เรื่องราวของพระนเรศวร ได้รับการหยิบขึ้นมาเล่าหลายครั้งหลายครา จนหลายคนสงสัยว่า ในครั้งนี้ ช่องวันจะใช้ “ช่องว่างทางประวัติศาสตร์” มานำเสนอในมุมที่แตกต่างจากเวอร์ชันเดิมอย่างไร และจะเปิดไพ่ออกมาเป็นอะไร
สำหรับเวอร์ชันนี้ เป็นละครที่สร้างสรรค์ขึ้นบนเค้าโครงทางประวัติศาสตร์ โดยเน้นอรรถรสทางดราม่า ใน 3 ประเด็น
1. ความสัมพันธ์ระหว่างสองหนุ่ม พระนเรศ-มังจีชวา เป็นอย่างไรกันแน่ มีการบิดให้ชื่อมีความเป็นตัวละครมากขึ้น แทนที่จะให้ซีรีย์เล่าประวัติศาสตร์แบบข้อเท็จจริง ด้วยความที่คนดูต่างรู้ตอนจบ เพราะเรียนประวัติศาสตร์ ซีรีย์ ทำให้คนดูรู้สึกสะพรึง หวาดหวั่นเพราะเห็นเค้าลางของโศกนาฎกรรมได้ตั้งแต่ต้น ยิ่งเห็นความรักความเชื่อใจที่มีต่อกันของตัวละคร ก็ยิ่งรู้สึกเวทนาที่ทั้งสองจะต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันของหน้าที่เพื่อบ้านเมือง เน้นความละเมียดโดยนำเสนอความผูกพันในกองทัพ ที่ลึก ซับซ้อน ยากจะนิยาม เป็นความในใจที่ซ่อนอยู่ในกรอบวัฒนธรรมและยุคสมัย
2. การจับเป็นตัวประกันเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่แข็งเมือง หงสาวดี นำโอรส/ธิดา ของเมืองภายใต้ปกครองไปเลี้ยงดู เป็นวิธีจัดการทางปกครองของคนรุ่นก่อน บนหลักคิดว่าหากเจ้าเมืองภายใต้ปกครองขาดความจงรักภักดีเมื่อใด โอรส หรือ ธิดา (ในฐานะมเหสี/เจ้าจอม) อยู่ในกำมือรัฐที่เป็นใหญ่ ในสังคมเอเชีย ความรักลูกนั้นรักสุดหัวใจไม่ต่างจากรักบ้านเมือง การส่งลูกให้ คือ สัญลักษณ์แสดงความภักดี ต้องดำเนินการอย่างแยบยลไม่ให้ลูกที่เขายึดไว้ถูกทำอันตราย ซีรีส์ "หงสาวดี" ได้ฉายให้เห็นประเด็นนี้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงสมัยนั้น นอกจากเป็นหลักประกันว่าเมืองภายใต้ปกครองจะไม่หักหลัง ยังเป็นการสร้าง "ว่าที่" ผู้นำของเมืองในเครือเหล่านั้นให้เข้มแข็ง โดยอาณาจักรศูนย์กลางให้การศึกษาทั้งการยุทธ การปกครอง ขณะเดียวกัน ฝั่งที่ส่งตัวแทนเจ้าเมืองไป ก็ได้ประโยชน์ในแง่การสอดแนม รับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่าย
