“กล้วย” ถือเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ที่คนไทยรู้จักกันมาช้านาน เพราะนอกจากเนื้อในสีขาวห่อหุ้มด้วยเปลือกสีเหลืองสดใสที่มาพร้อมรสชาติหอมหวานและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยอย่างก้าน ใบ ลำต้น ไปจนถึงหัวปลี ก็ล้วนแล้วแต่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ของกินของใช้ไปจนถึงของเด็กเล่นที่รู้จักกันดีอย่างม้าก้านกล้วย และด้วยความหอมหวานรับประทานง่ายนั้น ยังทำให้คนไทยมักเปรียบเปรยการกระทำที่ง่ายหรือสะดวกว่าไม่ต่างไปจากการปอกกล้วยเข้าปาก หรือเรื่องกล้วย ๆ
แต่เรื่องราวของกล้วยนั้นกลับมีความเป็นมาที่ยาวนาน จนกล่าวได้ว่าผลไม้สีเหลืองชนิดนี้เป็นหนึ่งในพืชพันธุ์ที่มีพัฒนาการเคียงคู่มากับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยทีเดียว ตั้งแต่การเป็นเสบียงอาหารของนักเดินทางยุคโบราณสู่การแพร่กระจายไปทั่วโลก และบทบาทของกล้วยในโลกยุคใหม่ที่กลายเป็นผลไม้ทรงอิทธิพลทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองในหลายประเทศ จนเรียกได้ว่าเรื่องราวของกล้วยอาจไม่ใช่เพียงเรื่องกล้วย ๆ อย่างที่หลายคนคิด
กำเนิดจากปลายขอบโลก
แม้ว่ากล้วยจะเป็นพืชที่ลำต้นสูงใหญ่คล้ายต้นไม้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วกล้วยนับว่าเป็น “พืชล้มลุก” ชนิดหนึ่งที่ไม่มีเนื้อไม้ แต่มีกาบใบขนาดใหญ่ประกบกันเป็นลำต้นเทียม โดยจัดเป็นพืชในสกุลกล้วย (Musa) ซึ่งมีอยู่ราว 50 ชนิด รวมถึงกล้วยและกล้าย (plantains) พันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นสีและความหนาของเปลือก รสชาติ ขนาดผล และความต้านทานต่อโรค โดยสายพันธุ์ที่มีเปลือกสีเหลืองสดใสซึ่งพบได้ทั่วไปและมักเป็นภาพจำของกล้วยมากที่สุดคือ กล้วยหอม (Cavendish)
กล้วยเป็นพืชที่เติบโตในเขตร้อนชื้นตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งจากการศึกษาการสะสมซิลิคอนในพืชด้วยเทคโนโลยีโอปอล ไฟโตลิธ (Opal Phytolith) พบหลักฐานทางโบราณคดีที่ชี้ให้เห็นถึงร่องรอยของการนำกล้วยป่ามาปลูกในอารยธรรมมนุษย์ยุคเริ่มแรกที่แหล่งโบราณคดีบึงกุก (Kuk Swamp) บนที่ราบสูงของปาปัวนิวกินีเมื่อราว 5,000-4,490 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งนับเป็นหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการบริโภคกล้วยของมนุษย์ที่แก่เก่าและชัดเจนที่สุดที่มีการค้นพบในปัจจุบัน
ต่อมากล้วยได้แพร่ขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตะวันออก โดยสันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากการเดินทางของชาวแลพีตา (Lapita) ซึ่งเป็นกลุ่มมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อราว 1,600-500 ปีก่อนคริสตกาล ที่มีการเดินเรือเคลื่อนย้ายไปตามพื้นที่และเกาะต่าง ๆ พร้อมกับการนำกล้วยติดตัวไปเป็นเสบียง เนื่องจากมีเปลือกห่อหุ้มตามธรรมชาติช่วยให้สามารถเก็บไว้ได้นาน กล้วยจึงเป็นผลไม้เพื่อนเดินทางที่ช่วยให้มนุษย์ยุคบุพกาลสามารถออกสำรวจโลกใหม่ได้ไกลกว่าที่เคย
สัญญะทางวัฒนธรรม
การแพร่กระจายของกล้วยไปยังดินแดนต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคโบราณ ประกอบความง่ายในการขยายพันธุ์ ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี และยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงสามารถรับประทานได้ง่ายทุกช่วงวัย ทำให้กล้วยกลายเป็นผลไม้ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยผลไม้สีเหลืองชนิดนี้ถูกนำไปใช้งานและให้ความหมายมากมาย ด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวของกล้วยเข้ากับตำนาน ศาสนา และความเชื่อต่าง ๆ
