“ฌาปนกิจด้วยน้ำ” (Aquamation): นวัตกรรมลาโลกสาย Green ที่สกอตแลนด์เริ่มใช้ แต่ยังทิ้งปมถกเถียงทางจริยธรรม
เอดินบะระ, สกอตแลนด์ – โลกของการจัดการร่างผู้วายชนม์กำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยี "Alkaline Hydrolysis" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "การฌาปนกิจด้วยน้ำ" (Water Cremation) เริ่มได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระดับกฎหมาย โดยเฉพาะในประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นทางเลือกที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผาด้วยไฟแบบดั้งเดิม
กระบวนการ: ละลายร่างด้วยวิทยาศาสตร์
กระบวนการนี้ไม่ใช่การต้มศพ แต่คือการใช้หลักเคมีที่เรียกว่าการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) โดยร่างของผู้เสียชีวิตจะถูกบรรจุในถังเหล็กกล้าไร้สนิม เติมน้ำและสารละลายด่าง (Potassium Hydroxide) จากนั้นจะใช้ความร้อนประมาณ 150 องศาเซลเซียส พร้อมแรงดันสูงเพื่อป้องกันการเดือด
ภายในเวลาเพียง 4-6 ชั่วโมง เนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกายจะถูกย่อยสลายจนเหลือเพียงกระดูกที่อ่อนตัวลง ซึ่งจะถูกนำไปบดเป็นผงละเอียดสีขาวมอบให้ครอบครัว ส่วนของเหลวที่เหลือจะผ่านการฆ่าเชื้อจนสะอาดและสามารถนำไปบำบัดหรือใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้โดยไม่หลงเหลือ DNA ของมนุษย์
ทำไมต้อง "น้ำ" แทน "ไฟ"?
ประเด็นหลักที่ทำให้สกอตแลนด์และหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาผลักดันวิธีนี้คือ "รักษ์โลก"
• ลดคาร์บอน: การเผาด้วยไฟปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสารปรอท (จากวัสดุอุดฟัน) ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะที่การใช้น้ำลดการปล่อยคาร์บอนลงได้มากกว่า 90%
• ประหยัดพลังงาน: ใช้พลังงานน้อยกว่าการเผาแบบปกติถึง 1 ใน 10
• ไม่มีมลพิษทางอากาศ: ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของสหราชอาณาจักร
เหรียญอีกด้าน: ข้อถกเถียงเรื่องความเคารพและศาสนา
แม้จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ "การฌาปนกิจด้วยน้ำ" กลับเผชิญแรงต้านในเชิงความรู้สึกและหลักความเชื่อ
• กลุ่มศาสนจักร: ศาสนจักรคาทอลิกในหลายพื้นที่มองว่าการเปลี่ยนร่างมนุษย์ให้กลายเป็นของเหลวแล้วปล่อยลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นการกระทำที่ "ลดทอนศักดิ์ศรีของมนุษย์" และไม่ให้ความเคารพต่อร่างกายที่เป็นวิหารของพระเจ้า
• มุมมองสังคม: หลายคนยังรู้สึกทำใจยากกับภาพลักษณ์ของการ "ละลาย" ร่างกายเมื่อเทียบกับการเผาหรือการฝัง ซึ่งเป็นจารีตที่สืบทอดมานับพันปี
บทสรุปของเทรนด์ใหม่
ปัจจุบัน สกอตแลนด์ได้ปรับปรุงกฎหมายรองรับวิธีนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีบริษัทชั้นนำอย่าง Co-op Funeralcare ขานรับเตรียมเปิดให้บริการในวงกว้าง ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่า แม้แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิต มนุษย์ยุคใหม่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับ "รอยเท้าคาร์บอน" ที่ทิ้งไว้เบื้องหลังพอ ๆ กับการระลึกถึงผู้จากไป
ที่มาของข้อมูล (References)
• BBC News (2023): "Aquamation: Scotland to allow 'water cremation' as eco-friendly alternative" – รายงานการอนุมัติทางกฎหมายในสกอตแลนด์
• The Guardian (2023): "UK's largest funeral director to offer water cremation" – รายละเอียดแผนการดำเนินงานของ Co-op Funeralcare
• National Geographic: "Is liquid cremation the future of the funeral industry?" – ข้อมูลเชิงเทคนิคเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
#รู้รอบโลก #ความรู้ #สาระน่ารู้ #เกร็ดความรู้ #Howto #Learn #Knowledge #Education
#เรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #History #วิทยาศาสตร์ #ข่าว #ข่าวต่างประเทศ #News #BreakingNews #ทองคำ #gold #Learning
https://www.facebook.com/share/p/1ByFfpWVbe/
