ผอ.ต่อต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ลาออก ลั่น “อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา”
เมื่อวันที่ 17 มี.ค. โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติสหรัฐฯ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน
เคนต์ได้โพสต์จดหมายลาออกของเขาบน X โดยมีเนื้อหาขัดแย้งกับเหตุผลของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเริ่มสงคราม และขอร้องให้ทรัมป์ยุติสงคราม
“ผมไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่านได้ด้วยจิตสำนึกที่ดี อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาต่อประเทศของเรา
และเป็นที่ชัดเจนว่าเราเริ่มสงครามนี้เนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ที่มีอิทธิพลในสหรัฐฯ” เคนต์ระบุ
การลาออกครั้งนี้ถือเป็นการตำหนิอย่างรุนแรงที่สุดต่อความพยายามทำสงครามจากคนวงในของรัฐบาลทรัมป์
นอกจากนี้ยังจุดประกายคำถามที่ฝ่ายบริหารพยายามหาคำตอบมานานแล้วว่าเหตุใดสหรัฐฯ จึงเริ่มปฏิบัติการนี้ตั้งแต่แรก
สมาชิกสภาและผู้เชี่ยวชาญบางคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลข่าวกรองที่ประธานาธิบดีใช้ในการให้เหตุผลทำสงคราม
และเรื่องราวของเคนต์ทำให้พวกเขามีเหตุผลใหม่ที่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของทรัมป์มากขึ้น
ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสองคนและบุคคลที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ เคนต์ได้พบกับรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. โดยชี้แจงเหตุผลที่เขาตั้งใจจะลาออกเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน และยื่นจดหมายลาออกของเขา
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการหารือกล่าวว่า แวนซ์ และทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ
อยู่ในห้องขณะที่เคนต์อธิบายเหตุผลของเขา และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่า แวนซ์สนับสนุนให้เคนต์พูดคุยกับ ซูซี ไวล์ส
หัวหน้าคณะทำงานของทรัมป์ ก่อนที่จะยื่นใบลาออกอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่า ในที่สุดเขาก็ทำเช่นนั้นก่อนที่จะแถลงต่อสาธารณะ
ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ว่า การที่เคนต์ลาออกเนื่องจากคัดค้านสงครามกับอิหร่านนั้นเป็น “เรื่องดี”
พร้อมทั้งเยาะเย้ยเขาว่าเป็น “คนอ่อนแอมากในเรื่องความมั่นคง”
ทรัมป์กล่าวว่า “เมื่อมีคนทำงานกับเราแล้วบอกว่าพวกเขาไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม
เราไม่ต้องการคนเหล่านั้น พวกเขาไม่ใช่คนฉลาด หรือพวกเขาไม่ใช่คนที่มีไหวพริบ”
หลังจากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกแรก ทรัมป์อ้างถึง “ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา” ต่อสหรัฐฯ
และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารกล่าวว่า สหรัฐฯ ดำเนินการเพื่อป้องกันล่วงหน้าการโจมตีของอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นกับกองกำลังในภูมิภาค ซึ่งคำกล่าวอ้างเหล่านี้ขัดแย้งกับการบรรยายสรุปของกระทรวงกลาโหมต่อรัฐสภา ที่เจ้าหน้าที่กลาโหมกล่าวว่าอิหร่านไม่ได้วางแผนที่จะโจมตีเว้นแต่จะถูกโจมตีก่อน
เคนต์ตำหนิเจ้าหน้าที่อิสราเอลและสื่อที่ทำให้ทรัมป์เข้าใจผิดเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่าน
“ห้องเสียงสะท้อน (echo of chamber) นี้ถูกใช้เพื่อหลอกลวงคุณให้เชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาต่อสหรัฐฯ และหากคุณโจมตีตอนนี้ ก็จะมีหนทางสู่ชัยชนะอย่างชัดเจน นี่เป็นเรื่องโกหก และเป็นกลยุทธ์เดียวกันกับที่อิสราเอลใช้เพื่อล่อลวงเราเข้าสู่สงครามอิรักที่หายนะ ซึ่งคร่าชีวิตชายและหญิงที่ดีที่สุดของเราไปหลายพันคน เราไม่สามารถทำผิดพลาดเช่นนี้อีกได้” เคนต์กล่าว
แกบบาร์ดตอบโต้จดหมายลาออกดังกล่าว โดยระบุว่า ท้ายที่สุดแล้วทรัมป์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรคือภัยคุกคาม “ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของเรา เขามีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาว่าอะไรคือและไม่ใช่ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา และว่าจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เขาเห็นว่าจำเป็นเพื่อปกป้องความปลอดภัยและความมั่นคงของกองกำลังของเรา ประชาชนชาวอเมริกัน และประเทศของเรา”
ทั้งนี้ เคนต์เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอดีตเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลฝ่ายขวาจัด รวมถึงกลุ่มชาตินิยมผิวขาวและผู้ที่สนับสนุนนาซี
PPTVHD36
ผอ.ต่อต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ลาออก ลั่น “อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา”
“ห้องเสียงสะท้อน (echo of chamber) นี้ถูกใช้เพื่อหลอกลวงคุณให้เชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาต่อสหรัฐฯ และหากคุณโจมตีตอนนี้ ก็จะมีหนทางสู่ชัยชนะอย่างชัดเจน นี่เป็นเรื่องโกหก และเป็นกลยุทธ์เดียวกันกับที่อิสราเอลใช้เพื่อล่อลวงเราเข้าสู่สงครามอิรักที่หายนะ ซึ่งคร่าชีวิตชายและหญิงที่ดีที่สุดของเราไปหลายพันคน เราไม่สามารถทำผิดพลาดเช่นนี้อีกได้” เคนต์กล่าว