บีม พิมพิชญา กับความในใจหลังจบศึกชิงแชมป์โลก
1. บรรยากาศในบ้านคือที่สุด
บีมบอกว่าตอนไทยเป็นเจ้าภาพปี 2025 คือปลื้มปริ่มมากกกก ไม่ใช่แค่ตอนไทยแข่งนะแต่คนดูเต็มทุกแมตช์เลยจ้า ชีบอกว่ามันคือประวัติศาสตร์เลยนะที่คนตื่นตัวกันขนาดนี้ เห็นแฟนๆ เข้ามาเชียร์กันแน่นสนามแล้วรู้สึกมีพลังมีความมั่นใจฮึดสู้ขึ้นมาทันที
2. จุดเปลี่ยนและความกดดัน
ยอมรับตรงๆ แบบเพื่อนสาวเลยว่า “เล่นในบ้านมันก็กดดันนะ” เพราะอยากให้ทุกอย่างออกมาเป๊ะปังต่อหน้าแฟนๆ แต่สุดท้ายบีมก็ได้เรียนรู้ว่าวิธีรับมือความกดดันที่ดีที่สุดคือการสนุกไปกับเกมและมีความสุขกับมัน จนชีแอบซึ้งกับตัวเองเลยว่า “เออ นี่แหละมั้งที่เรียกว่ารักวอลเลย์บอลจริงๆ” เพราะมองย้อนกลับไปทีไรก็เห็นตัวเองยิ้มและมีความสุขตลอด
3. บทบาทใหม่ในวัย 27
จากน้องน้อยในวันนั้นตอนนี้บีมกลายเป็นพี่ใหญ่ในทีมไปแล้วนะจ๊ะ บีมมองว่าบทบาทของตัวเองไม่ใช่แค่ลงไปตบให้จบๆ แต่ต้องเป็นผู้นำที่กล้าหาญโชว์ให้โลกเห็นว่าความเร็ว ความสามัคคี และความฉลาดของสาวไทยเนี่ยสู้กับพวกทีมตัวสูงใหญ่ได้สบาย
4. ยอมรับความจริงแบบไม่อวย
อันนี้บีมพูดได้โดนใจมาก ชีบอกว่าถ้าให้พูดตรงๆ ตอนนี้เรายังไม่ได้ใกล้เคียงกับความฝันขนาดนั้นนะ สองปีที่ผ่านมาในขณะที่เรายังอยู่ที่เดิมทีมอื่นเขาก้าวกระโดดไปไกลมากแล้ว บีมเลยสัญญากับตัวเองว่า ปี 2026 นี้ต้องอัปเกรดตัวเองให้เก่งกว่าเดิมเพื่อพาทีมไปสู้ในชิงแชมป์โลกครั้งหน้าให้ได้
5. แมตช์ในดวงใจ
บีมยกให้แมตช์ที่เจอเนเธอร์แลนด์คือที่สุด! เพราะคู่แข่งตัวใหญ่มากกก แต่แมตช์นั้นทำให้ความกล้าในตัวบีมมันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง บีมเรียนรู้ที่จะดุดันและเชื่อมั่นในตัวเองแม้จะโดนกดดันแค่ไหนก็ตาม
บีมหวังว่าสิ่งที่พวกเธอทำจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รุ่นใหม่หันมาเล่นวอลเลย์บอลกันเยอะๆ และพร้อมจะสู้สุดตัวในปี 2026 นี้จ้า
น้องเจมีไนน์น้องโฟดแปลจาก
https://www.fivb.com/pimpichaya-kokram-on-history-and-home-pride-in-thailand/
ควีนแรงทากๆ 'สองปีผ่านไปทีมไทยเก่งเหมือนเดิมเลยค่ะ'😅
บีม พิมพิชญา กับความในใจหลังจบศึกชิงแชมป์โลก
1. บรรยากาศในบ้านคือที่สุด
บีมบอกว่าตอนไทยเป็นเจ้าภาพปี 2025 คือปลื้มปริ่มมากกกก ไม่ใช่แค่ตอนไทยแข่งนะแต่คนดูเต็มทุกแมตช์เลยจ้า ชีบอกว่ามันคือประวัติศาสตร์เลยนะที่คนตื่นตัวกันขนาดนี้ เห็นแฟนๆ เข้ามาเชียร์กันแน่นสนามแล้วรู้สึกมีพลังมีความมั่นใจฮึดสู้ขึ้นมาทันที
2. จุดเปลี่ยนและความกดดัน
ยอมรับตรงๆ แบบเพื่อนสาวเลยว่า “เล่นในบ้านมันก็กดดันนะ” เพราะอยากให้ทุกอย่างออกมาเป๊ะปังต่อหน้าแฟนๆ แต่สุดท้ายบีมก็ได้เรียนรู้ว่าวิธีรับมือความกดดันที่ดีที่สุดคือการสนุกไปกับเกมและมีความสุขกับมัน จนชีแอบซึ้งกับตัวเองเลยว่า “เออ นี่แหละมั้งที่เรียกว่ารักวอลเลย์บอลจริงๆ” เพราะมองย้อนกลับไปทีไรก็เห็นตัวเองยิ้มและมีความสุขตลอด
3. บทบาทใหม่ในวัย 27
จากน้องน้อยในวันนั้นตอนนี้บีมกลายเป็นพี่ใหญ่ในทีมไปแล้วนะจ๊ะ บีมมองว่าบทบาทของตัวเองไม่ใช่แค่ลงไปตบให้จบๆ แต่ต้องเป็นผู้นำที่กล้าหาญโชว์ให้โลกเห็นว่าความเร็ว ความสามัคคี และความฉลาดของสาวไทยเนี่ยสู้กับพวกทีมตัวสูงใหญ่ได้สบาย
4. ยอมรับความจริงแบบไม่อวย
อันนี้บีมพูดได้โดนใจมาก ชีบอกว่าถ้าให้พูดตรงๆ ตอนนี้เรายังไม่ได้ใกล้เคียงกับความฝันขนาดนั้นนะ สองปีที่ผ่านมาในขณะที่เรายังอยู่ที่เดิมทีมอื่นเขาก้าวกระโดดไปไกลมากแล้ว บีมเลยสัญญากับตัวเองว่า ปี 2026 นี้ต้องอัปเกรดตัวเองให้เก่งกว่าเดิมเพื่อพาทีมไปสู้ในชิงแชมป์โลกครั้งหน้าให้ได้
5. แมตช์ในดวงใจ
บีมยกให้แมตช์ที่เจอเนเธอร์แลนด์คือที่สุด! เพราะคู่แข่งตัวใหญ่มากกก แต่แมตช์นั้นทำให้ความกล้าในตัวบีมมันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง บีมเรียนรู้ที่จะดุดันและเชื่อมั่นในตัวเองแม้จะโดนกดดันแค่ไหนก็ตาม
บีมหวังว่าสิ่งที่พวกเธอทำจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รุ่นใหม่หันมาเล่นวอลเลย์บอลกันเยอะๆ และพร้อมจะสู้สุดตัวในปี 2026 นี้จ้า
น้องเจมีไนน์น้องโฟดแปลจาก https://www.fivb.com/pimpichaya-kokram-on-history-and-home-pride-in-thailand/