💀 “ฌาปนกิจด้วยน้ำ” (Aquamation): นวัตกรรมลาโลกสาย Green ที่สกอตแลนด์เริ่มใช้ แต่ยังทิ้งปมถกเถียงทางจริยธรรม
เอดินบะระ, สกอตแลนด์ – โลกของการจัดการร่างผู้วายชนม์กำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยี "Alkaline Hydrolysis" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "การฌาปนกิจด้วยน้ำ" (Water Cremation) เริ่มได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระดับกฎหมาย โดยเฉพาะในประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นทางเลือกที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผาด้วยไฟแบบดั้งเดิม
กระบวนการ: ละลายร่างด้วยวิทยาศาสตร์
กระบวนการนี้ไม่ใช่การต้มศพ แต่คือการใช้หลักเคมีที่เรียกว่าการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) โดยร่างของผู้เสียชีวิตจะถูกบรรจุในถังเหล็กกล้าไร้สนิม เติมน้ำและสารละลายด่าง (Potassium Hydroxide) จากนั้นจะใช้ความร้อนประมาณ 150 องศาเซลเซียส พร้อมแรงดันสูงเพื่อป้องกันการเดือด
ภายในเวลาเพียง 4-6 ชั่วโมง เนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกายจะถูกย่อยสลายจนเหลือเพียงกระดูกที่อ่อนตัวลง ซึ่งจะถูกนำไปบดเป็นผงละเอียดสีขาวมอบให้ครอบครัว ส่วนของเหลวที่เหลือจะผ่านการฆ่าเชื้อจนสะอาดและสามารถนำไปบำบัดหรือใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้โดยไม่หลงเหลือ DNA ของมนุษย์
ทำไมต้อง "น้ำ" แทน "ไฟ"?
ประเด็นหลักที่ทำให้สกอตแลนด์และหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาผลักดันวิธีนี้คือ "รักษ์โลก"
• ลดคาร์บอน: การเผาด้วยไฟปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสารปรอท (จากวัสดุอุดฟัน) ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะที่การใช้น้ำลดการปล่อยคาร์บอนลงได้มากกว่า 90%
• ประหยัดพลังงาน: ใช้พลังงานน้อยกว่าการเผาแบบปกติถึง 1 ใน 10
• ไม่มีมลพิษทางอากาศ: ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของสหราชอาณาจักร
เหรียญอีกด้าน: ข้อถกเถียงเรื่องความเคารพและศาสนา
แม้จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ "การฌาปนกิจด้วยน้ำ" กลับเผชิญแรงต้านในเชิงความรู้สึกและหลักความเชื่อ
• กลุ่มศาสนจักร: ศาสนจักรคาทอลิกในหลายพื้นที่มองว่าการเปลี่ยนร่างมนุษย์ให้กลายเป็นของเหลวแล้วปล่อยลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นการกระทำที่ "ลดทอนศักดิ์ศรีของมนุษย์" และไม่ให้ความเคารพต่อร่างกายที่เป็นวิหารของพระเจ้า
• มุมมองสังคม: หลายคนยังรู้สึกทำใจยากกับภาพลักษณ์ของการ "ละลาย" ร่างกายเมื่อเทียบกับการเผาหรือการฝัง ซึ่งเป็นจารีตที่สืบทอดมานับพันปี
บทสรุปของเทรนด์ใหม่
ปัจจุบัน สกอตแลนด์ได้ปรับปรุงกฎหมายรองรับวิธีนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีบริษัทชั้นนำอย่าง Co-op Funeralcare ขานรับเตรียมเปิดให้บริการในวงกว้าง ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่า แม้แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิต มนุษย์ยุคใหม่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับ "รอยเท้าคาร์บอน" ที่ทิ้งไว้เบื้องหลังพอ ๆ กับการระลึกถึงผู้จากไป
ที่มาของข้อมูล (References)
• BBC News (2023): "Aquamation: Scotland to allow 'water cremation' as eco-friendly alternative" – รายงานการอนุมัติทางกฎหมายในสกอตแลนด์
• The Guardian (2023): "UK's largest funeral director to offer water cremation" – รายละเอียดแผนการดำเนินงานของ Co-op Funeralcare
• National Geographic: "Is liquid cremation the future of the funeral industry?" – ข้อมูลเชิงเทคนิคเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
#รู้รอบโลก #ความรู้ #สาระน่ารู้ #เกร็ดความรู้ #Howto #Learn #Knowledge #Education
#เรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #History #วิทยาศาสตร์ #ข่าว #ข่าวต่างประเทศ #News #BreakingNews #ทองคำ #gold #Learning
https://www.facebook.com/share/p/1ByFfpWVbe/