ในอินเดียนอกจากผลและส่วนต่าง ๆ ของกล้วยจะปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาที่สื่อถึงการเจริญเติบโตแล้ว บางตำนานของฮินดูยังบอกเล่าเรื่องราวของนักพรตที่ดำรงตนด้วยการกินกล้วยเป็นอาหาร จนกลายเป็นที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยน้ำว้าที่เรียกว่า Musa Sapientum หรือผลไม้แห่งผู้ทรงปัญญา และเมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนียกรีฑาทัพเข้าสู่อินเดียเมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ก็ได้พบกับผลไม้แปลกตาชนิดนี้และนำกลับไปยังโลกตะวันตกด้วย
ตามเรื่องราวปฐมกาลในคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนิกชนได้บอกเล่าเรื่องราวของอดัมและเอวา มนุษย์คู่แรกที่ฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าด้วยการกินผลไม้ต้องห้าม ทำให้เกิดความละอายและเริ่มใช้ใบไม้ในการปกปิดร่ายกาย แม้ว่าโดยทั่วไปจะเชื่อกันว่าผลไม้ต้องห้ามนั้นคือแอปเปิล และใบไม้ที่ทั้งคู่นำมาปกปิดร่างกายคือใบมะเดื่อ แต่นักวิชาการบางส่วนอย่าง คาร์ล ลินเนียส (Carl Linnaeus) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดนผู้เป็นบิดาแห่งอนุกรมวิธานสมัยใหม่ กลับชี้ว่าเป็นไปได้ที่ผลไม้ต้องห้ามนั้นอาจเป็นกล้วยและใบไม้ก็คือใบตองนั่นเอง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยสายพันธุ์หนึ่งที่เรียกว่า Musa Paradisiaca ซึ่งหมายถึงผลไม้แห่งสรวงสวรรค์

ส่วนคัมภีร์อัลกุรอานของชาวมุสลิมก็มีการกล่าวถึงกล้วยเอาไว้ด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นความแพร่หลายของผลไม้สีเหลืองชนิดนี้ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในโลกอาหรับ โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้าที่ต้องเดินทางรอนแรมไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมักจะนำกล้วยติดขบวนไปด้วยในฐานะเสบียงชั้นดีทำให้กล้วยแพร่หลายไปยังแอฟริกาและยุโรป ซึ่งคำว่า “บานาน่า” (banana) ในภาษาอังกฤษยังสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากคำว่า “บานาน” (banan) ในภาษาอาหรับที่หมายถึง นิ้ว อีกด้วย
สำหรับสังคมไทยนั้นแทบจะไม่ต้องกล่าวถึงความสำคัญของกล้วยในเชิงวัฒนธรรม เนื่องจากทุกส่วนของต้นกล้วยล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผลที่สามารถประกอบอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะของหวานที่รู้จักกันดีอย่างกล้วยบวชชี ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของต้นกล้วยก็ยังมีการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและในเชิงความเชื่อ อย่างใบตองที่ใช้ในการห่ออาหารคาวหวานและยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในพิธีกรรม เช่น การทำบายศรี ขณะที่พิธีกรรมบางอย่างก็จะมีการใช้ต้นกล้วยทั้งต้นเช่นในพิธีแต่งงาน เพื่อสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และการมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองเหมือนผลของกล้วย
สู่ผลไม้ทรงอิทธิพล
เมื่อชาวยุโรปเริ่มออกสำรวจโลกใหม่ในทวีปอเมริกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา แน่นอนว่ากล้วยเป็นหนึ่งในเสบียงที่นักเดินเรือนำติดตัวไปด้วย ก่อนที่จะทิ้งพันธุ์กล้วยไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ สำหรับเป็นแหล่งอาหารให้กับผู้มาทีหลัง ชาวโปรตุเกสนำกล้วยไปยังหมู่เกาะคะแนรี ขณะที่หมู่เกาะในทะเลแคริเบียนและดินแดนอเมริกากลางเริ่มมีการปลูกกล้วยพร้อมกับการมาถึงของชาวสเปน
กระทั่งเมื่อสังคมขยายตัว ความนิยมบริโภคกล้วยก็เพิ่มสูงขึ้นตามมา กล้วยกลายเป็นสินค้าราคาสูงที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ในปี 1882 รัฐบาลคอสตาริกาผิดนัดชำระหนี้ให้กับบริษัทผู้ประกอบการรถไฟจากสหรัฐอเมริกาส่งผลให้ต้องยอมมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินริมทางรถไฟขนาดใหญ่ให้กับไมเนอร์ คีธ (Minor Keith) เจ้าของกิจการรถไฟอเมริกัน ซึ่งต่อมาคีธได้เปลี่ยนที่ดินดังกล่าวให้กลายเป็นสวนกล้วยขนาดมหึมา และนำมาซึ่งการก่อตั้งบริษัทยูไนเต็ด ฟรุต คอมปานี (United Fruit Company: UFCO) ในปี 1899