3. ลูกเล่นการแกว่งระหว่าง “ใครคือมิตร ใครคือศัตรู” คำว่า "ฝ่าย/เคียงข้าง" ถูกนำมาเล่าอย่างมีชั้นเชิง ใครคบไม่ได้ ใครไว้ใจได้ คนใกล้ตัว หรือ คนไกลตัว ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสัมพันธ์ในหน้าที่ ใครคือฝ่ายตรงข้าม ในภาวะวิกฤต ทั้ง พระนเรศ พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมารดา และพระธรรมราชา พระบิดา เผชิญอยู่กับการเลือกข้าง ในสถานการณ์ที่ท้าทาย บนข้อครหาแปรพักตร์ รักศัตรู หรือ ใจอยู่ข้างใคร ภาวะสวิงในประเด็นนี้ ปรากฏไปตลอดเรื่อง และสำคัญมากกว่าเรื่องจะจบอย่างไร เพราะคนดูรู้ว่าเรื่องจบอย่างไร แต่กลไกสวิงเป็นตัวจักรทวีความตึงเครียด รู้ล่วงหน้าว่า หายนะ / ความขัดแย้งในแบบพลิกขั้ว จะเกิดขึ้นแน่ ในอีพีแรก อ้อม พิยดา และป๋อ ณัฐวุฒิ ถ่ายทอด "ความเจ็บปวด/pain" บนจุดยืนดังกล่าวได้อย่างมีฝีมือ และได้เห็นเค้าราง ในรุ่นลูก
การตัดกันของความสุขุมพลังและอำนาจของบุเรงนองที่ถ่ายทอดโดยคุณฉัตรชัย กับ ความร้อนเร่ง ไหวตัวเร็ว ของนันทบุเรง ถ่ายทอดโดยคุณชาย ชาตโยดม รู้สึกว่าคิดมาดี ทำให้ละครดูสนุก ฉลาดในวางคาเรกเต้อร์แบบร้อน-เย็น จังหวะการเล่นแบบคอนทรัสต์
หงสาวดี คือ ซีรีย์ ที่เข้มข้น ชงผลงานออกมาได้น่าติดตาม ไม่ว่า ศิลปะการต่อสู้ ดิบเถื่อน โหด และมุมอารมณ์ (ดราม่า) ซึ่งหลายโมเม้นท์ ละเอียดอ่อนชนิดที่เพียงกระพริบตา การสื่อสารทางการแสดงก็เกิดขึ้นแล้ว ปล่อยให้คนดูตีความเอง ไม่คิดลึก ก็เข้าใจ layer หนึ่ง คิดลึก ก็เข้าใจ อีก layer หนึ่ง ในโลกแห่งพลัง อำนาจ เสน่ห์ความเป็นชายชาตินักรบ และความซับซ้อนต่อหน้าที่ที่เกี่ยวโยงกับบทบาทสตรีในราชสำนัก
มีโอกาสชมผลงาน ของผู้กำกับหญิง คุณผอูน จันทรศิริ ซึ่งมีผลงานเด่น อาทิ มารยาริษยา (สินจัย หงษ์ไทย เมทินี กิ่งโพยม) ผลงานชิ้นแรกๆ อย่าง “เดอะเลตเตอร์ จดหมายรัก” เรื่องราวน่าสนใจแต่ดูจะเค้นอารมณ์ จนผลงานยุคกลาง เป็นแนวละครพีเรียด มาลัยสามชาย สายรักสายสวาท ที่เก็บรายละเอียดได้ดี ขับเน้นความเป็นไทยโดดเด่น มาถึงเรื่องนี้ "หงสาวดี" ทรงภูมิ ตกผลึก ปล่อยให้ผลงานพูดถึงคุณภาพผู้กำกับได้โดยผู้กำกับไม่ต้องพูดเยอะ
ช่องวันไม่ควรถ่อมตนเกินไปที่จะผลิตซีรีย์ให้คนไทยดู เพราะฝีมือทีมงานและดาราไทยไปไกลกว่าจะเก็บไว้ดูแค่คนไทยกันเอง ควรกล้า
ที่จะเดินในเทรนที่บันเทิงไทยอยู่ในเรด้านานาชาติมาสักพักหนึ่งแล้ว หากพากษ์เป็นภาษาอื่น เชื่อว่า จะเป็นที่สนใจของผู้ชมต่างชาติอยู่ไม่น้อย
ไม่มีโฆษณาใดโน้มน้าวให้คนดูดูละครจนจบได้ นอกจากคอนเทนที่ดีพอ คนดูจะบอกต่อเอง ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของพวกเขา
สิ่งที่วงการบันเทิงไทยขาด ไม่ใช่นักการตลาด ดารา ผู้กำกับ นักออกแบบเสื้อผ้า
วงการบันเทิงไทยขาดนักเขียนบทคุณภาพ และนี่คือ กลุ่มบุคลากรที่ควรทุ่มทุน
