปั๊มสิงห์บุรี ตำรวจ-พาณิชย์ บุกตรวจบริษัทน้ำมันอ่างทอง พบตุนน้ำมัน 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12 ล้าน
วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วย
พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.)
และ พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 2 บก.ปคบ. ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ.
นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดอ่างทอง และพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ปูพรมเข้าตรวจสอบบริษัท
จำหน่ายน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง
ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
ฉวยโอกาสจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่สูงกว่าปกติมากในช่วงวิกฤตพลังงาน เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและขยายผล
เส้นทางการค้า จนพบว่าแหล่งที่มาของน้ำมันล็อตดังกล่าว ถูกส่งต่อมาจากบริษัทจำหน่ายน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง จึงนำไปสู่การขอ
อนุมัติเข้าตรวจค้นคลังน้ำมันของบริษัทดังกล่าวในทันที
จากการตรวจสอบภายในคลังน้ำมัน เจ้าหน้าที่พบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงกักตุนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมปริมาณทั้งสิ้นกว่า 331,000 ลิตร
คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 12,520,400 บาท โดยแบ่งออกเป็น:
⚈ น้ำมันดีเซล ประมาณ 48,000 ลิตร
⚈ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ประมาณ 210,000 ลิตร
⚈ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ประมาณ 73,000 ลิตร
เมื่อตรวจสอบพฤติการณ์ทางการค้า เบื้องต้นพบว่าบริษัทดังกล่าวมีการลักลอบจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับลูกค้าในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
และจังหวัดใกล้เคียง ในราคาสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท ซึ่งเป็นการตั้งราคาที่สูงกว่าโครงสร้างราคามาตรฐานทั่วไปในท้องตลาดอย่างมาก
โดยทางผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่า รับซื้อน้ำมันมาจากต้นทางในราคาลิตรละ 39.50 บาท จึงต้องปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ขอดูเอกสารการซื้อขายและหลักฐานการชำระเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทางบริษัทกลับไม่สามารถนำ
เอกสารใดๆ มาแสดงเพื่อยืนยันแหล่งที่มาและต้นทุนที่แท้จริงได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการอายัดของกลางทั้งหมด พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างน้ำมัน
ส่งไปตรวจสอบคุณภาพที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อดูว่าเป็นน้ำมันที่ได้มาตรฐานหรือไม่
นอกจากนี้ ยังได้ประสานส่งข้อมูลการตรวจสอบเพิ่มเติมไปยังกรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีสรรพสามิต
อย่างละเอียด ซึ่งหากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิด ทั้งในเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษี การปลอมปนน้ำมัน หรือการค้ากำไรเกินควร
ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดต่อไป เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชนในยุคที่พลังงานมีราคาแพง
#TheStandardNews