สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่ละฝ่ายต้องการอะไรกันแน่จากสงครามครั้งนี้ ?

BBC News
คนส่วนใหญ่ แม้จะไม่ใช่ทุกคน ต้องการให้สงครามนี้ยุติโดยเร็วที่สุด แต่มันจะยุติภายใต้เงื่อนไขใด ตรงนี้เองที่จุดยืนของแต่ละฝ่ายมีความแตกต่างกัน
สหรัฐอเมริกา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีเป้าหมายในการทำสงครามที่ค่อนข้างคลุมเครือ และดูเหมือนจะแกว่งไปแกว่งมาระหว่างการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านแบบง่าย ๆ ไปจนถึงการเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล รวมถึงการล่มสลายโดยสมบูรณ์ของระบอบสาธารณรัฐอิสลาม
จนถึงตอนนี้ อิหร่านยังไม่ยอมจำนนและยังไม่ล่มสลาย แต่กองทัพของอิหร่านอ่อนแอลงอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดอย่างแม่นยำต่อเนื่องเป็นเวลา 16 วัน
แท้จริงแล้ว การเจรจาโดยอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่นครเจนีวาเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งโอมานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย มีความคืบหน้าในประเด็นนิวเคลียร์
ฝ่ายโอมานระบุว่าอิหร่านพร้อมยอมรับเงื่อนไขสำคัญหลายข้อ ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญว่ารัฐบาลอิหร่านไม่ได้มุ่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
สิ่งที่อิหร่านไม่พร้อมจะหารือ คือ การจำกัดหรือยุติโครงการขีปนาวุธของตน รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค เช่น กลุ่มฮูตีในเยเมน หรือฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
ในโลกในอุดมคติของรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรหลาย ๆ ประเทศ สงครามนี้ควรจะจบลงด้วยการล่มสลายของระบอบอยาตอลเลาะห์ และถูกแทนที่อย่างฉับไวด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะไม่เป็นภัยต่อประชาชนของตนเองหรือประเทศเพื่อนบ้านอีกต่อไป แต่จนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น
ผลลัพธ์รองลงมาที่สหรัฐฯ ยอมรับได้คือ หากสาธารณรัฐอิสลามที่บอบช้ำอย่างหนักยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยุติการละเมิดสิทธิประชาชนของตนเอง และหยุดสนับสนุนกองกำลังกึ่งทหารหัวรุนแรงในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็ดูไม่น่าเป็นไปได้ หลังอิหร่านเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่เป็นโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสายแข็งผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีแนวโน้มทำให้สหรัฐฯ ขุ่นเคืองมากขึ้น
สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซบางส่วนถูกปิดกั้น และความกังวลในประเทศที่เพิ่มขึ้นว่าอเมริกากำลังถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีค่าใช้จ่ายสูงอีกครั้ง จะสร้างแรงกดดันให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยุติสงครามครั้งนี้มากขึ้น
ทว่า นอกจากคำว่า "ความล้มเหลว" แล้ว มันเป็นเรื่องยากสำหรับเขาในการนำเสนอสงครามนี้ในมุมอื่น ๆ หากระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงอยู่รอดได้โดยไม่สำนึกผิดและยังคงท้าทายต่อไป

อิหร่าน
อิหร่านต้องการให้สงครามยุติโดยเร็วที่สุด แต่ไม่ใช่ในทุกเงื่อนไข กล่าวคือ ไม่ใช่ในลักษณะที่ต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐฯ
อิหร่านรู้ดีว่าตนเองมี "ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์" มากพอที่ทำให้การเผชิญหน้านี้ลากยาวนานกว่าความอดทนของทรัมป์ได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ
อิหร่านมีชายฝั่งยาวที่สุดในบรรดาประเทศกลุ่มอ่าว และมีศักยภาพในการคุกคามการเดินเรือซึ่งโดยปกติแล้วมีสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลก ได้อย่างต่อเนื่องในเส้นทางผ่านคอขวดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาช่วยรับมือผลกระทบของสงครามที่เขาเป็นผู้ริเริ่มร่วมกับอิสราเอล กำลังได้รับการตอบสนองด้วยความลังเล
สหราชอาณาจักร ยุโรป และประเทศอื่น ๆ ไม่ต้องการส่งกองทัพเรือของตนไปเสี่ยงภัยเพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบดังกล่าว เพราะพวกเขาไม่ได้สนับสนุนสงครามนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
อิหร่านกล่าวอย่างเป็นทางการว่าสงครามจะต้องยุติลงพร้อมกับหลักประกันที่หนักแน่นว่าอิหร่านจะไม่ถูกโจมตีอีก และยังต้องการเงินชดเชยความเสียหายจากสงครามสำหรับความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกิดจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งอิหร่านก็น่าจะรู้ดีว่าตนเองไม่น่าจะได้ทั้งสองอย่างที่เรียกร้อง
อย่างไรก็ตาม ผู้นำของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ต้องการแค่ต้อง "อยู่รอด" จากความขัดแย้งครั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถนำเสนอความขัดแย้งนี้ต่อประชาชนของตนเองและต่อโลกว่าเป็นชัยชนะได้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
อิสราเอล
ในบรรดาทั้ง 3 ประเทศคู่ขัดแย้ง ได้แก่ สหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ดูเหมือนว่าอิสราเอลจะไม่มีความเร่งรีบที่จะยุติสงครามนี้มากที่สุด พวกเขาต้องการเห็นคลังขีปนาวุธของอิหร่านถูกทำลายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงคลังเก็บยุทโธปกรณ์ ศูนย์บัญชาการและควบคุม ฐานเรดาร์ และฐานของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เมื่อเสียงปืนสงบลง ดังนั้นอิสราเอลต้องการให้อิหร่านเข้าใจว่าการสร้างขึ้นมาใหม่นั้นมีต้นทุนที่หนักหนาสาหัส นั่นคือกองทัพอากาศอิสราเอลมีศักยภาพที่จะย้อนกลับมาโจมตีซ้ำได้อีกภายในเวลาไม่กี่เดือน
อิสราเอลมองว่าขีปนาวุธของอิหร่านและโครงการนิวเคลียร์ที่น่าสงสัยของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของตน
อิหร่านมีหรืออย่างน้อยก็เคยมีอุตสาหกรรมขีปนาวุธและโดรนภายในประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า (อิหร่านเป็นผู้มอบโดรนชาเฮด [Shahed] ให้พันธมิตรอย่างรัสเซีย เพื่อใช้ถล่มยูเครน)
อิหร่านยังเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไปถึงระดับบริสุทธิ์ 60% ซึ่งสูงกว่าระดับที่จำเป็นสำหรับการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างมาก
เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ รวมกัน รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เห็นว่าภัยคุกคามคู่ขนานทั้งสองกรณีเป็นสิ่งที่อิสราเอลอยู่ร่วมด้วยไม่ได้



ที่มา BBC News Thailand
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่