เตือนหมดยุคดอกเบี้ยขาลง ต้นทุนหุ้นกู้พุ่ง-รีไฟแนนซ์เสี่ยง

พิษสงคราม ตะวันออกกลางไม่จบง่าย ต้นทุนการเงินธุรกิจไทยเริ่มขยับ “กรุงไทย” เผยบอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับขึ้นยกแผง แม้ กนง.เพิ่งลดดอกเบี้ยต้นปีแค่หนเดียว เชื่อ “วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง” จบแล้ว ฟันธงต้นทุนการเงินธุรกิจพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ดอกเบี้ยหุ้นกู้รอบใหม่ต้องจ่ายดอกสูงขึ้น มองปลายปีนี้ถึงปีหน้าดอกเบี้ยมีโอกาสขยับขึ้น หากราคาน้ำมันสูงไม่เลิก ดันทำเงินเฟ้อพุ่งตาม ขณะที่ “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” ชี้กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งสายการบิน-โรงแรม เจอผลกระทบเต็ม ๆ เตือนนักลงทุนระวังความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ ห่วงธุรกิจหนี้สูงยิ่งกระทบหนัก

นายสงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Investment Market Research สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจไทย เริ่มจากค่าเงินบาทในช่วงไม่ถึง 3 เดือนแรกของปี 2569 เงินบาทอ่อนค่าแล้ว 3% อ่อนค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ขณะที่ประเทศที่มีน้ำมัน หรือน้ำมันสำรองปริมาณมาก ทั้งมาเลเซีย และสิงคโปร์ ค่าเงินยังแข็งค่าอยู่

ขณะที่ด้านอัตราดอกเบี้ย ปีนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จาก 1.25% เหลือ 1% แต่การส่งผ่านถือว่าน้อย สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล อายุ 5 ปี สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 1.28% ตอน กนง.ลดดอกเบี้ยลงมาที่ 1.16% แต่ปัจจุบันขยับขึ้นมาที่ 1.5% กลายเป็นว่าต้นทุนแพงขึ้น ยกเว้นดอกเบี้ยพันธบัตร อายุ 1 ปีที่ยังต่ำ จากต้นปีอยู่ที่ 1.1% หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยลงมาที่ 1.05% และปัจจุบันยังไม่เปลี่ยนแปลง

“บอนด์อายุ 1 ปี ยังได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่บอนด์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ไม่ได้แล้ว ซึ่งตรงนี้จะมองไปในอนาคต สะท้อนว่า ธปท.จะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้แล้ว เพราะถ้าดูจากพวกดอกเบี้ยสวอป ถ้าตลาดยังคิดว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยได้อีก พวกนี้จะต้องต่ำกว่า 1% แต่ตอนนี้ไม่มีตรงไหนต่ำกว่า 1% เลย สะท้อนว่าจบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว คือ อยากลดก็ลดไม่ได้”

หุ้นกู้รับมือดอกเบี้ยแพงขึ้น
นายสงวนกล่าวว่า ตอนนี้จากภาวะสงครามที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น คงไม่สามารถมองข้ามเรื่องเงินเฟ้อที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ แม้ว่าตอนนี้เงินเฟ้อจะยังอยู่ระดับต่ำก็ตาม นอกจากนี้ กนง.รอบที่ผ่านมาที่ลดดอกเบี้ย 0.25% มีการสื่อสารว่าต้องการให้เงินเฟ้อเข้าสู่กรอบ 1-3% ดังนั้น การทำให้เงินเฟ้อกลับเข้ากรอบ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการลดดอกเบี้ย กนง. ซึ่งตอนนั้นสงครามยังไม่ระเบิด ดังนั้น หากมองเกมยาว ถ้าเงินเฟ้อเข้ากรอบแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยแล้ว แต่การปรับขึ้นก็อาจจะไม่ต้องรีบ

“ในเมื่อต้นทุนของรัฐบาลเองยังแพงขึ้น หรือการได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยของ ธปท.น้อยลง ดังนั้น หุ้นกู้เอกชนก็ปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ แล้วในที่สุด ธปท.ก็อาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยภายใน 1 ปีข้างหน้า หรือมีโอกาสขึ้นตั้งแต่ปลายปีนี้ น้ำหนักความน่าจะเป็นประมาณ 50%”

นายสงวนกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน การที่พื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือน้อยลง และถูกปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็น “เชิงลบ” (Negative) จากเดิม “มีเสถียรภาพ” (Stable) ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวขยับขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ ตัวเลขต่างชาติซื้อสุทธิบอนด์ไทยก็ปรับลดลง จากเดิมเคยซื้อสุทธิ 5-6 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ต้นทุนการเงินพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว
สำหรับกรณีทริสเรทติ้งประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้สูง นายสงวนกล่าวว่า หากเป็นธุรกิจที่ออกหุ้นกู้เสี่ยงสูง (ไฮยีลด์) ยอมรับว่า มีผลกระทบ จะรีไฟแนนซ์ได้ยาก แต่หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเครดิตเรตติ้งดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เพิ่งออกไป ก็มีทั้งหุ้นกู้ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็ยังขายได้ดี

