-นักบวช นักรบ
"รบความโลภ รบความโกรธ รบความหลง
นี่แหละ! คือข้าศึกการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา ทางแห่งพระพุทธเจ้านั้น...
รบด้วยธรรมะ รบด้วยความอดทน ด้วยความต่อต้านซึ่งอารมณ์สารพัดอย่าง ธรรมะกับโลกมันเกี่ยวข้องกัน มีธรรม ก็มีโลก มีโลก
ก็มีธรรม มีกิเลส ก็มีผู้สะสางกิเลส
คือรบกับกิเลสทั้งหลาย นี่! เรียกว่ารบภายใน
รบภายนอกนั้น...ต้องจับลูกระเบิด จับปืน
มาขว้างกัน มายิงกัน เอาชนะ เอาแพ้กัน
เอาชนะคนอื่น ก็เป็นทางโลก ทางธรรมะไม่ต้องรบกับใคร เอาชนะใจ ของตัวเอง
อดทน ต่อสู้...กับอารมณ์ทุกอย่าง
ทางธรรมะ...ถ้าหากว่าเรามาประพฤติปฏิบัติแล้วไม่ต้องก่อกรรม ทำเวรซึ่งกันและกัน
ปลดปล่อยความชั่วทั้งหลาย ออกจากกายออกจากใจ ของพวกเราทั้งนั้น...
พ้นจากการอิจฉา
พ้นจากการพยาบาท
พ้นจากการจองเวรกัน
เวรอันใดจะระงับไปได้ก็เพราะการไม่จองเวร
ไม่ผูกเวรกัน
กรรม กับเวรมันต่างกัน แต่ว่ามันคล้ายกัน
กรรมทำแล้ว...ก็แล้วกันไปไม่ต้องจองล้าง
จองผลาญกันอีก นี่เรียกว่า...เป็นกรรมเวร หมายถึงการจองกันไว้อีกว่า เอ็งมาทำฉัน
ฉันจะต้องทำเอ็งต่อไปมิได้ขาด
ต้องแก้แค้นกันไปเรื่อยๆ นี้เรียกว่าเวรนั้น...
ยังไม่ระงับ เพราะการจองเวรเมื่อไรยังเป็น
ไปอยู่อย่างนั้น...มันก็เป็นห่วงโซ่ต่อกันเป็นสาย จึงไม่จบไม่สิ้น ภพไหนชาติไหน ก็ดี
มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น...
พระบรมศาสดาท่านสอนโลก ท่านโปรด
โลก โปรดสัตว์ แต่ว่าโลก ก็เป็นอยู่อย่างนี้
ผู้ที่มีปัญญาเกิดมาแล้ว ก็ต้องพิจารณาเอาอะไรที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ นักรบ
นักอะไรทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น พระพุทธเจ้า
ก็เคยทำมาเหมือนกันแต่ว่าไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร มันก็เป็นอยู่...เฉพาะโลกมีแต่เรื่องผูกกรรมผูกเวรกันต่อไป
ฉะนั้น การมาอบรมในการบวช ก็เลิกสิ่งชั่ว
กันไปเลย เลิกอะไรที่มันเป็นกรรม เป็นเวร เอาชนะตัวเอง ไม่เอาชนะคนอื่น รบ ก็รบเฉพาะกิเลส
มีความโลภเกิดขึ้นมา ก็รบมัน
ความโกรธเกิดขึ้นมา ก็รบมัน
ความหลงเกิดขึ้นมา ก็พยายามละมัน
นี่เรียกว่าการรบ การทำสงครามด้านจิตใจ
กับกิเลสนี้ มันยากแสนยาก แสนลำบาก
ที่สุด บวชมาเรา ก็มาพิจารณาเรียนการรบ รบราคะ รบโทสะ รบโมหะนี่! เป็นหน้าที่
ของพวกเราทั้งหลาย ที่จะต้องพิจารณา
นี่! เรียกว่าการรบภายใน
คือ รบกับกิเลสทั้งหลาย แต่น้อยคนนัก ที่จะ
รบ กับกิเลส ไปรบกับอย่างอื่นเสียมาก
กิเลสส่วนนี้...ไม่ค่อยจะรบกันไม่ค่อยจะเห็นกัน พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า...
ให้ละความชั่วทุกอย่าง มาประพฤติความดี
ทุกประการ เป็นทางที่ถูกต้องแล้ว...
ท่านบอกอย่างนี้ก็เรียกว่า ท่านมาจับตัวพวกเราทั้งหลายมาปล่อยที่ต้นทาง เมื่อถึงทาง
แล้ว เราจะเดินไป หรือไม่เดินไปนั้น...