เพราะพวกเขาคือสวิตช์ที่จะทำให้อาชีพอื่นๆในอุตสาหกรรมบันเทิงฉายแสง
"หงสาวดี" รีวิวเข้มซีรีส์ไทยฟอร์มยักษ์
สำหรับเวอร์ชันนี้ เป็นละครที่สร้างสรรค์ขึ้นบนเค้าโครงทางประวัติศาสตร์ โดยเน้นอรรถรสทางดราม่า ใน 3 ประเด็น
1. ความสัมพันธ์ระหว่างสองหนุ่ม พระนเรศ-มังจีชวา เป็นอย่างไรกันแน่ มีการบิดให้ชื่อมีความเป็นตัวละครมากขึ้น แทนที่จะให้ซีรีย์เล่าประวัติศาสตร์แบบข้อเท็จจริง ด้วยความที่คนดูต่างรู้ตอนจบ เพราะเรียนประวัติศาสตร์ ซีรีย์ ทำให้คนดูรู้สึกสะพรึง หวาดหวั่นเพราะเห็นเค้าลางของโศกนาฎกรรมได้ตั้งแต่ต้น ยิ่งเห็นความรักความเชื่อใจที่มีต่อกันของตัวละคร ก็ยิ่งรู้สึกเวทนาที่ทั้งสองจะต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันของหน้าที่เพื่อบ้านเมือง เน้นความละเมียดโดยนำเสนอความผูกพันในกองทัพ ที่ลึก ซับซ้อน ยากจะนิยาม เป็นความในใจที่ซ่อนอยู่ในกรอบวัฒนธรรมและยุคสมัย
2. การจับเป็นตัวประกันเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่แข็งเมือง หงสาวดี นำโอรส/ธิดา ของเมืองภายใต้ปกครองไปเลี้ยงดู เป็นวิธีจัดการทางปกครองของคนรุ่นก่อน บนหลักคิดว่าหากเจ้าเมืองภายใต้ปกครองขาดความจงรักภักดีเมื่อใด โอรส หรือ ธิดา (ในฐานะมเหสี/เจ้าจอม) อยู่ในกำมือรัฐที่เป็นใหญ่ ในสังคมเอเชีย ความรักลูกนั้นรักสุดหัวใจไม่ต่างจากรักบ้านเมือง การส่งลูกให้ คือ สัญลักษณ์แสดงความภักดี ต้องดำเนินการอย่างแยบยลไม่ให้ลูกที่เขายึดไว้ถูกทำอันตราย ซีรีส์ "หงสาวดี" ได้ฉายให้เห็นประเด็นนี้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงสมัยนั้น นอกจากเป็นหลักประกันว่าเมืองภายใต้ปกครองจะไม่หักหลัง ยังเป็นการสร้าง "ว่าที่" ผู้นำของเมืองในเครือเหล่านั้นให้เข้มแข็ง โดยอาณาจักรศูนย์กลางให้การศึกษาทั้งการยุทธ การปกครอง ขณะเดียวกัน ฝั่งที่ส่งตัวแทนเจ้าเมืองไป ก็ได้ประโยชน์ในแง่การสอดแนม รับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่าย
3. ลูกเล่นการแกว่งระหว่าง “ใครคือมิตร ใครคือศัตรู” คำว่า "ฝ่าย/เคียงข้าง" ถูกนำมาเล่าอย่างมีชั้นเชิง ใครคบไม่ได้ ใครไว้ใจได้ คนใกล้ตัว หรือ คนไกลตัว ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสัมพันธ์ในหน้าที่ ใครคือฝ่ายตรงข้าม ในภาวะวิกฤต ทั้ง พระนเรศ พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมารดา และพระธรรมราชา พระบิดา เผชิญอยู่กับการเลือกข้าง