จากสยามถึงสามย่าน’ กับการพัฒนาที่อาจทิ้งใครไว้ข้างหลัง

กระทู้สนทนา
การจัดงาน ‘จุฬาฯ กลางแปลง 2026’ เมื่อเดือน ม.ค.69 บริเวณอุทยาน 100 ปีจุฬาฯ ที่มีทั้งดนตรีสด Workshop งานเสวนา สารคดี และหนังกลางแปลงที่เป็นไฮไลต์ของงาน นอกจากนี้ยังมีร้านค้า-บูธนิทรรศการจากหลายชมรมนิสิต บรรยากาศยามเย็นวันศุกร์คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายทั้งจากในและนอกจุฬาฯ ที่ต่างชวนกันมาพักผ่อนหย่อนใจ บนพื้นหญ้าเขียวชอุ่มของอุทยาน 100 ปี เป็นภาพที่ชวนชุบชูใจอยู่ไม่น้อย

แต่ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่านั้นคือ ในวันเดียวกันนี้ ถัดออกไปจากบริเวณพื้นที่จัดงานเพียง 300 เมตร ก็เป็นวันแรกของงาน ‘เสี่ยซิ้ง’ หรืองานขอบคุณเทพเจ้าประจำปีที่ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองเช่นกัน งานใหญ่ทั้งสองส่งอานิสงส์ให้ร้านค้า ร้านอาหาร บริเวณรอบสามย่านช่วงหัวค่ำขายดีขึ้นมาในทันใด ถือว่าเป็นวันที่มีเรื่องน่าดีใจ หากไม่นับฝุ่น PM 2.5 และเวลาที่ใช้ไปกับการเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าใต้ดินในคืนนั้น

เวทีเสวนา ‘ถอดบทเรียนการพัฒนา สยามสู่ย่านรอบข้าง’
นอกจากกิจกรรมบันเทิงแล้ว งานจุฬาฯ กลางแปลงยังมีเวทีเสวนาเล็กๆ ที่น่าสนใจชื่อ ‘ถอดบทเรียนการพัฒนา สยามสู่ย่านรอบข้าง’ พร้อมคำโปรยใต้ชื่อว่า “บรรทัดทอง สวนหลวง สามย่าน จะกลายเป็นสยาม 2,3 และ 4 หรือไม่?” โดยมีวิทยากรคุ้นหน้าคุ้นตาสองท่านคือ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อดีตนายกสมาคมนักผังเมือง หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ส่วนอีกท่านคือ น้าจิ๋ว ยูทูบเบอร์ชื่อดังจากช่อง FAROSE

เวทีเสวนาเปิดมาด้วยการรีแคปยุคเปลี่ยนผ่านของสยามจากประสบการณ์ของวิทยากรทั้งสอง ตั้งแต่สยามยังเป็นย่านวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา โรงเรียนกวดวิชา จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างทุกวันนี้

“สยามมันเป็น timeless วัยรุ่น” อาจารย์พนิตกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่าเพราะสยามอยู่ใกล้จุฬาฯ และมีการผลัดรุ่นของนิสิตอย่างต่อเนื่องทุกๆ ไม่กี่ปี เทรนด์แฟชั่น วัฒนธรรมการใช้พื้นที่ รวมถึงรูปแบบของสถาปัตยกรรมจึงเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตั้งแต่โรงหนังสยามจนถึงสกาล่า ตั้งแต่ร้านค้าสามชั้นไปจนถึงตึกแถว คล้ายกับจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เอง คือภาพแทนของการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