เป็นเรื่องของเรา เรื่องของพระพุทธเจ้าก็หมดแค่นั้น...ท่านชี้ทางไว้ ทางที่ผิด ทางที่ถูกเท่านั้น ก็พอแล้ว...การประพฤติปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของพวกเรา
ดังนั้น เมื่อเรามาอยู่ที่ทางนี้
ก็เรียกว่าเรายังไม่รู้อะไร ไม่เป็นอะไร เราก็ต้องศึกษา การศึกษานี้ จะต้องอดทนต่อทุก
สิ่งทุกอย่าง คล้ายๆ กับเราเป็นนักศึกษาเคยศึกษาทางโลกมา มันยากลำบากพอสมควร ก่อนจะมีความรู้มีวิชามาพอจะปฏิบัติการงานได้ ต้องข่มใจตัวเอง เมื่อใจเรามันเห็นผิด
เมื่อใจเราไม่ชอบ หรือมันขี้เกียจ ทั้งหลายนี้ เราจะต้องข่มใจ
ความรู้...
จึงจะเกิดในใจเรา แล้วสามารถนำไปปฏิบัติการงานได้
การปฏิบัติการงานในทางพระนี้ ก็เหมือนกัน
ถ้าหากว่า เราตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
พินิจพิจารณา คงจะมองเห็นทางพอสมควร
ทิฐิมานะนี้...เป็นของสำคัญมาก
ทิฐิ คือความเห็น ความเห็นทุกสิ่งสารพัด
มันเป็นทิฐิทั้งนั้น เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดีสารพัดอย่างแล้วแต่จะเห็น อันนั้น...ก็ไม่เป็นประมาณ เป็นประมาณอยู่ที่ความยึดมั่น ถือมั่นเรียกว่ามานะ ความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในความเห็นอันนั้น...อย่างจริงจัง
พาให้เราเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี...ทางจบ เพราะการไปยึดมั่น ถือมั่น
ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า
ให้ลดทิฐิ ให้ละทิฐิคือความเห็น อย่างเช่นคนมาอยู่ด้วยกันมากๆอย่างนี้มันก็ปฏิบัติได้ง่ายๆ ถ้ามีความเห็นถูกต้องตรงกัน แต่ถึงแม้ว่า...
จะอยู่องค์เดียว ๒องค์ ๓องค์ ก็ปฏิบัติยาก
อยู่ลำบาก ถ้าความคิดไม่ถูกต้องความเห็น
ไม่ดี เมื่อมาน้อมลง เพื่อ...ละทิฐิอันเดียวกัน
อยู่หลายองค์ก็ตามเถอะ มันก็ลงสู่...
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เหมือนกัน
จะว่า มีหลายองค์มันจะเกะกะ ก็ไม่ได้
คล้ายๆกับตัวกิ้งกือ ตัวกิ้งกือมันมีขาหลายขา
ใช่ไหม? เรานับไม่ถ้วน มองดูมันก็น่ารำคาญเหมือนกับว่า มันจะยุ่งกับขากับแข้งของมัน
มันเดินไป เดินมา ความจริงมันไม่ยุ่ง มันมีจังหวะมีระเบียบ ถึงแม้จะมีขามากมันก็ไม่ยุ่งยาก ในทางพุทธศาสนานี้...ก็เหมือนกัน
ถ้าปฏิบัติแบบยุคสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วมันก็ง่าย เรียกว่า...
สุปะฏิปันโนเป็นผู้ปฏิบัติดี
อุชุปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง
ญายะปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อพ้นจากทุกข์
สามีจิปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติชอบเป็นผู้ปฏิบัติ
ถูกต้อง คุณสมบัติทั้ง ๔ ประการนี้
ถ้าตั้งอยู่ในใจของพวกเราทั้งหลายแล้ว
คือ คุณสมบัติ ของพระสงฆ์
ถ้าทำอย่างนี้ เราจะมีเป็นร้อยเป็นพัน
เราจะมีมากแค่ไหน ก็ช่างเถอะ มันลงสายเดียวกัน ถึงแม้พวกเราทั้งหลายจะมาจากทิศต่างๆ ก็เหมือนกันนั่นเอง ไม่ใช่อื่นไกล
ถึงความเห็นมันจะไปคนละทิศละทาง ยังเห็น
ผิดอยู่ ก็ช่างมันเถอะ ถ้ามีความถูกต้อง มันก็เหมือนกัน คล้ายกับว่า ห้วยหนอง คลองบึงต่างๆ ที่มันไหลลงสู่ทะเลเมื่อมันไปตกถึงทะเลแล้ว มันก็มีสีครามรสเค็มด้วยกัน...
