[แชร์ประสบการณ์] (มุมมองคนทำช่อง "กบพูดได้" สายไทบ้าน)
ก่อนน้ำมันขาดแคลน: ค่า RPM 1000วิว อยู่ที่
฿9.89
ช่วงน้ำมันขาดแคลน: ค่า RPM 1000วิว พุ่งสูงขึ้นเป็น
฿21.61
มันเพิ่มขึ้นมาเกินเท่าตัวเลยครับ! ทั้งที่เนื้อหาเราก็ยังเป็นไอ้น้องกบตัวเดิม
พูดจาภาษาไทบ้านเหมือนเดิม
ผมเลยลองนั่งวิเคราะห์ดูว่าทำไมรายได้
ถึงพุ่งกระฉูดสวนทางวิกฤตพลังงานขนาดนี้
1. แบรนด์พลังงานทางเลือกอัดงบโฆษณาหนักมาก
ในช่วงที่น้ำมันแพงและขาดแคลน สินค้าประเภท
โซลาร์เซลล์,
แบตเตอรี่สำรอง, หรือรถยนต์ไฟฟ้า กลายเป็นที่ต้องการของตลาดครับ
แบรนด์พวกนี้เขาทุ่มงบโฆษณาประมูลพื้นที่ในยูทูปสูงกว่าปกติ เพื่อเสนอทางออกให้ผู้คน
ซึ่งโฆษณาเฉพาะกลุ่มพวกนี้มีค่าตัวแพงกว่าโฆษณาทั่วไปมากครับ
2. คอนเทนต์ "พึ่งพาตัวเอง" กลายเป็นที่ต้องการของนักโฆษณา
พอน้ำมันไม่มีใช้ คนเริ่มมองหาการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมหรือการพึ่งพาตัวเอง (Self-reliance)
ซึ่งมันดันไปตรงกับแนวทางช่อง "กบพูดได้" ของเราพอดีครับ
นักโฆษณาเขามองว่าช่องที่มีเนื้อหาแบบนี้มีความน่าเชื่อถือสูงสำหรับสินค้าที่ช่วยประหยัดพลังงาน
รายได้ที่เราได้รับต่อหน่วยจึงขยับตัวสูงตามความต้องการของตลาดครับ
3. กลุ่มผู้ชมมี "คุณภาพ" ในเชิงการตลาดสูงขึ้น
คนที่เข้ามาดูเนื้อหาในช่วงวิกฤต
มักจะเป็นคนที่กำลังมองหาทางออกหรือมีความสนใจเฉพาะเจาะจงครับ
ระบบของยูทูปจะคัดกรองโฆษณาที่ "ตรงใจ"
และ "มีมูลค่าสูง" มาแสดงให้ผู้ชมกลุ่มนี้เห็น
ทำให้ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อ 1,000 ครั้งของเราพุ่งขึ้นอย่างที่เห็นในรูปครับ
บทสรุปจากใจคนทำช่องไทบ้าน: วิกฤตครั้งนี้ทำให้ผมเห็นว่า
"มูลค่าของเนื้อหา" สำคัญจริงๆ ครับ
การทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
หรือการมีเอกลักษณ์แบบน้องกบพูดได้ในบรรยากาศพึ่งพาตัวเอง
มันมีมูลค่าในสายตานักโฆษณามากกว่าที่ผมเคยคิดไว้เยอะเลย
เพื่อนๆ พี่ๆ ครีเอเตอร์ท่านไหนเจอตัวเลข RPM
พุ่งสวนทางโลกแบบนี้บ้างไหมครับ?
มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้นะครับ
ไขข้อสงสัย รายได้ยูทูปช่วงน้ำมันขาดแคลนราคาน้ำมันแพง
ก่อนน้ำมันขาดแคลน: ค่า RPM 1000วิว อยู่ที่ ฿9.89
ช่วงน้ำมันขาดแคลน: ค่า RPM 1000วิว พุ่งสูงขึ้นเป็น ฿21.61
มันเพิ่มขึ้นมาเกินเท่าตัวเลยครับ! ทั้งที่เนื้อหาเราก็ยังเป็นไอ้น้องกบตัวเดิม
พูดจาภาษาไทบ้านเหมือนเดิม
ผมเลยลองนั่งวิเคราะห์ดูว่าทำไมรายได้
ถึงพุ่งกระฉูดสวนทางวิกฤตพลังงานขนาดนี้
1. แบรนด์พลังงานทางเลือกอัดงบโฆษณาหนักมาก
ในช่วงที่น้ำมันแพงและขาดแคลน สินค้าประเภท โซลาร์เซลล์,
แบตเตอรี่สำรอง, หรือรถยนต์ไฟฟ้า กลายเป็นที่ต้องการของตลาดครับ
แบรนด์พวกนี้เขาทุ่มงบโฆษณาประมูลพื้นที่ในยูทูปสูงกว่าปกติ เพื่อเสนอทางออกให้ผู้คน
ซึ่งโฆษณาเฉพาะกลุ่มพวกนี้มีค่าตัวแพงกว่าโฆษณาทั่วไปมากครับ
2. คอนเทนต์ "พึ่งพาตัวเอง" กลายเป็นที่ต้องการของนักโฆษณา
พอน้ำมันไม่มีใช้ คนเริ่มมองหาการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมหรือการพึ่งพาตัวเอง (Self-reliance)
ซึ่งมันดันไปตรงกับแนวทางช่อง "กบพูดได้" ของเราพอดีครับ
นักโฆษณาเขามองว่าช่องที่มีเนื้อหาแบบนี้มีความน่าเชื่อถือสูงสำหรับสินค้าที่ช่วยประหยัดพลังงาน
รายได้ที่เราได้รับต่อหน่วยจึงขยับตัวสูงตามความต้องการของตลาดครับ
3. กลุ่มผู้ชมมี "คุณภาพ" ในเชิงการตลาดสูงขึ้น
คนที่เข้ามาดูเนื้อหาในช่วงวิกฤต
มักจะเป็นคนที่กำลังมองหาทางออกหรือมีความสนใจเฉพาะเจาะจงครับ
ระบบของยูทูปจะคัดกรองโฆษณาที่ "ตรงใจ"
และ "มีมูลค่าสูง" มาแสดงให้ผู้ชมกลุ่มนี้เห็น
ทำให้ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อ 1,000 ครั้งของเราพุ่งขึ้นอย่างที่เห็นในรูปครับ
บทสรุปจากใจคนทำช่องไทบ้าน: วิกฤตครั้งนี้ทำให้ผมเห็นว่า
"มูลค่าของเนื้อหา" สำคัญจริงๆ ครับ
การทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
หรือการมีเอกลักษณ์แบบน้องกบพูดได้ในบรรยากาศพึ่งพาตัวเอง
มันมีมูลค่าในสายตานักโฆษณามากกว่าที่ผมเคยคิดไว้เยอะเลย
เพื่อนๆ พี่ๆ ครีเอเตอร์ท่านไหนเจอตัวเลข RPM
พุ่งสวนทางโลกแบบนี้บ้างไหมครับ?
มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้นะครับ