มาตราการที่ละเมิดสิทธิ์นักเดินทางมาสองทศววรษ ในขณะที่หลายประเทศยกเลิกไปแล้ว

เมื่อ “ความปลอดภัย” กลายเป็น “นาฏกรรม”: วิพากษ์ความล้าสมัยของมาตรการจำกัดของเหลว (LAGs) ในการบินพลเรือน
​นับเป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้วที่ผู้โดยสารทั่วโลกต้องตกอยู่ภายใต้กฎระเบียบการจำกัดปริมาณของเหลว เจล และสเปรย์ (LAGs) ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากแผนการก่อการร้ายที่ถูกระงับได้ในปี 2006 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถิติตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กลับพบช่องว่างที่สำคัญระหว่าง “เป้าหมายด้านความปลอดภัย” กับ “ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ” ที่สะท้อนถึงความล้าหลังของตัวบทกฎหมายและภาวะจำยอมของผู้เดินทาง
​1. Security Theater: มาตรการที่เน้นภาพลักษณ์มากกว่าผลลัพธ์
ในทางรัฐศาสตร์และอาชญาวิทยา มีคำนิยามมาตรการลักษณะนี้ว่า “Security Theater” หรือการสร้างภาพลักษณ์ความเข้มงวดเพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย แต่ในเชิงสถิติกลับยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าการตรวจยึดของใช้ส่วนตัวจากผู้โดยสารทั่วไป สามารถนำไปสู่การจับกุมหรือยับยั้งการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Devices) ได้จริงแม้แต่ครั้งเดียว การตรวจยึดสิ่งของจำเป็นพื้นฐานในปริมาณที่เกินกำหนดเพียงเล็กน้อย จึงกลายเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชนมากกว่าการแก้ไขปัญหาความมั่นคงอย่างตรงจุด
​2. ความย้อนแย้งระหว่าง “ขนาดภาชนะ” กับ “ปริมาณสารจริง”
จุดที่สร้างความเคลือบแคลงใจในเชิงตรรกะและวิทยาศาสตร์มากที่สุด คือการบังคับใช้กฎหมายโดยยึดตาม “ขนาดของภาชนะบรรจุ” (Container Capacity) แทนที่จะพิจารณาจาก “ปริมาณเนื้อสารจริง” (Actual Content) การที่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธการพกพาของเหลวที่มีปริมาณไม่ถึง 100 มิลลิลิตร เพียงเพราะบรรจุอยู่ในขวดที่มีขนาดเกินเกณฑ์ ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองแบบเหวี่ยงแห (Blanket Enforcement) ที่ขัดต่อ หลักความสมควรแก่เหตุ (Principle of Proportionality) มาตรการเช่นนี้สะท้อนถึงความพยายามลดภาระการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยใช้ความสะดวกในการบริหารจัดการ (Administrative Convenience) เป็นตัวตั้ง มากกว่าการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามปรากฏการณ์ทางกายภาพ
​3. นวัตกรรมที่ถูกละเลยและสิทธิของผู้เดินทาง
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองได้ก้าวล้ำไปไกลกว่าการคาดเดาจากสายตา เช่น ระบบ Liquid Explosive Detection Systems (LEDS) และเครื่อง Computed Tomography (CT) Scan รุ่นใหม่ที่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสารเคมีอันตรายกับของใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องเปิดกระเป๋า หลายสนามบินชั้นนำในยุโรปและเอเชียเริ่มยกเลิกข้อจำกัด 100 มิลลิลิตรนี้แล้ว การที่หน่วยงานกำอับดูแลในประเทศไทยยังคงยึดติดกับกฎระเบียบดั้งเดิม จึงมิใช่เพียงเรื่องความปลอดภัย แต่คือความล้าหลังในการปรับปรุงมาตรฐานการบริการให้สอดคล้องกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ใช้บริการ
​บทสรุป
ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทบทวนว่า มาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันคือความมั่นคงที่แท้จริง หรือเป็นเพียง "ภาวะจำยอม" ที่ผลักภาระให้ประชาชนภายใต้วาทกรรมความปลอดภัยที่ล้าสมัย การปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการคัดกรองตามความเสี่ยง (Risk-based Screening) และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อคืนสิทธิการเข้าถึงของใช้จำเป็นให้กับผู้เดินทาง คือหนทางเดียวที่จะทำให้การรักษาความปลอดภัยทางการบินก้าวข้ามจากการเป็นเพียง "นาฏกรรม" ไปสู่มาตรการที่ทรงประสิทธิภาพและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่