มนุษย์เราทั้งหลายก็เช่นกัน เมื่อลงสู่กระแสของธรรมะแล้ว...มันก็ลงสู่ธรรมะ อันเดียวกัน จะอยู่คนละทิศละทาง ก็ช่าง จะอยู่ ที่ไหนก็ตาม มันมารวมกันเป็นอันเดียวกัน อย่างนั้น
แต่ว่าความคิดที่มันแก่งแย่ง ซึ่งกันและกันนั้น
เป็นทิฐิมานะ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า...
เรื่องความเห็นนั้น ก็ปล่อยไว้
เรื่องมานะ อย่าเข้าไปยึดมั่นถือมั่น
จนเกินความเป็นจริง
พระพุทธองค์ท่านสอนว่า...
ให้มีสติอยู่เสมอ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน
จะอยู่ที่ไหน ก็ช่างเถอะ
ให้มีสติประคอง อยู่เสมอ เมื่อเรามีสติ...
เราก็เห็นตัวของเรา เห็นใจของเรา
แล้วก็เห็นกาย ในกายของเรา เห็นใจ ในใจของเรา
ทุกอย่าง...ถ้าไม่มีสติ เราก็ไม่รู้เรื่อง
อะไรมาตกอยู่หน้าบ้าน ตกอยู่ในกุฏิเราก็ไม่เห็น เพราะเรา...ไม่มีสติ การมีสตินี้...
จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ใดมีสติมอยู่...ทุกเวลา
ผู้นั้น...จะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่...
ตลอดเวลา เพราะว่า...
ตา มองเห็นรูป ก็เป็นธรรมะ
หู ได้ฟังเสียง ก็เป็นธรรมะ
จมูก ได้กลิ่น ก็เป็นธรรมะ
ลิ้น ได้รส ก็เป็นธรรมะ
กายไปถูกโผฏฐัพพะ กระทบเย็น ร้อน อ่อนแข็ง ก็เป็นธรรมะ
ธรรมารมณ์ ที่มันเกิดขึ้นกับใจนึกขึ้นได้
เมื่อใด เป็นธรรมะเมื่อนั้น...
ฉะนั้น ผู้ที่มีสติ...
ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่...ตลอดเวลา
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มันมีอยู่ทุกเวลาเพราะอะไร? เพราะเรามีสติ...มีความรู้...
สติ คือระลึกได้
สัมปชัญญะความรู้อยู่ตัวรู้ ก็คือ...ตัวพุทโธ
ตัวพระพุทธเจ้านั่นแหละ
พอมีสติสัมปชัญญะรู้อยู่ ปัญญาก็วิ่งตามมาเท่านั้น รู้เรื่องต่างๆ
ตา เห็นรูปสิ่งนี้ควรไหม? ไม่ควรไหม?
หู ฟังเสียงสิ่งนี้ควรไหม? ไม่ควรไหม?
มันเป็นโทษไหม? มันผิดไหม?
มันถูกต้องเป็นธรรมะไหม? สารพัดอย่าง
ดังนั้น...
ผู้มีปัญญาแล้ว จึงได้ฟังธรรมะอยู่ตลอดเวลา
แม้...มองเห็นต้นไม้ก็เป็นธรรมะ มองเห็นสิ่งต่างๆ มันเป็นธรรมะหมด ทั้งนั้นถ้าเรารู้จักธรรมะ
พวกเราทั้งหลายให้เข้าใจว่า
ในเวลานี้เราเรียนอยู่กลางธรรมะ จะเดินไป
ข้างหน้า ก็ถูกธรรมะ จะถอยไปข้างหลัง ก็ถูกธรรมะ ธรรมะทั้งนั้น ถ้าเรามีสติ อยู่...
แม้แต่เห็นสัตว์ต่างๆ ที่วิ่งไป ก็มีปัญญาว่า...
สัตว์ มันก็เหมือนกันกับเรานั่นแหละ มันไม่แปลกไปกว่าเราหรอก
มันหนีจากความทุกข์ ไปหาความสุขเหมือนกัน
อันไหนที่มันไม่ชอบ มันก็ไม่เอาเหมือนกัน มันกลัวสิ้นชีวิตของมันเหมือนกัน ถ้าเราคิดไปเช่นนี้ ก็เรียกว่า...
สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ กับมนุษย์ก็ไม่แปลกกัน
ที่สัญชาตญาณต่างๆ เมื่อเราคิดไปเช่นนี้
ก็เรียกว่า เป็นการภาวนารู้เห็นตามความเป็นจริง
ว่าสัตว์ทั้งหลายก็ดี มนุษย์ทั้งหลายก็ดี มันก็เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่อื่นไกล สัตว์ทุกประเภทมันก็เหมือนมนุษย์
มนุษย์ทุกประเภท มันก็เหมือนสัตว์ ทีนี้เมื่อเรารู้เห็นสภาวะตามเป็นจริง จิตเราก็ถอนออกจากสิ่งเหล่านั้น
ฉะนั้น ท่านจึงให้มีสติ ถ้ามีสติแล้ว...
มันจะเห็นกำลังใจของตน เห็นจิตของตน ความรู้สึก นึกคิดของตัวเองเป็นอย่างไร
ก็ต้องรู้ตัว รู้นั่นแหละ! เรียกว่าพุทโธ หรือพระพุทธเจ้า ผู้รู้ รู้...ถึงที่มัน แล้วก็รู้แจ้งแทงตลอด เมื่อมันรอบรู้อยู่เช่นนี้ก็ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องดีเท่านั้น ไม่ใช่ อื่นไกล
ฉะนั้น ปฏิบัติง่ายๆ พิจารณาง่ายๆ
เราจึงมีสติอยู่...ผู้ไม่มีสติ ก็เหมือนเป็นบ้า
ไม่มีสติ ๕ นาทีก็เป็นบ้า ๕ นาที
ก็ประมาทอยู่ ๕ นาที ถ้าขาดจากสติเมื่อใด
ก็เป็นบ้าเมื่อนั้น...ให้เข้าใจอย่างนี้
สตินี้...จึงมีคุณค่า คนมีสติแล้ว...ก็รู้จักว่า
ตัวเรามีลักษณะอย่างไร จิตใจของเรา
อยู่...ในลักษณะอย่างไร
ความเป็นอยู่ของเรา อยู่ในลักษณะอย่างไร
นี่! ผู้มีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดแล้ว
ก็ได้ฟังธรรมอยู่ทุกเวลา ออกจากครูบาอาจารย์แล้ว ก็ได้ฟังธรรมอยู่เสมอ
รู้อยู่...เสมอเพราะว่าธรรมอยู่ทั่วๆไป
ฉะนั้น...
พวกเรานั่นในวันหนึ่งๆ ให้ได้ปฏิบัติเถอะ
ขี้เกียจ ก็ทำขยันก็ทำ
เราปฏิบัติธรรมะ ไม่ปฏิบัติตามตัวเรา
ถ้าปฏิบัติตามตัวเรา ไม่เป็นธรรมะ
ไม่ว่ากลางวัน กลางคืน สงบ ก็ทำ ไม่สงบ ก็ทำ เหมือนกับเราเป็นเด็กไปเรียนหนังสือ
จะเขียนไม่สวยในครั้งแรก มันหัวยาวๆ ขายาวๆ เขียนไปตามเรื่องของเด็ก นานไป...
ก็สวยขึ้นงามขึ้นเพราะฝึกมัน
การประพฤติธรรม ก็เหมือนกันทีแรกก็เกะๆกะๆ สงบบ้างไม่สงบบ้าง ไม่รู้เรื่องมันเป็นไป
บางคน...ก็ขี้เกียจ อย่าขี้เกียจซิ
ต้องพยายามทำอยู่...ด้วยความพยายามเหมือนกับเราเป็นเด็กนักเรียน โตมา ก็เขียนหนังสือได้ดี จากไม่สวยมาเขียนได้สวย เพราะการฝึกตั้งแต่เด็กนั่นแหละ!
อันนี้ ก็เหมือนกัน ฉันนั้น พยายามให้มีสติ
อยู่...ทุกเวลาจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน พยายามทำให้มันสม่ำเสมอ เมื่อเราทำกิจ
วัตรอะไร มันคล่องดีแล้ว เป็นต้น
เราก็สบายใจ นั่ง...ก็สบาย นอน ก็สบาย
เมื่อความสบายเกิดขึ้นจากกิจวัตร
การนั่งสมาธิ ก็สงบง่ายเป็นเรื่องสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน ดังนี้
ฉะนั้น...จงพากันพยายามสิ่งที่ครูบาอาจารย์พาทำนี้ ให้พยายามทำเถอะ
ตามความสามารถของเรา นี่เรียกว่าการฝึก."