บทสนทนาดำเนินไปจนมาถึงยุครุ่งเรืองของ ‘เซ็นเตอร์พอยท์’ ย่านการค้าและลานกิจกรรมวัยรุ่นที่เป็นตำนานยุค 90 (ปัจจุบันคือบริเวณสยามสแควร์ซอย 3 และ 4) เซ็นเตอร์พอยท์ในยุครุ่งเรืองเป็นที่หมายตาต้องใจของบรรดาพ่อค้าแม่ขายกระเป๋าหนักว่ากันว่าค่าล็อกในยุคนั้นราคาเหยียบแสน จนเป็นที่ฮือฮาในหมู่บุคคลภายนอกเมื่อได้ทราบข่าว ร้อนไปถึงหูจุฬาฯ ต้องออกมาร่อนจดหมายชี้แจงว่าราคาล็อกนั้นแบ่งไปตามเกรดของพื้นที่และไม่เป็นไปตามข่าวลือ อีกทั้งความนิยมในย่านยังโตไปพร้อมกับยุครุ่งเรืองของโรงเรียนกวดวิชาในสมัยสอบเอ็นทรานซ์ ทำให้เด็กมัธยม-มหาวิทยาลัย มักจะมาขลุกตัวกันอย่างหนาแน่นในช่วงหลังเลิกเรียนและวันหยุดจน กทม. ต้องออกมาจี้ให้เหล่าโรงเรียนกวดวิชาในย่านออกมาตรการความปลอดภัยให้เคร่งครัดเพื่อป้องกันภัยอันตราย และไม่รับนักเรียนเกินจำนวนต่อห้องที่กำหนดไว้ตามระเบียบกระทรวง



แต่อย่างไรเสียยุคทองก็มีอันต้องจบลง อาจจะด้วยพิษเศรษฐกิจเองก็ดี หรือปัจจัยเรื่องเทคโนโลยีการศึกษาออนไลน์ ทำให้บรรดาโรงเรียนกวดวิชาเริ่มทยอยย้ายออกไป กระทั่งการมาของโรคโควิด-19 ที่ว่ากันว่าเป็นชนวนสุดท้ายที่ปิดตำนานเหล่าโรงเรียนกวดวิชาในสยาม

แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่วิทยากรไม่ได้กล่าวถึงเลย คือโรงเรียนเหล่านี้ไม่อาจแบกรับค่าเช่าที่ของจุฬาฯ ได้ไหว เพราะมีแต่จะขึ้นเอาๆ จนทำให้บางโรงเรียนจำต้องย้ายไปอยู่บริเวณชั้นบนของศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ซึ่งกลายมาเป็นแหล่งรวมตัวของโรงเรียนกวดวิชาแทนที่สยามสแควร์ จนทำให้อาคารกวดวิชาบางแห่งในสยามกลายมาเป็นอาคารจอดรถอย่างในปัจจุบัน หลังจากนั้นเองสยามจึงเริ่มเปลี่ยนบทบาทตนเองจากย่านวัยรุ่นกวดวิชามาเป็นศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำเต็มรูปแบบ อย่างที่วิทยากรน้าจิ๋วได้กล่าวไว้ว่าอาจจะเพราะปัจจุบันสยามกลายเป็นแหล่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติกระเป๋าหนักมากขึ้น

จากปัจจัยที่ว่ามานี้ ทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการต้องปรับตัวไปตามความต้องการของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้น สยามในปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นอยู่บ้าง ต่อให้ราคาค่าข้าวจะสูงกว่าเงินในกระเป๋านักเรียนก็ตามที

หัวข้อการพัฒนาเมืองในช่วงท้ายของการเสวนาทำให้ผู้เขียนคิดหนักอยู่ไม่น้อย เมื่อได้ยินประโยคที่ว่า “เมืองที่เปลี่ยน..เป็นพื้นที่ของคนที่พร้อมจะเปลี่ยน” อาจารย์พนิตเล่าให้ฟังว่าเคยมีผู้ค้าในละแวกสยามเข้ามาถามทำนองว่าค้าขายอะไรดีถึงจะรุ่ง ตนจึงอธิบายอย่างติดตลกว่าสยามควรเป็นพื้นที่เปิดตัวสินค้าเสียมากกว่า เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คือเข้ามาสยามเพียงเพื่อหยิบจับหรือทดลองสินค้า และกลับไปกดซื้อสินค้าออนไลน์ นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนเพื่อดึงดูดผู้คนยังลากยาวไปถึงการพัฒนาพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ ให้น่าเดิน หรือออกแบบกลยุทธ์การขายให้มีทางคดไปเลี้ยวมาให้ผู้บริโภคหลงวนอยู่ข้างใน เพื่อจะได้ใช้เวลาเดินชมสินค้าได้นานขึ้นนั้นเองทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยน

“สถาปัตยกรรมก็เปลี่ยนไปตามคน” อาจารย์พนิตกล่าว ก่อนอธิบายเพิ่มว่า “การรื้อตึกแถวเป็นเทรนด์ของโลกตอนนี้ เพราะต้องการกลับมาพัฒนาพื้นที่เมืองชั้นในเนื่องจากสถาปัตยกรรมเดิมไปไม่รอดแล้ว ตั้งแต่สามย่าน วัน แบงค็อก หรือกระทั่งศูนย์ฯ สิริกิติ์เองมีการพัฒนาพื้นที่เพราะทุกคนเห็นภาพเดียวกันหมดว่าความต้องการของผู้บริโภค (demand) จะพอไหม (หากไม่ปรับตัว) เช่นเดียวกับบทบาทของจุฬาฯ ในฐานะสถานศึกษาที่เป็นทำเลทอง (prime area) หลายพื้นที่มีศักยภาพสูง แต่จุฬาฯ ก็เก็บสวน 100 ปีและอีกหลายส่วนเอาไว้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา”

ช่วงท้ายก่อนจะจบการเสวนา พิธีกรยื่นไมค์ถามวิทยากรถึงบทบาทการพัฒนาในฐานะนักฝังเมือง ซึ่งอาจารย์พนิตได้ให้คำตอบว่า “สมัยก่อนร้านค้าอยู่ได้เพราะนิสิต ในอดีตจุฬาฯ มีความเป็น campus สูง ยกตัวอย่างคณะสถาปัตย์เองแทบจะอยู่กินนอนกันทั้งวันทั้งคืน พื้นที่บริเวณสยาม-สามย่าน จึงอยู่ได้เพราะคนในพื้นที่ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยน ประชากรในประเทศลดลง แต่คนเมืองเพิ่มขึ้น กลไกการตลาดจึงท้าทายมากๆ

“บรรทัดทองเองคนจีนก็ไม่อยากมาเพราะราคาแพง ในงบเท่ากันคุณอาจไปใช้จ่ายที่อื่นได้คุ้มค่ากว่า เปรียบเหมือนภูเก็ตหรือเชียงใหม่ที่งบค่าตั๋ว ค่ากิน ค่าโรงแรม สามารถไปเที่ยวประเทศรอบๆ บ้านเราได้สบายกว่ามาก ฉะนั้น ความท้าทายคือเราสามารถเปลี่ยนตัวเองเพื่อตอบสนองตลาดได้หรือเปล่า”

ท้ายที่สุด กลยุทธ์เรื่องการตลาด-พื้นที่ จึงกลายเป็นคำถามทิ้งทวนของเวทีเสวนา

หลังจบเสวนา ประโยคหนึ่งของอาจารย์พนิตที่ติดอยู่ในใจผู้เขียนคือ“เรากำลังเปลี่ยนอะไรบางอย่าง (ในเมือง) โดยที่คุณไม่รู้ตัว” (ประโยคนี้ผู้เขียนตีความว่าหมายถึงบทบาทของนักผังเมือง สถาปนิก แต่อีกนัยหนึ่ง อาจหมายถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะนักพัฒนาพื้นที่ด้วย)

ถ้าว่ากันตามทฤษฎีของนักผังเมือง การเปลี่ยนแปลงซอกเล็กซอยน้อย หรือเคลื่อนย้ายเสาไฟเพียงต้นเดียวก็จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพของคนหมู่มากในสังคมได้แน่นอนโดยที่ผู้คนไม่ทันได้รู้ตัวอย่างที่วิทยากรกล่าวไว้ ฉะนั้น นักผังเมืองที่ดีในทัศนะของผู้เขียนจึงเปรียบได้ดั่งผู้ปิดทองหลังพระก็ไม่วาย เพราะไม่เพียงแต่จะคิดถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเป็นสำคัญ แต่ยังต้องคิดไปถึงผู้คนในอดีตและอนาคต ทั้งรากและเหง้า ทั้งการพัฒนาและการอนุรักษ์