“ที่บอกว่ารายใหญ่ยังออกหุ้นกู้ได้ดี แต่จริง ๆ ต้นทุนก็แพงขึ้นแล้ว จาก Risk Fee ที่ปรับตัวสูงขึ้น คือถ้าออกหุ้นกู้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 จะถูกกว่าตอนนี้ ซึ่งจะบอกว่าต้นทุนการเงินของธุรกิจพ้นจุดที่ต่ำสุดไปแล้วก็พูดได้”

หุ้นกู้รีไฟแนนซ์ยาก
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เนื่องจากนำเข้าน้ำมัน ทำให้ต้นทุนต่าง ๆ ของภาคเอกชนสูงขึ้น บางกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ทั้งสายการบินและโรงแรมก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวที่หวังจะฟื้นตัว อาจจะไม่ได้กลับมาฟื้นตัวได้เร็ว รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา โดยต้นทุนทางการเงินของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงขึ้น

เพราะฉะนั้น มีความเสี่ยงในเรื่องการรีไฟแนนซ์ นักลงทุนก็ต้องระมัดระวัง นอกจากนี้ ในกลุ่มส่งออกต้องรอดูว่า ส่งออกจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน อาจจะเกิดปัญหาสินค้าส่งออกไม่ได้ โดยภาพใหญ่ถ้ายืดเยื้อจะทำให้เกิดความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบ

สำหรับความเสี่ยงว่าจะรีไฟแนนซ์ไม่ได้นั้น ต้องบอกว่าใน 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ละบริษัทเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ มาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ช็อกแรก ซึ่งภาคธุรกิจก็มีการปรับตัวกันมาระดับหนึ่ง คาดหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ ไม่งั้นจะพังไปหมด ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์ไปก่อน เพราะยังไม่นิ่ง

ส่วนในแง่ผลกระทบต่อบริษัทที่หนี้สูงอยู่แล้วนั้น นางสาวอริยากล่าวว่า บริษัทที่แย่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีมานานแล้ว เพราะฉะนั้น จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงบ้าง ต้นทุนจากบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นไป จากที่จะได้ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ ๆ ก็ต่ำได้ไม่นาน

“ตอนนี้ต้นทุนขยับขึ้นมาบ้างแล้ว ถ้าใครออกหุ้นกู้ช่วงเดือน ม.ค.และ ก.พ. ถือว่าโชคดีไป ล่าสุดบอนด์ยีลด์ 10 ปี ขยับขึ้นมา 31 bsp. หรือ 0.31% จากต้นปีที่อยู่ที่ 1.66% ตอนนี้อยู่ที่ 0.97% (ข้อมูล ณ  12 มี.ค. 2569) ถ้ารัฐบาลจะออกบอนด์ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีกอย่างน้อย 0.30 บาท”

นางสาวอริยากล่าวว่า ต้องยอมรับว่าธุรกิจที่มีปัญหาต้องขอขยายเวลาชำระคืนหนี้หุ้นกู้ ยังมีให้เห็นอยู่ทุกวัน หลายบริษัทครบดีลแล้ว ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ส่วนรายใหม่ ๆ ไม่ค่อยมี ส่วนมากเป็นรายเดิมที่เคยยืดหนี้มาแล้ว และเมื่อถึงกำหนดก็ขยายเวลาชำระออกไปอีก

ชี้ถ่านหิน-เรือได้ประโยชน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทริสเรทติ้งได้วิเคราะห์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบด้านเครดิตต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยมองว่าระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักในการประเมินความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมและความเสี่ยงด้านเครดิต หากความขัดแย้งจำกัดอยู่ในช่วงเวลา 4-5 สัปดาห์ ผลกระทบคาดว่าจะจำกัดอยู่เพียงความผันผวนของผลประกอบการในระยะสั้นของผู้ประกอบการเท่านั้น ขณะที่ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเป็นความเสี่ยงหลัก เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับผลกระทบด้านเครดิตมีความแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยกลุ่มสายการบิน โรงแรม และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) เผชิญกับแรงกดดันในเชิงลบ

ในขณะที่กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ ถ่านหิน และการขนส่งสินค้าแห้งเทกองทางเรือมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์จะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับบริษัทที่มีภาระหนี้สูง จากการมีส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น และนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น

ชี้ผลกระทบขึ้นกับยืดเยื้อแค่ไหน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ถ้าราคาน้ำมันไม่ค้างสูง เช่น ระดับ 120 เหรียญต่อบาร์เรล เป็นเวลานาน ๆ เงินเฟ้อไทยอาจจะขยับขึ้นบ้าง แต่คงไม่ได้มากจนนโยบายการเงินต้องขยับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งหมดทั้งปวงขึ้นกับว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร สถานการณ์สงครามจะจบได้ภายในเมื่อไหร่

“ถ้าค้างนานเป็นปี เหนื่อยแน่ ๆ และที่สำคัญ ผลกระทบของแต่ละคนไม่เท่ากัน”...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1979923


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่