________________________________________
หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ
จังหวัดอุบลราชธานี
จากหนังสือ หมวด: อาหารใจ
หลวงพ่อชาเปรียบนักบวช คือ นักรบ
"รบความโลภ รบความโกรธ รบความหลง
นี่แหละ! คือข้าศึกการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา ทางแห่งพระพุทธเจ้านั้น...
รบด้วยธรรมะ รบด้วยความอดทน ด้วยความต่อต้านซึ่งอารมณ์สารพัดอย่าง ธรรมะกับโลกมันเกี่ยวข้องกัน มีธรรม ก็มีโลก มีโลก
ก็มีธรรม มีกิเลส ก็มีผู้สะสางกิเลส
คือรบกับกิเลสทั้งหลาย นี่! เรียกว่ารบภายใน
รบภายนอกนั้น...ต้องจับลูกระเบิด จับปืน
มาขว้างกัน มายิงกัน เอาชนะ เอาแพ้กัน
เอาชนะคนอื่น ก็เป็นทางโลก ทางธรรมะไม่ต้องรบกับใคร เอาชนะใจ ของตัวเอง
อดทน ต่อสู้...กับอารมณ์ทุกอย่าง
ทางธรรมะ...ถ้าหากว่าเรามาประพฤติปฏิบัติแล้วไม่ต้องก่อกรรม ทำเวรซึ่งกันและกัน
ปลดปล่อยความชั่วทั้งหลาย ออกจากกายออกจากใจ ของพวกเราทั้งนั้น...
พ้นจากการอิจฉา
พ้นจากการพยาบาท
พ้นจากการจองเวรกัน
เวรอันใดจะระงับไปได้ก็เพราะการไม่จองเวร
ไม่ผูกเวรกัน
กรรม กับเวรมันต่างกัน แต่ว่ามันคล้ายกัน
กรรมทำแล้ว...ก็แล้วกันไปไม่ต้องจองล้าง
จองผลาญกันอีก นี่เรียกว่า...เป็นกรรมเวร หมายถึงการจองกันไว้อีกว่า เอ็งมาทำฉัน
ฉันจะต้องทำเอ็งต่อไปมิได้ขาด
ต้องแก้แค้นกันไปเรื่อยๆ นี้เรียกว่าเวรนั้น...
ยังไม่ระงับ เพราะการจองเวรเมื่อไรยังเป็น
ไปอยู่อย่างนั้น...มันก็เป็นห่วงโซ่ต่อกันเป็นสาย จึงไม่จบไม่สิ้น ภพไหนชาติไหน ก็ดี
มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น...
พระบรมศาสดาท่านสอนโลก ท่านโปรด
โลก โปรดสัตว์ แต่ว่าโลก ก็เป็นอยู่อย่างนี้
ผู้ที่มีปัญญาเกิดมาแล้ว ก็ต้องพิจารณาเอาอะไรที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ นักรบ
นักอะไรทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น พระพุทธเจ้า
ก็เคยทำมาเหมือนกันแต่ว่าไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร มันก็เป็นอยู่...เฉพาะโลกมีแต่เรื่องผูกกรรมผูกเวรกันต่อไป
ฉะนั้น การมาอบรมในการบวช ก็เลิกสิ่งชั่ว
กันไปเลย เลิกอะไรที่มันเป็นกรรม เป็นเวร เอาชนะตัวเอง ไม่เอาชนะคนอื่น รบ ก็รบเฉพาะกิเลส
มีความโลภเกิดขึ้นมา ก็รบมัน
ความโกรธเกิดขึ้นมา ก็รบมัน
ความหลงเกิดขึ้นมา ก็พยายามละมัน
นี่เรียกว่าการรบ การทำสงครามด้านจิตใจ
กับกิเลสนี้ มันยากแสนยาก แสนลำบาก
ที่สุด บวชมาเรา ก็มาพิจารณาเรียนการรบ รบราคะ รบโทสะ รบโมหะนี่! เป็นหน้าที่
ของพวกเราทั้งหลาย ที่จะต้องพิจารณา
นี่! เรียกว่าการรบภายใน
คือ รบกับกิเลสทั้งหลาย แต่น้อยคนนัก ที่จะ
รบ กับกิเลส ไปรบกับอย่างอื่นเสียมาก
กิเลสส่วนนี้...ไม่ค่อยจะรบกันไม่ค่อยจะเห็นกัน พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า...
ให้ละความชั่วทุกอย่าง มาประพฤติความดี
ทุกประการ เป็นทางที่ถูกต้องแล้ว...
ท่านบอกอย่างนี้ก็เรียกว่า ท่านมาจับตัวพวกเราทั้งหลายมาปล่อยที่ต้นทาง เมื่อถึงทาง
แล้ว เราจะเดินไป หรือไม่เดินไปนั้น...