ในสถานการณ์ที่ท้าทาย บนข้อครหาแปรพักตร์ รักศัตรู หรือ ใจอยู่ข้างใคร ภาวะสวิงในประเด็นนี้ ปรากฏไปตลอดเรื่อง และสำคัญมากกว่าเรื่องจะจบอย่างไร เพราะคนดูรู้ว่าเรื่องจบอย่างไร แต่กลไกสวิงเป็นตัวจักรทวีความตึงเครียด รู้ล่วงหน้าว่า หายนะ / ความขัดแย้งในแบบพลิกขั้ว จะเกิดขึ้นแน่ ในอีพีแรก อ้อม พิยดา และป๋อ ณัฐวุฒิ ถ่ายทอด "ความเจ็บปวด/pain" บนจุดยืนดังกล่าวได้อย่างมีฝีมือ และได้เห็นเค้าราง ในรุ่นลูก
การตัดกันของความสุขุมพลังและอำนาจของบุเรงนองที่ถ่ายทอดโดยคุณฉัตรชัย กับ ความร้อนเร่ง ไหวตัวเร็ว ของนันทบุเรง ถ่ายทอดโดยคุณชาย ชาตโยดม รู้สึกว่าคิดมาดี ทำให้ละครดูสนุก ฉลาดในวางคาเรกเต้อร์แบบร้อน-เย็น จังหวะการเล่นแบบคอนทรัสต์
หงสาวดี คือ ซีรีย์ ที่เข้มข้น ชงผลงานออกมาได้น่าติดตาม ไม่ว่า ศิลปะการต่อสู้ ดิบเถื่อน โหด และมุมอารมณ์ (ดราม่า) ซึ่งหลายโมเม้นท์ ละเอียดอ่อนชนิดที่เพียงกระพริบตา การสื่อสารทางการแสดงก็เกิดขึ้นแล้ว ปล่อยให้คนดูตีความเอง ไม่คิดลึก ก็เข้าใจ layer หนึ่ง คิดลึก ก็เข้าใจ อีก layer หนึ่ง ในโลกแห่งพลัง อำนาจ เสน่ห์ความเป็นชายชาตินักรบ และความซับซ้อนต่อหน้าที่ที่เกี่ยวโยงกับบทบาทสตรีในราชสำนัก
มีโอกาสชมผลงาน ของผู้กำกับหญิง คุณผอูน จันทรศิริ ซึ่งมีผลงานเด่น อาทิ มารยาริษยา (สินจัย หงษ์ไทย เมทินี กิ่งโพยม) ผลงานชิ้นแรกๆ อย่าง “เดอะเลตเตอร์ จดหมายรัก” เรื่องราวน่าสนใจแต่ดูจะเค้นอารมณ์ จนผลงานยุคกลาง เป็นแนวละครพีเรียด มาลัยสามชาย สายรักสายสวาท ที่เก็บรายละเอียดได้ดี ขับเน้นความเป็นไทยโดดเด่น มาถึงเรื่องนี้ "หงสาวดี" ทรงภูมิ ตกผลึก ปล่อยให้ผลงานพูดถึงคุณภาพผู้กำกับได้โดยผู้กำกับไม่ต้องพูดเยอะ
ช่องวันไม่ควรถ่อมตนเกินไปที่จะผลิตซีรีย์ให้คนไทยดู เพราะฝีมือทีมงานและดาราไทยไปไกลกว่าจะเก็บไว้ดูแค่คนไทยกันเอง ควรกล้า
ที่จะเดินในเทรนที่บันเทิงไทยอยู่ในเรด้านานาชาติมาสักพักหนึ่งแล้ว หากพากษ์เป็นภาษาอื่น เชื่อว่า จะเป็นที่สนใจของผู้ชมต่างชาติอยู่ไม่น้อย
ไม่มีโฆษณาใดโน้มน้าวให้คนดูดูละครจนจบได้ นอกจากคอนเทนที่ดีพอ คนดูจะบอกต่อเอง ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของพวกเขา
สิ่งที่วงการบันเทิงไทยขาด ไม่ใช่นักการตลาด ดารา ผู้กำกับ นักออกแบบเสื้อผ้า
วงการบันเทิงไทยขาดนักเขียนบทคุณภาพ และนี่คือ กลุ่มบุคลากรที่ควรทุ่มทุน
เพราะพวกเขาคือสวิตช์ที่จะทำให้อาชีพอื่นๆในอุตสาหกรรมบันเทิงฉายแสง