ฉะนั้นแล้วประโยคที่ว่า “เมืองที่เปลี่ยน…เป็นพื้นที่ของคนที่พร้อมจะเปลี่ยน” จึงดูขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ‘เมืองเปลี่ยน’ นั้นมาจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่เพียงแค่เศรษฐกิจหรืออุปสงค์-อุปทาน หากแต่ ‘การเปลี่ยน’ มักจะมาจากอำนาจของผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน (landlord) ที่ต้องการให้เปลี่ยน ทั้งจากความต้องการมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่หรือ อสังหาริมทรัพย์ และเหตุปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายตามที่ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์และนักพัฒนาเล็งเห็น

นอกจากนี้ “พื้นที่ของคนที่พร้อมจะเปลี่ยน” ถ้อยคำนี้เป็นปัญหาอย่างแน่นอน เพราะอีกด้านหนึ่งก็จะผลัก ‘คนที่ไม่พร้อมจะเปลี่ยน’  ให้กลายเป็น ‘คนอื่น’ ไปทันที ทั้งที่จริงแล้ว ความต้องการเปลี่ยนหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของผู้อยู่อาศัยเลยแม้แต่น้อย

ประการแรก ที่ว่าสยามควรเป็นพื้นที่เปิดตัวสินค้าเสียมากกว่า เพราะคนหันไปซื้อกันในออนไลน์หมด พร้อมยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ ที่สามารถปรับตัวและออกแบบเชิงกลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ดังที่อาจารย์กล่าวว่า “สถาปัตยกรรมก็เปลี่ยนไปตามคน”

ประเด็นที่ว่าผู้บริโภคสมัยนี้เปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้อออนไลน์ เป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีตัวแปรอื่นๆ อีกมาก แต่การยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าว่ามีวิสัยทัศน์ในการปรับตัว ก็ดูจะสุ่มเสี่ยงไปเสียหน่อย เพราะในความเป็นจริงแล้ว ห้างสรรพสินค้าเองนี่แหละที่เป็นกระจกสะท้อนความล้มเหลวของผังเมือง

หนึ่งในปัญหาสำคัญของผังเมืองกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ของไทย คือรัฐไม่สามารถวางโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมืองได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ความเจริญกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ประชากรที่เข้ามาหาโอกาสในเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่พื้นที่สาธารณะกลับมีจำกัด พื้นที่อย่างสวนสาธารณะ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ยังมีน้อยเกินไปมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในเมือง

ในส่วนนี้เอง ห้างสรรพสินค้า-คอมมูนิตี้มอลล์จึงเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ขาด ทั้งทำหน้าที่แทนพื้นที่สาธารณะในเมือง เป็น One Stop Service และอาจมีบทบาทไปถึงการเป็น ‘ปอดจำลอง’ สำหรับการพักผ่อนในเมือง เพราะเมืองขาดพื้นที่สีเขียวที่เพียงพอ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำพื้นที่สีเขียวควรมีประมาณ 9 ตารางเมตรต่อคน แต่กรุงเทพฯ กลับมีเพียงประมาณ 6.43 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานมาก แถมในแง่ของการพัฒนาพื้นที่สัญจรหรือตัดถนนในเมืองก็มักเอื้อให้รองรับการเดินทางไปห้างมากกว่าการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้ครอบคลุม เหตุนี้เองพฤติกรรมของคนเมืองจึงเปลี่ยนไป (หรือถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนโดยที่ไม่รู้ตัว) ตามความเจริญเติบโตของห้างในย่านนี้

(อ่านต่อใน คห.2)

ขอขอบคุณสารคดี สยาม…ถึงสามย่าน: เงื่อนไขความต่างกับการพัฒนาพื้นที่

ดำเนินการสร้างและกำกับโดย วรัญลักษณ์ เผือกมงคล / ภิญปภัสร์ สุขกุลพิพัฒน์ /ชลภัทร อภิบาลนรชน : จุฬาฯ กลางแปลง

CR ⬇️

https://www.the101.world/siam-to-samyan-gentrification/








โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่