เป็นเรื่องของเรา เรื่องของพระพุทธเจ้าก็หมดแค่นั้น...ท่านชี้ทางไว้ ทางที่ผิด ทางที่ถูกเท่านั้น ก็พอแล้ว...การประพฤติปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของพวกเรา
ดังนั้น เมื่อเรามาอยู่ที่ทางนี้
ก็เรียกว่าเรายังไม่รู้อะไร ไม่เป็นอะไร เราก็ต้องศึกษา การศึกษานี้ จะต้องอดทนต่อทุก
สิ่งทุกอย่าง คล้ายๆ กับเราเป็นนักศึกษาเคยศึกษาทางโลกมา มันยากลำบากพอสมควร ก่อนจะมีความรู้มีวิชามาพอจะปฏิบัติการงานได้ ต้องข่มใจตัวเอง เมื่อใจเรามันเห็นผิด
เมื่อใจเราไม่ชอบ หรือมันขี้เกียจ ทั้งหลายนี้ เราจะต้องข่มใจ
ความรู้...
จึงจะเกิดในใจเรา แล้วสามารถนำไปปฏิบัติการงานได้
การปฏิบัติการงานในทางพระนี้ ก็เหมือนกัน
ถ้าหากว่า เราตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
พินิจพิจารณา คงจะมองเห็นทางพอสมควร
ทิฐิมานะนี้...เป็นของสำคัญมาก
ทิฐิ คือความเห็น ความเห็นทุกสิ่งสารพัด
มันเป็นทิฐิทั้งนั้น เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดีสารพัดอย่างแล้วแต่จะเห็น อันนั้น...ก็ไม่เป็นประมาณ เป็นประมาณอยู่ที่ความยึดมั่น ถือมั่นเรียกว่ามานะ ความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในความเห็นอันนั้น...อย่างจริงจัง
พาให้เราเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี...ทางจบ เพราะการไปยึดมั่น ถือมั่น
ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า
ให้ลดทิฐิ ให้ละทิฐิคือความเห็น อย่างเช่นคนมาอยู่ด้วยกันมากๆอย่างนี้มันก็ปฏิบัติได้ง่ายๆ ถ้ามีความเห็นถูกต้องตรงกัน แต่ถึงแม้ว่า...
จะอยู่องค์เดียว ๒องค์ ๓องค์ ก็ปฏิบัติยาก
อยู่ลำบาก ถ้าความคิดไม่ถูกต้องความเห็น
ไม่ดี เมื่อมาน้อมลง เพื่อ...ละทิฐิอันเดียวกัน
อยู่หลายองค์ก็ตามเถอะ มันก็ลงสู่...
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เหมือนกัน
จะว่า มีหลายองค์มันจะเกะกะ ก็ไม่ได้
คล้ายๆกับตัวกิ้งกือ ตัวกิ้งกือมันมีขาหลายขา
ใช่ไหม? เรานับไม่ถ้วน มองดูมันก็น่ารำคาญเหมือนกับว่า มันจะยุ่งกับขากับแข้งของมัน
มันเดินไป เดินมา ความจริงมันไม่ยุ่ง มันมีจังหวะมีระเบียบ ถึงแม้จะมีขามากมันก็ไม่ยุ่งยาก ในทางพุทธศาสนานี้...ก็เหมือนกัน
ถ้าปฏิบัติแบบยุคสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วมันก็ง่าย เรียกว่า...
สุปะฏิปันโนเป็นผู้ปฏิบัติดี
อุชุปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง
ญายะปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อพ้นจากทุกข์
สามีจิปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติชอบเป็นผู้ปฏิบัติ
ถูกต้อง คุณสมบัติทั้ง ๔ ประการนี้
ถ้าตั้งอยู่ในใจของพวกเราทั้งหลายแล้ว
คือ คุณสมบัติ ของพระสงฆ์
ถ้าทำอย่างนี้ เราจะมีเป็นร้อยเป็นพัน
เราจะมีมากแค่ไหน ก็ช่างเถอะ มันลงสายเดียวกัน ถึงแม้พวกเราทั้งหลายจะมาจากทิศต่างๆ ก็เหมือนกันนั่นเอง ไม่ใช่อื่นไกล
ถึงความเห็นมันจะไปคนละทิศละทาง ยังเห็น
ผิดอยู่ ก็ช่างมันเถอะ ถ้ามีความถูกต้อง มันก็เหมือนกัน คล้ายกับว่า ห้วยหนอง คลองบึงต่างๆ ที่มันไหลลงสู่ทะเลเมื่อมันไปตกถึงทะเลแล้ว มันก็มีสีครามรสเค็มด้วยกัน...