กล้วยสามารถทำเงินมหาศาลให้กับบริษัทภายในเวลาไม่กี่สิบปีและทำให้ UFCO ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนถึงทศวรรษ 1930 บริษัทขยายกิจการสวนกล้วยไปยังประเทศต่าง ๆ กลายเป็นนายจ้างอันดับหนึ่งในอเมริกากลางและแคริบเบียน ทั้งยังเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ที่สุดในกัวเตมาลา กลายเป็นบริษัทที่ทรงอิทธิพลมีอำนาจต่อรองเหนือรัฐบาลหลายประเทศ
ในปี 1904 โอ. เฮนรี (O. Henry) นักเขียนชาวอเมริกันได้เริ่มคำว่า “สาธารณรัฐกล้วย” (Banana Republic) เพื่อสื่อถึงประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกสินค้าเพียงชนิดเดียว โดยมีบรรษัทข้ามชาติเข้ามามีอิทธิพลทั้งในทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ทำให้มีการผูกขาดขูดรีดและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ซึ่งสร้างความไม่พอใจและทำให้เกิดการต่อต้านหลายครั้ง อย่างในปี 1934 เกิดการนัดหยุดงานของคนงานสวนกล้วยครั้งใหญ่ในคอสตาริกาหรือที่เรียกว่า Great Banana Strike แต่ UFCO ก็ยังคงมีอิทธิพลอย่างสูง โดยเฉพาะการอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในกัวเตมาลาเมื่อปี 1954 หลังจากที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งเริ่มเวนคืนที่ดินของบริษัทให้กับผู้ยากไร้ในประเทศ
ปัจจุบัน UFCO ได้เปลี่ยนมาเป็นชิกิต้า แบรนด์ส อินเตอร์เนชันแนล (Chiquita Brands International) และยังคงดำเนินกิจการกล้วยมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกรณีตัวอย่างของสาธารณรัฐกล้วยที่ยังเป็นประเด็นศึกษาสำคัญในทางรัฐศาสตร์ ขณะที่แคริบเบียนและอเมริกากลางก็ยังคงเป็นผู้ผลิตและส่งออกกล้วยรายใหญ่ มีสัดส่วนมากถึงราว 80% ของการผลิตและส่งออกกล้วยทั่วโลก
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ “กล้วย” ที่ผ่านการเดินทางอันยาวนานและมีส่วนในการถักทอประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ กลายเป็นผลไม้ที่หลายคนรักและเต็มไปด้วยประโยชน์มากมายไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่อง : ธีรพล บัวกระโทก
เรื่องกล้วย ๆ จากผลไม้เพื่อนเดินทาง สู่ “สาธารณรัฐกล้วย”
แม้ว่ากล้วยจะเป็นพืชที่ลำต้นสูงใหญ่คล้ายต้นไม้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วกล้วยนับว่าเป็น “พืชล้มลุก” ชนิดหนึ่งที่ไม่มีเนื้อไม้ แต่มีกาบใบขนาดใหญ่ประกบกันเป็นลำต้นเทียม โดยจัดเป็นพืชในสกุลกล้วย (Musa) ซึ่งมีอยู่ราว 50 ชนิด รวมถึงกล้วยและกล้าย (plantains) พันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นสีและความหนาของเปลือก รสชาติ ขนาดผล และความต้านทานต่อโรค โดยสายพันธุ์ที่มีเปลือกสีเหลืองสดใสซึ่งพบได้ทั่วไปและมักเป็นภาพจำของกล้วยมากที่สุดคือ กล้วยหอม (Cavendish)
การแพร่กระจายของกล้วยไปยังดินแดนต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคโบราณ ประกอบความง่ายในการขยายพันธุ์ ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี และยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงสามารถรับประทานได้ง่ายทุกช่วงวัย ทำให้กล้วยกลายเป็นผลไม้ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยผลไม้สีเหลืองชนิดนี้ถูกนำไปใช้งานและให้ความหมายมากมาย ด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวของกล้วยเข้ากับตำนาน ศาสนา และความเชื่อต่าง ๆ
เมื่อชาวยุโรปเริ่มออกสำรวจโลกใหม่ในทวีปอเมริกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา แน่นอนว่ากล้วยเป็นหนึ่งในเสบียงที่นักเดินเรือนำติดตัวไปด้วย ก่อนที่จะทิ้งพันธุ์กล้วยไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ สำหรับเป็นแหล่งอาหารให้กับผู้มาทีหลัง ชาวโปรตุเกสนำกล้วยไปยังหมู่เกาะคะแนรี ขณะที่หมู่เกาะในทะเลแคริเบียนและดินแดนอเมริกากลางเริ่มมีการปลูกกล้วยพร้อมกับการมาถึงของชาวสเปน