มนุษย์เราทั้งหลายก็เช่นกัน เมื่อลงสู่กระแสของธรรมะแล้ว...มันก็ลงสู่ธรรมะ อันเดียวกัน จะอยู่คนละทิศละทาง ก็ช่าง จะอยู่ ที่ไหนก็ตาม มันมารวมกันเป็นอันเดียวกัน อย่างนั้น
แต่ว่าความคิดที่มันแก่งแย่ง ซึ่งกันและกันนั้น
เป็นทิฐิมานะ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า...
เรื่องความเห็นนั้น ก็ปล่อยไว้
เรื่องมานะ อย่าเข้าไปยึดมั่นถือมั่น
จนเกินความเป็นจริง
พระพุทธองค์ท่านสอนว่า...
ให้มีสติอยู่เสมอ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน
จะอยู่ที่ไหน ก็ช่างเถอะ
ให้มีสติประคอง อยู่เสมอ เมื่อเรามีสติ...
เราก็เห็นตัวของเรา เห็นใจของเรา
แล้วก็เห็นกาย ในกายของเรา เห็นใจ ในใจของเรา
ทุกอย่าง...ถ้าไม่มีสติ เราก็ไม่รู้เรื่อง
อะไรมาตกอยู่หน้าบ้าน ตกอยู่ในกุฏิเราก็ไม่เห็น เพราะเรา...ไม่มีสติ การมีสตินี้...
จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ใดมีสติมอยู่...ทุกเวลา
ผู้นั้น...จะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่...
ตลอดเวลา เพราะว่า...
ตา มองเห็นรูป ก็เป็นธรรมะ
หู ได้ฟังเสียง ก็เป็นธรรมะ
จมูก ได้กลิ่น ก็เป็นธรรมะ
ลิ้น ได้รส ก็เป็นธรรมะ
กายไปถูกโผฏฐัพพะ กระทบเย็น ร้อน อ่อนแข็ง ก็เป็นธรรมะ
ธรรมารมณ์ ที่มันเกิดขึ้นกับใจนึกขึ้นได้
เมื่อใด เป็นธรรมะเมื่อนั้น...
ฉะนั้น ผู้ที่มีสติ...
ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่...ตลอดเวลา
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มันมีอยู่ทุกเวลาเพราะอะไร? เพราะเรามีสติ...มีความรู้...
สติ คือระลึกได้
สัมปชัญญะความรู้อยู่ตัวรู้ ก็คือ...ตัวพุทโธ
ตัวพระพุทธเจ้านั่นแหละ
พอมีสติสัมปชัญญะรู้อยู่ ปัญญาก็วิ่งตามมาเท่านั้น รู้เรื่องต่างๆ
ตา เห็นรูปสิ่งนี้ควรไหม? ไม่ควรไหม?
หู ฟังเสียงสิ่งนี้ควรไหม? ไม่ควรไหม?
มันเป็นโทษไหม? มันผิดไหม?
มันถูกต้องเป็นธรรมะไหม? สารพัดอย่าง
ดังนั้น...
ผู้มีปัญญาแล้ว จึงได้ฟังธรรมะอยู่ตลอดเวลา
แม้...มองเห็นต้นไม้ก็เป็นธรรมะ มองเห็นสิ่งต่างๆ มันเป็นธรรมะหมด ทั้งนั้นถ้าเรารู้จักธรรมะ
พวกเราทั้งหลายให้เข้าใจว่า
ในเวลานี้เราเรียนอยู่กลางธรรมะ จะเดินไป
ข้างหน้า ก็ถูกธรรมะ จะถอยไปข้างหลัง ก็ถูกธรรมะ ธรรมะทั้งนั้น ถ้าเรามีสติ อยู่...
แม้แต่เห็นสัตว์ต่างๆ ที่วิ่งไป ก็มีปัญญาว่า...
สัตว์ มันก็เหมือนกันกับเรานั่นแหละ มันไม่แปลกไปกว่าเราหรอก
มันหนีจากความทุกข์ ไปหาความสุขเหมือนกัน
อันไหนที่มันไม่ชอบ มันก็ไม่เอาเหมือนกัน มันกลัวสิ้นชีวิตของมันเหมือนกัน ถ้าเราคิดไปเช่นนี้ ก็เรียกว่า...
สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ กับมนุษย์ก็ไม่แปลกกัน
ที่สัญชาตญาณต่างๆ เมื่อเราคิดไปเช่นนี้
ก็เรียกว่า เป็นการภาวนารู้เห็นตามความเป็นจริง
ว่าสัตว์ทั้งหลายก็ดี มนุษย์ทั้งหลายก็ดี มันก็เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่อื่นไกล สัตว์ทุกประเภทมันก็เหมือนมนุษย์
มนุษย์ทุกประเภท มันก็เหมือนสัตว์ ทีนี้เมื่อเรารู้เห็นสภาวะตามเป็นจริง จิตเราก็ถอนออกจากสิ่งเหล่านั้น
ฉะนั้น ท่านจึงให้มีสติ ถ้ามีสติแล้ว...
มันจะเห็นกำลังใจของตน เห็นจิตของตน ความรู้สึก นึกคิดของตัวเองเป็นอย่างไร
ก็ต้องรู้ตัว รู้นั่นแหละ! เรียกว่าพุทโธ หรือพระพุทธเจ้า ผู้รู้ รู้...ถึงที่มัน แล้วก็รู้แจ้งแทงตลอด เมื่อมันรอบรู้อยู่เช่นนี้ก็ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องดีเท่านั้น ไม่ใช่ อื่นไกล
ฉะนั้น ปฏิบัติง่ายๆ พิจารณาง่ายๆ
เราจึงมีสติอยู่...ผู้ไม่มีสติ ก็เหมือนเป็นบ้า
ไม่มีสติ ๕ นาทีก็เป็นบ้า ๕ นาที
ก็ประมาทอยู่ ๕ นาที ถ้าขาดจากสติเมื่อใด
ก็เป็นบ้าเมื่อนั้น...ให้เข้าใจอย่างนี้
สตินี้...จึงมีคุณค่า คนมีสติแล้ว...ก็รู้จักว่า
ตัวเรามีลักษณะอย่างไร จิตใจของเรา
อยู่...ในลักษณะอย่างไร
ความเป็นอยู่ของเรา อยู่ในลักษณะอย่างไร
นี่! ผู้มีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดแล้ว
ก็ได้ฟังธรรมอยู่ทุกเวลา ออกจากครูบาอาจารย์แล้ว ก็ได้ฟังธรรมอยู่เสมอ
รู้อยู่...เสมอเพราะว่าธรรมอยู่ทั่วๆไป
ฉะนั้น...
พวกเรานั่นในวันหนึ่งๆ ให้ได้ปฏิบัติเถอะ
ขี้เกียจ ก็ทำขยันก็ทำ
เราปฏิบัติธรรมะ ไม่ปฏิบัติตามตัวเรา
ถ้าปฏิบัติตามตัวเรา ไม่เป็นธรรมะ
ไม่ว่ากลางวัน กลางคืน สงบ ก็ทำ ไม่สงบ ก็ทำ เหมือนกับเราเป็นเด็กไปเรียนหนังสือ
จะเขียนไม่สวยในครั้งแรก มันหัวยาวๆ ขายาวๆ เขียนไปตามเรื่องของเด็ก นานไป...
ก็สวยขึ้นงามขึ้นเพราะฝึกมัน
การประพฤติธรรม ก็เหมือนกันทีแรกก็เกะๆกะๆ สงบบ้างไม่สงบบ้าง ไม่รู้เรื่องมันเป็นไป
บางคน...ก็ขี้เกียจ อย่าขี้เกียจซิ
ต้องพยายามทำอยู่...ด้วยความพยายามเหมือนกับเราเป็นเด็กนักเรียน โตมา ก็เขียนหนังสือได้ดี จากไม่สวยมาเขียนได้สวย เพราะการฝึกตั้งแต่เด็กนั่นแหละ!
อันนี้ ก็เหมือนกัน ฉันนั้น พยายามให้มีสติ
อยู่...ทุกเวลาจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน พยายามทำให้มันสม่ำเสมอ เมื่อเราทำกิจ
วัตรอะไร มันคล่องดีแล้ว เป็นต้น
เราก็สบายใจ นั่ง...ก็สบาย นอน ก็สบาย
เมื่อความสบายเกิดขึ้นจากกิจวัตร
การนั่งสมาธิ ก็สงบง่ายเป็นเรื่องสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน ดังนี้
ฉะนั้น...จงพากันพยายามสิ่งที่ครูบาอาจารย์พาทำนี้ ให้พยายามทำเถอะ
ตามความสามารถของเรา นี่เรียกว่าการฝึก."
________________________________________
หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ
จังหวัดอุบลราชธานี
จากหนังสือ หมวด: อาหารใจ